วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
วิกฤตการณ์ด้านพลังงานทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งขาดแคลนแหล่งพลังงาน และผลกระทบที่มีต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกจึงพยายามคิดค้นหาทางออกแก้ไขปัญหา หนทางหนึ่ง คือ “พลังงานทดแทน” ซึ่งนอกจากถูกชูขึ้นมาทดแทนน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่จะหมดโลกแล้ว ยังเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ตอบโจทย์สำหรับพื้นที่ “ไกลปืนเที่ยง”
ดังตัวอย่างที่ “เกาะพยาม” ต.เกาะพยาม จ.ระนอง ซึ่งห่างจากชายฝั่งถึง 30 กิโลเมตร ไม่อยู่ในเขตพื้นที่บริการไฟฟ้า “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” จึงมีแนวคิดนำพลังงานทดแทนเข้ามาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้บนเกาะ
“ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เกาะพยามไฟฟ้าใช้ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และ “โรงเรียนเกาะพยาม” เป็นหนึ่งในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้าใช้ ซึ่งเดิมโรงเรียนจะใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น กองทุนฯจึงเข้าไปสำรวจ พบว่าตัวเกาะได้รับอิทธิพล “ลมทะเล” ฝั่งอันดามันพัดผ่านตลอดทั้งปี “แรงลม” ในปี 2557 มีค่าความเร็วลมประมาณ 2.7 เมตรต่อนาที จึงเหมาะต่อการส่งเสริมการใช้ “พลังงานลม”
โครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ณ โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ได้สนับสนุนงบประมาณในการติดตั้ง “กังหันลม” ผลิตไฟฟ้าขนาด 1 กิโลวัตต์ 5 ชุด รวมกำลังผลิต 5,000 วัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 3,300 หน่วยต่อปี เมื่อนำไฟฟ้าที่ได้จากกังหันลมเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ช่วยให้เพียงพอต้องความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงเรียน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟฟ้าจากเครื่องยนต์ และยังประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 12,000 บาทต่อปี
“ดร.ทวารัฐ” กล่าวอีกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา การใช้ไฟฟ้าบนเกาะเพิ่มสูงขึ้น เพราะเกาะพยามกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว กระทรวงพลังงานจึงช่วยเสริมระบบไฟฟ้าเดิม คือ พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่มีอยู่แล้ว เอาพลังงานลมเข้ามาผสมผสาน และพยายามสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกวันนี้เกาะพยามมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน สนพ. จึงต้องการสนับสนุนให้เกาะท่องเที่ยวอื่นๆ นำไปศึกษา เพราะนอกจากได้กระแสไฟฟ้าแล้ว ยังทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนดีขึ้นอีกด้วย เกาะพยามถือเป็น “โมเดลต้นแบบ” ที่เป็นระบบผสมผสานตอบโจทย์ของคนในพื้นที่ได้
“เป้าหมายสูงสุดของพลังงานทดแทน คือ 1.เป็นหนึ่งในพลังงานกระแสหลักของประเทศได้ และ 2.ให้ชุมชนมีไฟใช้ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมี 99 เปอร์เซ็นต์ แต่เหลืออีก 1 เปอร์เซ็นต์ คือ บนเกาะและยอดดอยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ กระทรวงพลังงานจึงต้องหาโมเดลรูปแบบประชารัฐ คือ รัฐบาลกับประชาชนผสมผสานกันเพื่อตอบโจทย์พื้นที่ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ รัฐลงทุนให้ แต่ชุมชนต้องดูแล ต้องจ่ายค่าไฟร่วมทุนดูแลระบบ เพราะหลายกรณีรัฐบำรุงให้เสร็จ แต่ชุมชนรักษาไม่เป็นก็กลายเป็นอนุสาวรีย์” ดร.ทวารัฐ กล่าว
ด้าน “สากล เยี่ยมไธสง” ครูผู้ช่วยโรงเรียนบ้านเกาะพยาม เล่าว่า ก่อนหน้านี้โรงเรียนมีปัญหาไฟฟ้าติดๆ ดับๆ ไม่มีไฟฟ้าเพียงพอที่จะเปิดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ “ครูตู้” ถ้าพายุมาสัญญาณดาวเทียมขาดหาย พอฝนตกหนัก ไม่มีแดด เซลล์แสงอาทิตย์ก็ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ เปิดโทรทัศน์ไม่ได้ บ่อยครั้งที่เด็กๆ ต้องไปเรียนนอกห้องเพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ในโรงเรียน แต่ละปีกองทุนฯได้จัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนโครงการศึกษาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาได้มาก
“พลังงานทดแทน” บน “เกาะพยาม” จึงถือเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเกาะกับเมืองได้ เหมาะต่อการเป็น “ต้นแบบ” ให้ชุมชนบนเกาะแก่ง หรือยอดดอยอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลนำไปศึกษาและประยุกต์ใช้
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี