ประกันสังคม VS บัตรทอง (จบ) อยู่ในสังคมไทยต้องอดทน!!

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556, 02.00 น.

เชื่อว่าส่วนใหญ่คงจะทราบกันดีว่า ปัจจุบันประชาชนชาวไทยมีระบบประกันสุขภาพอยู่ 3 กองทุนหลัก คือ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง” หรือ “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค”

ซึ่งแน่นอนว่า ระบบสวัสดิการข้าราชการ-รัฐวิสาหกิจเป็นระบบที่ดีกว่า “ประกันสังคม” และ “บัตรทอง”อย่างมาก เนื่องด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ข้าราชการ-พนักงานรัฐวิสาหกิจ สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
แต่อีกมุมหนึ่ง เราคงปฏิเสธไม่ได้ ว่าแม้ผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ยังสามารถเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศได้ ด้วยการทำงานแล้วเสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม

อนึ่ง การปล่อยให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยเจ็บป่วยแล้วไม่มีการรักษาที่ดี ก็จะเป็นการเพิ่มภาระแก่ครอบครัว เมื่อครอบครัวต้องยากจนลง เพราะค่ารักษาพยาบาลที่แพงๆก็จะกลายเป็นปัญหาในมุมอื่นๆ (เช่น อาชญากรรม) ต่อไป อย่างไรก็ตาม ได้เกิดคำถามและข้อตำหนิมากมาย ถึงคุณภาพของสวัสดิการดังกล่าว เราจึงขอนำ ความรู้สึกนึกคิดของผู้ใช้บริการ “ประกันสังคม” และ “บัตรทอง” บางส่วนที่ได้ไปสอบถาม มาให้ทุกท่านได้ทราบกัน

ขอให้ปรับปรุงคุณภาพ ‘ยา’

อาชีพ “พลนำสารเคลื่อนที่เร็ว” (Messenger) เป็นอาชีพที่เสี่ยงอันตรายมากที่สุดอาชีพหนึ่ง เพราะในแต่ละวันชีวิตต้องโลดโผนอยู่บนอานมอเตอร์ไซค์ เพื่อไปส่งจดหมายหรือสินค้าให้ทันเวลา ซึ่ง พี่เพชร หนุ่มใหญ่วัย 42 ปี จาก จ.พิจิตร 1 ในผู้ประกอบอาชีพดังกล่าว เล่าว่า ที่ผ่านมาก็มีบ้างที่ประสบอุบัติเหตุรถล้ม ซึ่งก็ต้องใช้ประกันสังคมในการรักษา

“ถามว่าดีไหม ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ก็ต้องใช้เพราะว่าอยู่กรุงเทพฯ บัตรทอง ก็มี แต่สิทธิ์อยู่ที่ต่างจังหวัด ก็ต้องใช้ประกันสังคม ที่รู้สึกไม่ดี คือรู้สึกว่าตรวจไม่ละเอียด เข้าไปแป๊บเดียวก็ได้ยามาแล้ว”

แมสเซนเจอร์จาก จ.พิจิตร รายนี้ ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของระบบประกันสังคม โดยยกตัวอย่างน้องชายของเขา เมื่อต้องไปโรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการปวดท้อง ในตอนแรกก็ได้ใช้สวัสดิการประกันสังคม พบว่าแพทย์ที่นั่น แทบไม่ได้ซักถามเพื่อตรวจหาสาเหตุของการป่วยเจ็บเท่าที่ควร เรียกว่า พอเข้าห้องตรวจได้ครู่เดียว ก็ได้ยาแก้ปวดมาแล้ว และยานั้นกินไปก็ไม่หาย จึงตัดสินใจจ่ายเงินสดในครั้งต่อไป ปรากฏว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ แพทย์ พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ ดูแลดีกว่าตอนใช้สิทธิ์ประกันสังคมอย่างเทียบกันไม่ได้ และยาใหม่ที่ได้มากินแล้วไม่นานก็หาย ทั้งที่เป็นโรงพยาบาลเดียวกัน

“ถ้าถามว่าอยากฝากอะไร ผมอยากให้การตรวจของสิทธิ์ประกันสังคม มีความละเอียดขึ้นครับ” พี่เพชรกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะรีบไปส่งเอกสารต่อ ซึ่งขณะนั้นก็เป็นเวลาสายมากแล้ว

ขณะที่ พี่เดช ชายวัย 45 ปี อาชีพ รปภ. ประจำบริษัทแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ตนเพิ่งได้ประกันสังคมมาใหม่ๆ ยังไม่เคยใช้ โดยก่อนหน้านี้ หากเจ็บป่วยก็ใช้ บัตรทอง มาตลอด ซึ่งพี่เดชก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมายเรื่องการบริการ เพราะมองว่าเราจ่ายไปเท่านี้ บริการที่ได้คงไม่อาจเทียบเท่าผู้ที่จ่ายเงินสด โดยเปรียบเทียบว่า ผู้จ่ายเงินสดคือผู้ที่จ่าย 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้ใช้สวัสดิการ 30 บาท เท่ากับจ่ายแค่ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“ถามว่านานไหม ก็ไม่นานหรอก นั่งรอ 10 นาที ก็ได้ยาแล้ว แต่สิ่งที่อยากให้ปรับปรุงคือคุณภาพของยา อยากให้จ่ายยา
ดีกว่านี้หน่อย อย่างผมไปหาหมอบ่อยๆ เพื่อซื้อยาพ่นแก้หอบ ยาที่ใช้สิทธิ์ ผมรู้สึกว่าใช้แล้วมันไม่หาย” หนุ่มใหญ่อาชีพ รปภ. กล่าว

ตรวจเร็วจนน่าใจหาย

ถัดมาเป็นความเห็นของ พี่อร หญิงกลางคนวัย 45 ปี และสามี ทั้งคู่ประกอบอาชีพขายเครื่องดื่มเย็น ซึ่งต่างก็เคยใช้มาแล้ว ทั้งประกันสังคม และ บัตรทอง โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะไม่รับสิทธิ์ประกันสังคมแล้ว และขั้นตอนการตรวจรักษาที่ผ่านมา เรียกได้ว่า “เร็วจนน่าสงสัย”

“ถามว่าช้าไหม? ก็ไม่ช้านะ บางทีเร็วเกินจนน่าสงสัย ยังไม่ทันตรวจเลย จ่ายยาแล้ว โรงพยาบาลของเอกชนห่วงแต่คนที่เสียเงิน อยากให้การบริการดีกว่านี้ สนใจคนป่วยให้มากหน่อย” พี่อรกล่าว พร้อมกับบอกว่าสิทธิ์บัตรทอง ที่ใช้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร โดยที่ผ่านมา สามีของเธอได้ไปผ่าตาปลา (อาการผิดปกติที่มือหรือเท้า อันเนื่องจากใช้ร่างกายส่วนดังกล่าว ที่ต้องเสียดสีติดต่อกันเป็นเวลานานๆ) ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกทม.ฝั่งตะวันตกมาแล้ว

แต่สิ่งที่อยากฝากถึงประกันสังคม คือการส่งเอกสารแจ้งเตือนเรื่องขาดส่งประกัน น่าจะมีการยืดหยุ่นเวลามากกว่านี้ ซึ่งพี่อร ได้ขาดสิทธิ์ไป เพราะไม่ทราบว่ามีเอกสารมาส่งที่บ้าน โดยหญิงวัยกลางคนรายนี้ เคยไปขอยื่นชำระเงินเพื่อต่ออายุประกันสังคมดังกล่าว แต่ได้รับการปฏิเสธเพราะเลยกำหนดไปแล้ว

ปิดท้ายด้วย ลุงราชัย ชายวัย 51 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ ลุงราชัยซึ่งเคยใช้มาแล้วทั้ง บัตรทอง และประกันสังคม กล่าวว่า หากมองที่ความรวดเร็ว ยอมรับว่าการใช้สิทธิ์ประกันสังคม ไม่ต้องรอคิวนานเหมือนสิทธิ์บัตรทอง เช่น กรณีโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ใกล้กับย่านการค้าใจกลาง กทม. พบว่าหากใช้สิทธิ์บัตรทอง จะต้องไปรอตั้งแต่ตี 5 และรอไปเกือบทั้งวัน ส่วนสิทธิ์ประกันสังคม จะใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะทั้ง บัตรทอง หรือประกันสังคม พบว่ายาที่ได้รับ คุณภาพนั้นต่ำกว่ายาสำหรับผู้ที่จ่ายเงินสดเสมอ ทั้งนี้ในมุมของคุณราชัยมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับระบบ แต่เป็นเรื่องของการให้บริการของสถานพยาบาลแต่ละแห่งมากกว่า

“อยากให้ปรับปรุงคุณภาพของยาก่อน ส่วนเรื่องบุคลากร อันนี้ก็รู้ๆ กันอยู่ ซึ่งก็เข้าใจว่าต่างคนต่างจิตต่างใจ ก็ต้องค่อยๆ อบรมเอา” คุณลุงกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะขับแท็กซี่ออกไปหาลูกค้าต่อไป

หลักประกันมาตรฐานเดียว

ข้อมูลจาก โครงการการจัดทำข้อเสนอทางเลือกและรูปแบบการบริหารจัดการสวัสดิการด้านรักษาพยาบาลของระบบประกันสังคมในอนาคต (สสส.) ระบุว่า มีข้อเสนอจากหลายฝ่ายที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม และไม่มีประสิทธิภาพ ของระบบหลักประกันสุขภาพไทย ใน 3 รูปแบบ ซึ่งมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกันออกไป คือ

รูปแบบที่ 1 กองทุนสุขภาพเดียว เป็นข้อเสนอของภาคประชาชนและองค์กรเอกชน เสนอให้รวมทั้ง 3 กองทุนสุขภาพเป็นกองทุนเดียว โดยรวมเฉพาะบริการสุขภาพเท่านั้น ใช้ระบบภาษี (tax-based insurance) บริหารจัดการโดยหน่วยงานเดียว มีการรวมและเฉลี่ยความเสี่ยงของประชาชนทั้งประเทศมีจุดเด่นในเรื่องประสิทธิภาพและความเป็นธรรม มีอำนาจการต่อรองของกองทุนสูง (purchasing power) แต่มีจุดอ่อนเรื่องความยั่งยืนของงบประมาณ ต้องต่อรองกับรัฐบาลปีต่อปี ที่สำคัญการเปลี่ยนไปสู่ระบบเดียวจะมีแรงต่อต้านจากผู้ได้รับผลกระทบและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ แต่ถือได้ว่าเป็นรูปแบบที่ดีที่สุด ได้รับการยอมรับทั่วโลก

รูปแบบที่ 2 ประกันสุขภาพกับบริษัทเอกชน เป็นข้อเสนอของโรงพยาบาลเอกชนบางกลุ่ม ที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันกันแบบทุนนิยม ประชาชนซื้อประกันสุขภาพเอง มีบริษัทประกันชีวิตเอกชน เป็นผู้บริหารกองทุน รูปแบบนี้มีจุดอ่อนทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และไม่มีอะไรการันตีเรื่องคุณภาพ

รูปแบบที่ 3 แนวทางลดเหลื่อมล้ำ ในระบบหลักประกันสุขภาพ โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเริ่มต้นที่เจ็บป่วยฉุกเฉิน ที่ผู้มีสิทธิทั้ง 3 กองทุน จะได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนกัน ไม่ถูกถามสิทธิ ไม่ต้องสำรองเงินจ่าย ภายใต้นโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ไม่ถูกถามสิทธิ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น” และตามมาด้วยนโยบายเอดส์และไต มาตรฐานเดียว สำหรับประชาชนทั้งประเทศ แต่ผู้ประกันตนยังต้องจ่ายสมทบเช่นเดิม แม้ว่าจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับกองทุนอื่นๆ ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่านับเป็นสัญญาณที่ดีในระยะเปลี่ยนผ่าน และเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย

จุดอ่อนหลักประกันสุขภาพไทย

แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าด้านระบบหลักประกันสุขภาพอย่างมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้ปานกลาง แต่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทย กลับยังมีปัญหาในเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม

ระบบประกันสังคมที่ดูแลผู้ประกันตน 10.2 ล้านคน เป็นเพียงระบบเดียวที่ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล ต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ขณะที่คนไทยที่เหลือใช้ระบบภาษี โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มอีก ไม่เพียงเท่านั้นยังพบว่าสิทธิประโยชน์ ระบบบริหารจัดการ ของระบบประกันสังคมบางส่วน ยังด้อยกว่าระบบบัตรทอง สะท้อนให้เห็นสภาพปัญหาในปัจจุบันของระบบหลักประกันสุขภาพของไทย

ข้อเสนอ 3 แนวทางข้างต้น มีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกันออกไป และรูปแบบที่สังคมไทยเลือกนั้นย่อมส่งผลกระทบถึงทุกคนในสังคมไทยในที่สุด จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องร่วมกันหารูปแบบที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ทั้งในด้าน ความเป็นธรรม
ประสิทธิภาพ และคุณภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน

จุดร่วมที่เหมือนกันของคนไทย สำหรับระบบหลักประกันสุขภาพ คือ คาดหวังคุณภาพการรักษาพยาบาล และการให้บริการที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะมาจากกองทุนใดก็ตาม

SCOOP@NAEWNA.COM