วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“เมืองไทยนี้ดี มีทรัพย์ในดิน มีสินในน้ำ”
คำกล่าวที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนี้..สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่าที่นานๆ จะแล้งสักหนหนึ่ง ผืนดินที่เพาะปลูกพืชได้หลายชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง รวมถึงลึกลงไปใต้ดินยังเต็มไปด้วย “แร่” มากมาย ซึ่งมี “มูลค่ามหาศาล” ในแง่เศรษฐกิจทำให้มีความพยายาม “ขุด” ขึ้นมาใช้ประโยชน์ในรูปของ“การทำเหมือง” ทว่าเหมืองแร่นั้นถือเป็น “อุตสาหกรรมเสี่ยง”ต้องมีการควบคุมเป็นพิเศษ
เพราะหากเกิดความผิดพลาด..ย่อมส่งผลกระทบต่อ “สิ่งแวดล้อม”!!!
ความเสียหายจะร้ายแรง..ในระดับที่ “ประเมินค่าไม่ได้”!!!
ที่งานสัมมนา “รับฟังข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ...” 2 พ.ค. 2559 ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยกตัวอย่างหลายกรณีที่ถือเป็น
“บทเรียนราคาแพง” สำหรับการทำเหมืองแร่ที่ไม่มีการควบคุมอย่างเคร่งครัดตามหลักวิชาการ
กรณีที่สังคมไทยจดจำได้มากที่สุด หนีไม่พ้น “บ้านคลิตี้” จ.กาญจนบุรี ที่มีการขุดแร่ “ตะกั่ว” ขึ้นมา ทว่าด้วยการที่ทำกันแบบไม่คำนึงถึงชุมชนโดยรอบ ทำให้แร่ตะกั่วรั่วไหลลงสู่ลำธาร เมื่อชาวบ้านในพื้นที่นำน้ำในลำธารมาใช้อุปโภคบริโภค ผลคือหลายคนล้มป่วยและบางคนเสียชีวิต ซึ่งเมื่อทำการตรวจสอบ พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีปริมาณตะกั่วในเม็ดเลือดเกินกว่าค่ามาตรฐานกำหนด
วันนี้แม้ชาวบ้านจะชนะคดี ขณะที่บริษัทต้นเหตุก็ปิดตัวไปแล้ว แต่การฟื้นฟูลำธารก็ยังไม่คืบหน้า!!!
“คลิตี้นี่มันรั่วมาตั้งแต่ปี 2535 แต่มาดังเอาปี 2541ปลาลอยตายเป็นแพเลย แต่จนบัดนี้ก็ยังแก้กันไม่จบทั้งเรื่องสุขภาพ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม คำพิพากษาของศาลชี้ว่ามีการต่อท่อให้ล้นลงไปในลำธาร สุดท้าย 13 กิโล ลงไปข้างล่างมันก็ปนเปื้อนมาจนบัดนี้” นพ.สุรเชษฐ์ กล่าว
กรรมการสิทธิฯรายนี้ ยกอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ“ห้วยแม่ตาว” อ.แม่สอด จ.ตาก ที่นี่เคยเป็น “เหมืองแคดเมียม” มาตั้งแต่ประมาณทศวรรษที่ 2520 จนวันนี้แม้เหมืองจะปิดตัวลงไปแล้ว แต่ได้ทิ้ง “ความสูญเสีย” ไว้ในพื้นที่ โดยในปี 2547 รัฐบาลสมัยนั้นต้องสั่งการให้นำต้นข้าวในพื้นที่ไปเผาทำลาย รวมถึงห้ามปลูกข้าวอีกเด็ดขาด ให้เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นๆ แทนการปลูกข้าว เนื่องจากข้าวจะดูดซับแร่ดังกล่าวขึ้นมาได้ง่าย
เป็นอันตรายหากรับประทานเข้าไป!!!
“ล่าสุดบริเวณแม่ตาวนี้ก็ให้ปลูกอ้อยเพื่อการส่งออก เพราะข้าวหรือข้าวโพดจะดูดสารแคดเมียมเข้าไปในร่างกายบางคนก็ทำได้บางคนก็ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นวิถีชีวิตของเขา บางคนก็ยังกินข้าวที่ปลูกอยู่ในที่ตัวเอง” นพ.สุรเชษฐ์ ระบุ
ด้วยเหตุนี้..เมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว หลายฝ่ายจึงมีความกังวล เช่น นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ ตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้สามารถ “แยกพื้นที่” ที่กฎหมายอื่นๆ ห้ามการทำเหมืองแร่ ออกมาเพื่อทำเหมืองแร่ได้ ด้วยเหตุผลว่า “เว้นแต่มีความจำเป็นในทางเศรษฐกิจและไม่สามารถหาพื้นที่อื่นทดแทนได้โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี” (มาตรา 9) นอกจากนี้ “แผนแม่บทบริหารจัดการแร่” ยังเป็นการจัดทำโดยหน่วยงานภาครัฐฝ่ายเดียว ขาดการมีส่วนร่วมของภาควิชาการและภาคประชาชน (มาตรา 8)
“การทำแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ ประกอบด้วยคนเพียงไม่กี่คน มีแค่ข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพแร่ พื้นที่ใดควรสงวนหวงห้าม พื้นที่ที่มีศักยภาพแร่มาก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ถามว่าใครกำหนด มันยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน” นายเลิศศักดิ์ ตั้งข้อสังเกต
ขณะที่ ดร.สมิทธิ์ ตุงคะสมิต อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ที่ผ่านมากฎหมายเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ ขาดการเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กฎหมายผังเมือง กฎหมายสาธารณสุข ทำให้เกิดปัญหาในการใช้กฎหมายเพื่อบรรเทาทุกข์กับผู้ได้รับผลกระทบ
“ทุกเคสเลยมันเกิดจากช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.บ.แร่ ก็พูดแต่เรื่องประทานบัตรเป็นหลัก การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนเรื่องการดูแลชดเชยประชาชน ไม่มีการพูดถึงอย่างชัดเจน ไม่ได้โยงไปถึง พ.ร.บ. อันอื่นให้เห็นชัดเจน หรือในแง่การตีความก็จะมีการตีความกันอย่างหลากหลายอีก มันไม่ได้ชัดเจนลงไปในตัวบทกฎหมายของตัวมันเอง” ดร.สมิทธิ์ กล่าว
นักวิชาการจาก ม.รังสิต รายนี้ ตั้งคำถามต่อไปว่า“ความจำเป็นทางเศรษฐกิจจะวัดกันตรงไหน?” เพราะหากมีนิยามไม่ชัดเจน ก็จะกลายเป็นว่า “ที่ไหนก็ทำเหมืองแร่ได้”หรือ “การรวมประทานบัตรหลายใบเข้าด้วยกัน” (มาตรา 57)จะเปิดโอกาสให้นายทุนใช้วิธีขอแปลงเล็กๆ เพราะของ่ายกว่าแปลงใหญ่ ก่อนจะนำมารวมกันหรือไม่?
“มันมีการรวมประทานบัตรได้ด้วย แปลงเล็กหรือประเภท 1 น้อยกว่าร้อยไร่สามารถนำมารวมเป็นแปลงใหญ่ได้ ถ้าคิดแบบคนอยากจะโกง ก็ไปขอแปลงย่อยแล้วก็มารวมเป็นแปลงใหญ่ จะใช้นอมินีในพื้นที่ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่าสังคมไทยเป็นแบบนี้ไปขออาชญาบัตรได้ แล้วก็ไปขอประทานบัตรทำเหมือง ซึ่งมีอายุตั้ง 30 ปี”ดร.สมิทธิ์ ระบุ
นอกจากนี้ ในเวทีเสวนายังมีข้อกังวลอื่นๆ มากมาย อาทิ “บทเฉพาะกาล” ที่ให้ภาครัฐหลายหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ “คณะกรรมการแร่”ไปพลางก่อนเป็นเวลา 180 วัน จนกว่าจะมีคณะกรรมการตามที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด ซึ่งอาจมีการเร่งอนุมัติโครงการโดยขาดการมีส่วนร่วมของภาควิชาการและภาคประชาชน (มาตรา 184) ,
การกำหนดให้ “การทำเหมืองแร่ไม่เกิน 100 ไร่” สามารถขอประทานบัตรจากคณะกรรมการในท้องถิ่นได้ ทั้งที่หลายพื้นที่มีความขัดแย้งเรื่องการพัฒนาพื้นที่ระหว่างชาวบ้านกับผู้บริหารส่วนท้องถิ่น (มาตรา 50) หรือ “การทำเหมืองใต้ดินที่ไม่รุกล้ำพื้นที่ของผู้อื่น” จะไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ในหมวดว่าด้วยเหมืองใต้ดิน (มาตรา 72) ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วย เป็นต้น โดยข้อเสนอแนะทั้งหมดจากเวทีสัมมนา จะนำไปเสนอต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 16 พ.ค. 2559 นี้
ผลที่สุดแล้ว “พ.ร.บ. แร่” จะออกมาหน้าตาแบบไหน?..คงต้องติดตามกันต่อไป!!!
หมายเหตุ : ดูร่าง พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. .. ได้ที่ http://ilaw.or.th/sites/default/files/Mining%20Bill.PDF
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี