วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
อาชญากรรม..เมื่อพูดถึงคำคำนี้ หลายคนคงนึกถึงเหตุการณ์ประเภทลักวิ่งชิงปล้นบ้าง ฆ่ากันทำร้ายร่างกายกันบ้าง ข่มขืน
ล่วงละเมิดทางเพศบ้าง หรือเรื่องใหญ่ๆ อย่างการค้ายาเสพติด ทว่ายังมีอาชญากรรมอีกประเภทหนึ่งที่มีความรุนแรงไม่แพ้กัน และเผลอๆ อาจจะรุนแรงกว่าอาชญากรรมประเภทต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเสียด้วยซ้ำ
นั่นคือ “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ”!!!
“อาชญากรรมทางเศรษฐกิจมีความแตกต่างจากอาชญากรรมบนท้องถนน ความสนใจของประชาชนหรือสื่อมวลชนค่อนข้างน้อย เว้นแต่เป็นคดีใหญ่ๆ ที่มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก คนก็จะหันมาสนใจกันทีหนึ่ง แต่สักพักเมื่อเรื่องเงียบหาย อาชญากรพวกนี้ก็จะกลับมากระทำความผิดใหม่”
พ.ต.ท.พงศ์พจน์ ธรรมากุลวิชช์ ผู้แทนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) กล่าวในงานเสวนาทางวิชาการ “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ AEC” จัดโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเดือน ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา
เมื่อพูดถึงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หลายคนอาจจะมองว่า “ไกลตัว” แต่จริงๆ แล้ว “ใกล้ตัวกว่าที่คิด” โดย พ.ต.ท.พงศ์พจน์ ยกตัวอย่างความผิดว่าด้วย “บัตรกดเงินสด (ATM) ปลอม” ที่บรรดา “สกิมเมอร์” (Skimmer) หรือแก๊งปลอมบัตรไปขโมยข้อมูลจากเหยื่อในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปบ้าง สหรัฐอเมริกาบ้าง มาทำเป็นบัตรปลอมขึ้น จากนั้นก็นำมากดเงินสดในประเทศไทย ก่อนลักลอบนำเงินสดดังกล่าวออกไปภายหลัง
ทำไมต้องเป็นประเทศไทย?.. ผู้เชี่ยวชาญจาก ปอศ. รายนี้ อธิบายว่า ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการก่ออาชญากรรมประเภทนี้ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ1.ประเทศไทยมีตู้กดเงินสด (ATM) เป็นจำนวนมาก ทั้งในอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน สถานที่ราชการ และที่อื่นๆ อีกมาก เรียกได้ว่า “ทุกหัวมุมถนนในไทย จะต้องพบตู้เอทีเอ็มอย่างน้อยสักตู้หนึ่ง” เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศที่มีตู้น้อยกว่านี้ กับ 2.ประเทศไทยเข้าง่ายออกง่าย ชาวต่างชาติหลายประเทศสามารถเข้ามาได้แบบ “ไม่ต้องใช้วีซ่า” หากเป็นการอยู่อาศัยเพียงระยะสั้นๆ
นั่นหมายความว่า..ทุกวันนี้เรากำลังเดินสวนกับ “มิจฉาชีพ” โดยไม่รู้ตัว!!!
“ในประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เราจะเห็นว่ามีตู้เอทีเอ็มติดอยู่แทบจะทุกแห่ง อย่างร้านสะดวกซื้อนี่ก็จะมีอยู่ทุกร้านเลย คนไทยเห็นว่าเป็นคนต่างชาติโดยเฉพาะฝรั่ง ก็เห็นว่าคนเหล่านี้คงไม่มีอันตรายหรือสร้างปัญหาอะไร บางครั้งมีการไปกดเงินในย่านชานเมืองที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว คนร้ายเหล่านี้จะอยู่ในเมืองไทยประมาณ 5-7 วันแล้วก็จะบินกลับออกไป เพราะคนพวกนี้บางทีไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้ขาดการตรวจสอบข้อมูล พอเข้ามาได้เงิน ถ้าไม่ถูกจับก่อนก็กลับออกไปแล้วก็เข้ามาใหม่อีกรอบ” พ.ต.ท.พงศ์พจน์ กล่าว
พูดถึงเหล่าสกิมเมอร์นักปลอมบัตรเอทีเอ็ม หลายคนอาจจะยังไม่รู้สึกกลัวเท่าไรเพราะเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ทว่ายังมีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอีกประเภทหนึ่งที่เหยื่อจำนวนมากเป็นคนไทย นั่นคือ “แก๊งคอลล์เซ็นเตอร์” (Call Center) หรือการที่คนร้ายโทรศัพท์ไปหลอกลวงเหยื่อ บอกว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตบ้าง หรือบอกว่าญาติพี่น้องถูกขึ้นบัญชีดำในคดีร้ายแรงบ้าง แล้วก็ให้เหยื่อโอนเงินไปให้
พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายไทยในปัจจุบันมี “ช่องโหว่” ที่ทำให้ไม่อาจเอาผิดบรรดามิจฉาชีพแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ได้ ยกตัวอย่างแก๊งคนจีนที่มาพักอาศัยในประเทศไทย แล้วโทรศัพท์กลับไปหลอกเหยื่อที่ประเทศจีน เมื่อตำรวจสืบทราบจนจับกุมได้ ก็เอาผิดได้แต่เฉพาะกฎหมายคนเข้าเมืองลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
ซึ่งทำได้เพียง “ผลักดัน-ส่งกลับ” เท่านั้น!!!
อดีตรองอธิบดี DSI อธิบายว่า เพราะข้อหาที่ตรงกับการกระทำผิดมากกว่าอย่าง “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีข้อจำกัดคือ “ต้องมีเจ้าทุกข์มาแจ้งความ” ตำรวจจึงจะตั้งข้อหาได้ ประเด็นนี้แม้ไทยกับจีนจะมีแนวทางร่วมกันปราบปราม ไม่ว่าแก๊งคนไทยโทรศัพท์จากจีนมาหลอกคนไทย หรือแก๊งคนจีนโทรศัพท์จากไทยไปหลอกคนจีน แต่ก็ยังติดที่เงื่อนไขดังกล่าว ทำให้ไม่อาจเอาผิดได้จนถึงที่สุด
จึงมีคำถามว่า..“การฉ้อโกงที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ” ควรถือเป็น “อาญาแผ่นดิน” หรือไม่?
“เวลาเราไปจับคนพวกนี้ จับแล้วไม่ได้ส่งโรงพักนะครับ ส่ง ตม. ก็ได้แค่นั้น คือฉ้อโกงนี่เป็นความผิดที่ยอมความได้ ถามว่า
ตอนไปจับนี่มีคนมาแจ้งความหรือยัง? สมมุติคนที่ถูกหลอกอยู่เมืองจีน ช่วยมาชี้ตัวหน่อยว่าคนไหนเป็นคนหลอก แล้วจะรู้ไหมว่า
โดนแก๊งไหนหลอก เพราะเขาก็เอาอุปกรณ์ไปตั้งไว้บ้านโน้นบ้านนี้แล้วก็หาคนมาโทร.
ตอนนี้ผมไปเป็นกรรมการปฏิรูปเรื่องสื่อออนไลน์ ผมก็เลยยกมาตราที่เกี่ยวกับการฉ้อโกง ลอกมาเป๊ะๆ เลย แต่เพิ่มว่าเป็นการฉ้อโกงผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และต่อท้ายว่าความผิดฐานนี้ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว และให้รวมความผิดไปถึงขั้นพยายามกระทำด้วย คือเป็นข้อหาใหม่แยกไปเลยระหว่างฉ้อโกงธรรมดากับฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์” พ.ต.อ.ญาณพล กล่าว
นอกจากแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่คุ้นหูคนไทยอย่าง “แชร์ลูกโซ่” วันนี้หันไปหาเหยื่อผ่านสื่อออนไลน์กันมากขึ้น พ.ต.ท.พงศ์พจน์ กล่าวว่า หลายคดีที่ผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ พบว่าการโฆษณาชักชวนให้เข้าร่วมแชร์ดังกล่าว ผู้ชักชวนกับเหยื่อไม่เคยพบหน้ากัน เพียงแต่ติดต่อผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ค (Facebook) หรือไลน์ (Line) เท่านั้น
“มีแชร์ทางเฟซบุ๊ค แชร์ทางไลน์ คุยกันโดยไม่เห็นหน้ากัน แต่ก็สามารถชักจูงคนมาเป็นสมาชิก เข้ามาร่วมลงทุน แต่พอมีปัญหาไม่สามารถหาสมาชิกรายใหม่ๆ มาได้ แชร์ก็ล้ม ซึ่งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา” พ.ต.ท.พงศ์พจน์ ฝากทิ้งท้าย
มีคำกล่าวว่า “สิ่งใดที่มีคุณอนันต์ สิ่งนั้นมักจะมีโทษมหันต์” ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็เช่นกัน ทุกวันนี้คนเราได้รับความสะดวกสบายจากระบบสารสนเทศ (IT) เครือข่ายอินเตอร์เนตเข้าถึงอย่างกว้างขวางขณะที่อุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อก็มีราคาถูกลงแต่สมรรถนะสูงขึ้น การติดต่อสื่อสารสามารถทำได้รวดเร็วแม้อยู่ห่างไกล
แต่อีกด้านหนึ่ง เหล่าผู้ประสงค์ร้ายก็ใช้เทคโนโลยีเพื่อก่ออาชญากรรมรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งหลายครั้งเป็นเรื่องยากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสืบสวน เพราะเทคนิคในการก่อเหตุนั้นซับซ้อนกว่าอาชญากรรมแบบเดิมๆ ในอดีต อีกทั้งคนร้ายมักจะอยู่ต่างประเทศ ทำให้การติดตามตัวมาดำเนินคดีทำได้ยาก
งานนี้ประชาชนคนไทย..ต้องทั้ง “ระวังตัว” และช่วยกัน “สอดส่อง” เป็นหูเป็นตา!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี