"การศึกษา"กับประชาคมอาเซียน คนไทยวันนี้"พร้อมแน่หรือ?"

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556, 02.00 น.

หากถามว่าวันนี้ อะไรเป็นกระแสที่มาแรงที่สุดกระแสหนึ่งในบ้านเรา เชื่อว่าหลายคนคงจะตอบว่า “อาเซียน” ดังจะเห็นได้จากการตื่นตัวในหลายๆ วงการ เริ่มตั้งแต่ภาคธุรกิจอันถือเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนกระแสดังกล่าว เนื่องจากในปี พ.ศ.2558 (ที่ล่าสุดเลื่อนจาก 1 ม.ค. ไปเป็น 31 ธ.ค.)เราจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “AEC”

เมื่อภาคธุรกิจต้องการเดินหน้า ตัวจักรสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรองรับทิศทางใหม่ คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะเกิดได้จากการบ่มเพาะด้วยหลักสูตรการศึกษา ที่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ปัญหาคือ..คนไทยโดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่วันนี้พร้อมจริงหรือเปล่า? ไม่นานมานี้ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ได้จัดการเสวนาในประเด็นดังกล่าวขึ้น ที่เมื่อเราได้ฟังแล้ว พบว่าสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยวันนี้ จึงขอนำมาเสนอในสกู๊ปหน้า 5 ให้ทุกท่านได้พิจารณากันว่าจริงหรือไม่?

การศึกษาไทย : ‘รู้’ แต่ ‘คิดไม่เป็น’

หากจะกล่าวว่า อะไรคือข้อบกพร่องในระบบการศึกษาไทย ที่คนส่วนใหญ่พูดถึงบ่อยที่สุด คงหนีไม่พ้นคำกล่าวที่ว่า “เรียนมาก แต่ประยุกต์ใช้ไม่เป็น” ดังที่เรานำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง กรณีเด็กเรียนหนัก ทั้งในห้องเรียนและกวดวิชา
แต่พอต้องทำข้อสอบที่ใช้การคิดวิเคราะห์ และเชื่อมโยงหลายๆ วิชาเข้าด้วยกัน กลับทำกันไม่ค่อยได้ เรียกได้ว่าแทบจะสอบตกกันยกชั้นเรียน

ดร.ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี หัวหน้าสาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร เป็นผู้หนึ่งที่รู้สึกกังวลในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์ (ทุนมนุษย์) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ดังจะเห็นได้จากยุทธศาสตร์ 8 ข้อ
ของรัฐบาลปัจจุบัน ก็ได้บรรจุเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เข้าไปด้วย ทว่า..สิ่งที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเองก็เกิดขึ้นแล้วนั่นคือทั้งที่คนไทยมีอัตราการรู้หนังสือมากขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 93.5 แต่กลับไม่สามารถนำความรู้ที่มีไปใช้ได้เท่าที่ควร

“สิ่งที่เราควรจะต้องมอง ประเทศไทยเนี่ย ตั้งแต่เราเกิดมาเราอยู่ในกลุ่มประเทศโลกที่ 2 ก็คือ ประเทศกำลังพัฒนา เราเกิดมาเราบอกจะเป็นเสือตัวที่นั้นที่นี้ของเอเชีย ประเทศที่เขาเคยอยู่ระนาบเดียวกับเรา ทั้งสิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน พวกนี้เขาก้าวไปเป็นประเทศที่ร่ำรวยแล้ว เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ประเทศไทยยังอยู่ในประเทศที่รายได้ปานกลาง ประเทศกำลังพัฒนา เราติดกับดักนี้อยู่ 20-30 ปีแล้วครับ

ถามว่า มันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดจากระบบวิธีคิด ในเรื่องการศึกษาของเราที่ยังไม่เข้มแข็ง วิธีการสอนที่ทำให้คิดเป็น อันนี้มันคือปัญหาที่เกิดขึ้น เราสนับสนุนงบวิจัย แค่ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศ ผมมีโอกาสได้ไปประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซีย ทำให้เรารู้ว่าเหมือนเราอยู่ในกะลา เพราะเขาไปไกลกว่าเรามาก เขาพัฒนาประเทศ เตรียมความพร้อมไว้ในปี พ.ศ.2563 หรือ ค.ศ.2020 เขาจะเป็นประเทศโลกที่ 1 หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว” ดร.ชัยเสฏฐ์ กล่าว

นักวิชาการจาก ม.ราชมงคลพระนคร กล่าวเสริมอีกว่า เราไม่ปฏิเสธว่าการท่องจำคือพื้นฐานของความรู้หรือการเรียนการสอน แต่เมื่อหลังจากนั้นแล้ว จะทำอย่างไรให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนในแต่ละมิติได้ โดยยกตัวอย่างวิชาด้านภาษา ที่ปัจจุบันเราอาจจะเน้นแต่ท่องจำคำศัพท์และรูปแบบไวยากรณ์ มากจนลืมสอนการใช้ในชีวิตจริง ในการสนทนาจริงๆ

“เราเน้นไปที่การท่องจำ แน่นอนคำศัพท์เราต้องรู้ แต่คำศัพท์คุณรู้แค่สัก 2,000 คำ คุณก็พอจะสื่อสารได้แล้ว แต่ประเด็นคือ คุณท่องจำจนเน้น Structure (โครงสร้าง) มากเกินไป ซึ่งพอเจอสภาพแวดล้อมจริงๆ สถานการณ์จริงๆ มันไม่ทำให้เกิดกระบวนการในการนำไปใช้”

‘รู้เขา-รู้เรา’ เรารู้แค่ไหน?

ในภาษิตจีน คำกล่าวที่คุ้นหูคนไทยมากที่สุด คงหนีไม่พ้นสำนวน “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” จากตำราพิชัยสงครามซุนวู ซึ่งหากนำมาจับกับประเด็นอาเซียนแล้ว พบว่าในด้านรู้เขานั้น คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเลย ถึงขนาดที่ในวงผู้สนใจประเด็นความมั่นคงของชาติ กล่าวกันว่าคนพม่า ลาว กัมพูชา ดูข่าว ดูละคร และฟังเพลงจากประเทศไทย พวกเขาฟังภาษาไทยออก รู้ว่าคนไทยพูดอะไร แต่กลับกัน มีคนไทยสักกี่คน ที่ฟังคนพม่า ลาว หรือกัมพูชาคุยกันรู้เรื่อง เท่ากับว่า..เราเสียเปรียบพวกเขาใช่หรือไม่?

ขณะที่ในด้านรู้เรานั้น ไม่น่าเชื่อว่า คนไทยจำนวนไม่น้อย ก็ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือแม้แต่ความรู้รอบตัวทั่วๆ ไปเกี่ยวกับประเทศไทย โดย ดร.ศิริวรรณ วรชัยยุทธ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านย่อมเป็นสิ่งที่ดี สำหรับการออกไปทำงาน หรือทำธุรกิจในประเทศต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญคู่กัน คือเราต้องรู้จักตนเองด้วยว่ามีเอกลักษณ์อะไร มีศักยภาพแค่ไหน เพราะหลายๆ ครั้ง ผู้ที่พิจารณาเรา จะให้คะแนนจากการที่เราสามารถนำเสนอได้ว่า เราสามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

“ข้อเสียเปรียบที่เป็นจุดอ่อนของเด็กไทย คือไม่รู้จักตนเอง ตนเองในที่นี้หมายถึงประเทศของเราด้วย หลายครั้งที่ไปคุยกับ
ต่างชาติ คือมีประสบการณ์ตอนไปเรียนที่ประเทศจีน หรือว่าที่ไหนก็แล้วแต่ เวลาเขาถามว่าประเทศคุณมีพื้นที่เท่าไร รายละเอียดวัฒนธรรมอะไรบางอย่าง เราไม่รู้เลย เราอาจจะตอบประมาณๆ ไป เรียกว่าเราไม่สามารถทำหน้าที่ เหมือนเป็นยุวทูตหรือไกด์ที่ดี ที่จะแนะนำว่าประเทศเรามีอะไรที่ดีๆ ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญมากในการแข่งขันในปัจจุบัน ถ้าเรารู้ว่าจุดแข็งจุดด้อยของเราคืออะไร เราก็จะได้ปรับได้ถูกต้อง” ดร.ศิริวรรณ กล่าว

แนะปรับหลักสูตรให้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่า การศึกษาไทยยังมีจุดบกพร่องบางประการ ทำให้ไม่อาจดึงเอาศักยภาพคนไทย ออกมาใช้ได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในด้านภาษา ที่มีเรื่องเล่าว่า คนในระบบโรงเรียน เรียนภาษาอังกฤษกันแทบเป็นแทบตาย แต่กลับใช้ภาษาอังกฤษกันแทบไม่ได้ ตรงข้ามกับพ่อค้าแม่ค้า คนขับแท็กซี่ หรือแม้แต่ผู้หญิงทำงานกลางคืนตามแหล่งท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ กลับใช้ภาษาอังกฤษได้มากกว่า ทั้งที่ไม่ได้เรียนมาโดยตรง ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ได้ผิดจากนั้นสักเท่าไรนัก เนื่องมาจากคำตอบเดียว นั่นคือ “ความกล้าที่จะใช้”

ดร.ศิริวรรณยกตัวอย่างการเรียนภาษาจีน ที่ปัจจุบันเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมในการศึกษามากไม่แพ้ภาษาอังกฤษ โดยปัจจุบัน ทั้งที่ประเทศไทยมีคนตื่นตัวเรียนภาษาจีนกันมาก มีสถาบันขงจื้อ (สถาบันที่สอนด้านภาษาและวัฒนธรรมจีน อย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของไทยหลายแห่ง) ถึง 23 แห่ง จาก 41 แห่งทั่วทั้งอาเซียน แม้แต่เวียดนามซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่นิยมไปศึกษาต่อที่ประเทศจีนก็ยังไม่มีสถาบันดังกล่าวในประเทศ แต่ทักษะภาษาจีนของคนเวียดนามถือว่าดีกว่าเรามาก

ซึ่งปัจจัยสำคัญ คือการได้ใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน โดยจะเห็นได้จากสิงคโปร์ ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน คือร้อยละ 90 ย่อมต้องใช้ภาษาจีนในครอบครัว หรือมาเลเซีย ที่ชาวมาเลย์เชื้อสายจีนมีจำนวนเป็นอันดับ 2 ของประเทศ คนกลุ่มนี้ก็ย่อมใช้ภาษาจีนในการพูดคุยในกลุ่มตนแน่นอน แต่ประเทศไทยไม่ได้มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมใกล้ชิดกับจีนเหมือนประเทศดังกล่าว เมื่อรวมกับนิสัยยึดโครงสร้างไวยากรณ์มากเกินไปของเด็กไทย ทำให้ไม่กล้าที่จะสื่อสารในชีวิตจริง และทักษะก็จะไม่พัฒนา

“เด็กไทยมีลักษณะที่ไม่กล้าพูด ไม่มั่นใจ ทำให้การพูดมุ่งไปที่ผลสมบูรณ์ที่สุด ทำให้เวลาเรียนแล้ว ถ้าพูดแล้วรู้สึกว่าพูดผิด
ก็ไม่พูดซะเลย มันก็เลยไม่เกิดการบูรณาการ การใช้ได้จริง อย่างเราเรียนไปสักพัก คุยกับชาวต่างประเทศได้นิดๆ หน่อยๆ เราสื่อสารได้แล้วมันไม่จำเป็นต้องเป็นประโยคที่สมบูรณ์ แต่เราสามารถใช้งานได้จริงๆ การประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่ดี แต่ก่อนจะถึงนั้น มันก็ต้องผ่านการล้มลุกคลุกคลานบ้าง” ดร.ศิริวรรณ ให้คำแนะนำ

ขณะที่ ดร.ชัยเสฏฐ์กล่าวเสริมในแง่ของประวัติศาสตร์ที่ควรจะปฏิรูปการเรียนการสอน เพราะระบบเดิมนั้นทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีบางประการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมของไทยในเวทีอาเซียน เช่น ความเชื่อที่ว่าไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปใช้ภาษาอังกฤษให้เก่งเท่าประเทศอื่นๆ อย่างมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ หรือแม้แต่การสอนแต่ในแง่ประวัติศาสตร์สงคราม ทำให้อาจมีปัญหาในด้านความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านได้

“ถามว่าความภาคภูมิใจของเรา ที่สร้างกันมาด้วยความเชื่อผิดๆ ที่เราบอกว่ายกทัพไปยึดประเทศนั้น ชนะประเทศนี้ อันนี้เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนในประเทศด้วย เพราะมันเป็นกับดัก ที่ทำให้เรามองประเทศเพื่อนบ้านด้วยความที่ไม่เข้าใจ ด้วยความที่ไม่รู้บริบท ไม่รู้วัฒนธรรมที่แท้จริงของเขา ว่าเขามีรากเหง้าความเป็นมาอย่างไร

การล้างสมองในทางที่ถูก คือต้องทำให้เห็นว่าจะเปิดโลกทัศน์อย่างไร และคุณจะมีทัศนคติในการ Care และ Share กับคนในอาเซียนยังไง ถ้าคุณไม่ Care ชาวบ้านเขา คุณอยู่ร่วมกับเขาไม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน เราต้อง Share ในสิ่งที่เราเรียนรู้ร่วมกัน ในรากฐานวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ถึงจะทำให้อาเซียนมันอยู่ได้” ดร.ชัยเสฏฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

จะเห็นได้ว่า แม้วันนี้เราจะตื่นตัวกันมากเกี่ยวกับอาเซียน แต่ในทางกลับกัน เรายังมีปัญหาด้านทัศนคติบางประการซุกซ่อนอยู่ ซึ่งหากไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ ก็คงยากที่จะทำให้คนไทย ปลดปล่อยศักยภาพได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จนถึงขั้นออกไปแข่งขันในระดับนานาชาติได้

เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้อง ต้องหาทางแก้กันต่อไปอีกข้อหนึ่ง

SCOOP@NAEWNA.COM