วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
“หนังสือ”...
เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศในระยะยาวผ่าน “การอ่าน” ซึ่งเป็นกระบวนการสะสมทุนมนุษย์ที่สำคัญโดยเฉพาะใน “ยุคสังคมอุดมปัญญา” ทว่าณ ปัจจุบัน ที่โลกก้าวเข้าสู่ “ยุคดิจิทัล” สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ebook/digitalcontent กลายเป็นทางเลือกใหม่ในการค้นคว้าข้อมูล หรืออ่านหนังสือผ่าน “สมาร์ทโฟน”เบียดบังจน “หนังสือเล่ม” ลดความสำคัญลง
การอยู่ “รอด” ของอุตสาหกรรมหนังสือ ในยุคที่การ “คลิก สไลด์ ดาวน์โหลด” เข้ามาแทนที่การ “พลิกอ่าน” จึงถูกพูดถึงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ถูกจัดขึ้นเพื่อจูงใจให้ “หนอนหนังสือ” ควักเงินจับจ่ายซื้อหนังสือออกไปให้ได้มากที่สุด โดยครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 44 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 14 จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2559-10 เมษายน 2559 ภายใต้ธีม...
“ความหวัง”!!!
เป็นความหวังถึงจำนวนผู้อ่านมหาศาล จะใช้จ่ายเงินในการซื้อหนังสือเล่มราว 300-400 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ “ตลาดหนังสือเล่ม” มีเงินสะพัดมากที่สุด หลายสำนักพิมพ์มีกำไรเป็นหลักล้านบาท จากการขายหนังสือในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 2 สัปดาห์
ทว่า...ในระยะยาวภายใต้ภาวะที่ eBook กำลัง “เบ่งบาน” คำถามจึงอยู่ที่ “หนังสือเล่ม” และอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ทั้ง “แผงหนังสือ นักเขียน สำนักพิมพ์...ฯลฯ” จะอยู่รอดอย่างไร??? เพียงหวังยอดขายจากงานสัปดาห์หนังสือฯ คง “รอดยาก”!!!
“ขายไม่ดีมานานแล้ว คนเขาหันไปอ่านในอินเตอร์เนตกันหมด วันนี้ลูกค้าที่ยังอยู่ก็มีเพียงคนที่มีอายุหน่อยส่วนที่ยังขายดีก็มีแต่หนังสือฟุตบอลเท่านั้น”...
“ป้าติ๋ม” เจ้าของแผงหนังสือย่านสะพานควาย สะท้อนให้ฟังถึงสถานการณ์ของ “แผงขายหนังสือ” พร้อมกับเล่าว่า ตั้งแผงขายหนังสือมานานกว่า 2 ทศวรรษ เน้นขายหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ทว่าไม่กี่ปีมานี้ ยอดขายตกลงไปมากพอสมควร เนื่องจากผู้อ่านส่วนใหญ่หันไปอ่านเนื้อหาที่อยู่บนเว็บไซต์กันหมดตามการเจริญเติบโตของระบบอินเตอร์เนต
อีกมุมหนึ่ง...“ทิพย์” หญิงสาววัย 31 ปี พนักงานร้านหนังสือมือสอง JJ บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS สะพานควาย ให้ข้อมูลว่า เท่าที่ประจำอยู่ร้านนี้มา 11 ปี พบว่าหนังสือประเภท “พ็อกเกตบุ๊ค” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม “การ์ตูน-นวนิยาย” ยังขายได้เสมอ จะมีซบเซาไปบ้างช่วง 1-2 ปีมานี้เท่านั้น แต่คาดว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี ผู้คนจึงไม่ค่อยอยากจับจ่ายเท่าไรนัก
“ทิพย์” กล่าวอีกว่า หนังสือเล่มใดเรื่องใดจะขายได้ ขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้น มี “กระแส” อะไรเข้ามา เช่น นวนิยายหรือการ์ตูนที่มีข่าวว่าถูกซื้อไปทำเป็นละครโทรทัศน์ หรือจะมีการนำซีรี่ส์ญี่ปุ่น-เกาหลีที่ทำจากการ์ตูนเข้ามาฉายในไทยในช่วงนั้นจะขายดีเป็นพิเศษ รวมถึงธุรกิจ “ขายการ์ตูนเก่าหายาก” ที่มักจะมีคนมาถามหาการ์ตูนเรื่องเก่าๆ ที่อวสานไปแล้วและบางเล่มอาจขาดหายไป เพื่อนำไปรวมให้ครบแล้วนำไปขายแบบยกชุดให้กับลูกค้าที่สนใจอีกทอดหนึ่ง
เมื่อถามว่าอะไรที่ทำให้เธอเชื่อว่าพ็อกเกตบุ๊ค “ยังไม่ตาย” เธอตอบว่า เท่าที่สอบถามลูกค้า ได้คำตอบตรงกันอย่างหนึ่ง คือ “เรื่องยาวๆ อ่านหนังสือเล่มสบายตากว่า” เพราะ eBook อ่านแล้วปวดตา ดังนั้นตอนนี้ถึงจะขายได้น้อยลงบ้าง แต่เชื่อว่า“หนังสือยังไม่ตาย”
ขณะที่ในมุมมอง “นักเขียน” อย่าง “เปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป” ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเขียน เจ้าของผลงานระดับอมตะอย่าง “สามก๊กฉบับอ่านคนผ่านกลศึก, เล่าเรื่องสามก๊กฉบับคนรุ่นใหม่, CEO ในสามก๊ก และสามก๊กฉบับเจนวาย มองว่า ยอดขายหนังสือเล่มที่ตกลงไปนั้น เพราะ “เศรษฐกิจ” ไม่ดีมากกว่า เช่น เดิมเคยมีเงินติดกระเป๋า 1,000 บาทซื้อหนังสือเล่มละ 200 บาท ได้ 5 เล่ม แต่ทุกวันนี้มีเงินในกระเป๋าลดลง เหลือแค่ 500 บาท แล้วจะซื้อได้กี่เล่ม จำนวนมันก็ลดลง เพราะหนังสือไม่ใช่ “สินค้าจำเป็น” การย้ายแพลตฟอร์มไปอยู่บน eBook เป็นแค่ส่วนหนึ่ง
“ที่หนังสือเล่มขายไม่ดี ไม่ใช่เพราะ eBook แต่เกิดจากปัญหาที่สำคัญที่สุด คือ คนไม่มีเงินซื้อ”
นักเขียนผู้นี้ มองว่า ปัจจุบันหนังสือที่จะขายได้เป็นหนังสือที่นักเขียนมีชื่อเสียง “ติดตลาด” แล้ว แม้ยอดขายอาจตกลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจ แต่เมื่อ “เป็นหนึ่งในใจคุณแล้ว” อย่างไรก็ขายได้ ดังนั้นมองว่านักเขียน หรือสำนักพิมพ์ต้องปรับตัว ต้อง “สร้างแบรนด์” คือ จะบอกว่า “หนังสือดียังไงก็ขายได้” เหมือนอดีตไม่ได้ แต่สำนักพิมพ์ต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าตัวเองเป็นกลุ่มใด แล้วเน้นพิมพ์หนังสือแนวนั้น เพื่อ “ตอบโจทย์” ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
“สำนักพิมพ์ต่างๆ ต้องเคลื่อนเข้ารูปเข้ารอย ต้องโฟกัสกลุ่มลูกค้า แล้วผลิตหนังสือตอบโจทย์ลูกค้า จะมาวัดดวงว่าหนังสือดีจะขายได้ไม่ได้อีกแล้ว ขณะที่นักเขียนเถลไถลไม่ได้แล้ว ต้องสร้างแบรนด์ สร้างกลุ่มเป้าหมายส่วนตัว อาจเริ่มจากการเขียนในแฟนเพจก่อน วันนี้ใครไม่มีแบรนด์เตรียมตัวล้มหายตายจาก”
ด้าน “จรัญ หอมเทียนทอง” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า ปัจจุบัน “ตลาดหนังสือเล่ม” ยอดขายลดลงราว 10% เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ส่วน eBook มีผลต่อยอดขายที่ลดลงของหนังสือเล่มไม่น่าเกิน 1% เพราะส่วนตัวยังเชื่อว่าไม่มีใคร หรือถ้าจะมีก็น้อยมากที่เคยอ่านหนังสือเล่ม หรือนวนิยาย ผ่าน eBook จบ 1 เล่ม เพราะไม่สะดวกเท่ากับการอ่านผ่านหนังสือเล่ม
“ในวงการหนังสือยุคนี้มีการพูดถึงการปิดตัวค่อนข้างมาก ทำให้คนข้างนอกมองว่าถึงคราวสิ้นยุคแล้ว แต่ผมมองว่าหนังสือเล่ม นวนิยาย หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร ไม่ได้ตาย ยังคงอยู่ เพียงแต่เพิ่มหรือเปลี่ยนแพลตฟอร์มมาอยู่บนออนไลน์มากขึ้น ไม่ได้อยู่แต่บนกระดาษ” จรัญ กล่าว
เขามองว่า “วิกฤติ” ช่วงนี้ถือเป็น “โอกาส” ที่ทำให้ผู้อ่านจะได้อ่านหนังสือดีๆ มากขึ้น เพราะในภาวะเช่นนี้หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร หรือหนังสือเล่มที่มี “คุณภาพ” จึงจะอยู่ได้ หนังสือไม่มีคุณภาพจะหายไปเอง วิกฤติช่วงนี้ทำให้สำนักพิมพ์ต่างๆ พยายามปรับปรุงรูปเล่มให้ดูดี ปรับปรุงเนื้อหาให้มีคุณภาพ เพื่อปรับตัวรับกับวัฒนธรรมรุ่นใหม่ สำหรับหนังสือเล่มยังเชื่อว่า “ยาก” สูญพันธุ์ และไม่วิตก เพราะ “วัฒนธรรมการอ่าน” ไม่ใช่นิสัยของคนไทย
อีกทั้งเป็นวงจรของผลิตภัณฑ์...วันนี้ขาดหายไปวันหน้าจะกลับมาใหม่และ “บูม” อย่างที่ราคาแพงขึ้นด้วย เพราะทุกอย่างในโลกล้วนกลับมาเกิดใหม่ได้ตาม “วัฏจักร”
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี