Logo วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
537.jpg
หน้าแรก / สกู๊ปพิเศษ
ย้อนปม‘ปราสาทพระวิหาร’ วันนี้ลุ้นอะไร..คนไทยต้องมองให้ชัด

ย้อนปม‘ปราสาทพระวิหาร’ วันนี้ลุ้นอะไร..คนไทยต้องมองให้ชัด

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556, 06.00 น.
Tag :
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

ผ่านพ้นไปแล้วกับช่วงเวลาลุ้นระทึกที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย กับการแถลงปิดคดีปราสาทพระวิหาร ระหว่างวันที่

15-19 เมษายน 2556 ณ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ตัวแทนจากทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ต่างยกหลักฐานขึ้นมาต่อสู้ ทั้งในเรื่องของพื้นที่ตัวปราสาท และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทับซ้อนจำนวน 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่ทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อมั่นว่าเป็นเขตอธิปไตยของตน และเป็นข้อพิพาทอยู่ในปัจจุบัน


อย่างไรก็ตาม ในรอบหลายปีที่ผ่านมา กระแสข่าวกรณีปราสาทพระวิหารเป็นไปในหลายทิศทาง โดยเฉพาะการถูกนำไปใช้เป็นประเด็นทางการเมือง ทำให้อาจเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน วันนี้สกู๊ปหน้า 5 จึงขอนำการลำดับเหตุการณ์ข้อพิพาทกรณีปราสาทพระวิหาร โดยนักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด มาให้ทุกท่านได้รับทราบกัน

ปมปัญหาแผนที่

หากจะพูดถึงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร คงต้องย้อนกลับไปยังสมัยที่ลัทธิจักรวรรดินิยมกำลังเฟื่องฟู เหล่ามหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษกับฝรั่งเศสต่างมีอาณานิคมโพ้นทะเลอยู่เป็นจำนวนมาก และก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ไทยหรือสยามในขณะนั้น จำเป็นต้องยกดินแดนบางส่วนที่เคยเป็นเมืองประเทศราช ให้กับมหาอำนาจทั้ง 2 เพื่อแลกกับอธิปไตยเหนือดินแดนหลักของตน และตามมาด้วยการทำสัญญาเพื่อปักปันเขตแดนให้ชัดเจน

รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าย้อนไปถึงจุดกำเนิดของการปักปันเขตแดนว่า สยามกับฝรั่งเศส มีข้อตกลงเกี่ยวกับการทำแผนที่ปักปันเขตแดนอยู่ 3 ฉบับ คือในปี ค.ศ.1893 (พ.ศ.2436) , 1904 (พ.ศ.2447) และ 1907 (พ.ศ.2450) ตามลำดับ และผู้นำของทั้ง 2 ชาติ ได้ให้สัตยาบันร่วมกันแล้ว

“อนุสัญญา 1904 ในข้อ 1 บอกว่าสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน แต่ในข้อ 3 บอกว่าเส้นเขตแดนเป็นไปตามคณะกรรมการผสม คำถามเกิดทันทีว่าเราจะใช้ข้อ 1 หรือข้อ 3 ซึ่งข้อ 3 อย่างแผนที่ระวางดงรัก(DangRek) เราจะเห็นว่าดำเนินการโดยคณะกรรมการผสม อยู่ภายใต้กรอบใหญ่ของคณะกรรมการผสม แผนที่ฉบับนี้หากใครเรียนประวัติศาสตร์ จะพบว่านักประวัติศาสตร์เรียกว่าแผนที่แบร์นาร์ ตามชื่อของคณะกรรมการปักปันของฝ่ายฝรั่งเศส แต่ในความเป็นจริง เรามีประธานคณะกรรมการผสมฝ่ายไทย คือพลเอกหม่อมชาติ เดชอุดม”

นักวิชาการด้านการต่างประเทศรายนี้ ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาจากข้อเรียกร้องของคนบางกลุ่ม ที่เชื่อกันว่าแผนที่ดังกล่าวฝรั่งเศสทำขึ้นเองฝ่ายเดียว และไทยไม่เคยยอมรับว่าเป็นจริงหรือไม่? ทั้งนี้พบว่า หลังจากฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ดังกล่าวเสร็จ ฝ่ายสยามก็ขอให้ตีพิมพ์เพิ่มอีก 50 ชุด โดยส่งกลับสยาม 44 ชุด และขอเก็บไว้ที่ต่างประเทศ 6 ชุด ดังนี้ ฝรั่งเศส 2 ชุด อังกฤษ 1 ชุด สหรัฐอเมริกา 1 ชุด รัสเซีย 1 ชุด และเยอรมัน 1 ชุด ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม แต่การที่รัฐบาลสยามในขณะนั้นขอให้ตีพิมพ์เพิ่ม ย่อมมีนัยเท่ากับว่า สยามได้เห็น และให้การยอมรับแผนที่ดังกล่าวแล้ว และนี่เองที่เป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงแพ้คดีเมื่อ พ.ศ.2505 (ค.ศ.1962)

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในปัจจุบัน คือข้อเรียกร้องให้ไทยกลับไปใช้อนุสัญญาโตเกียว ที่ทำกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสาระสำคัญอยู่ที่เราได้ดินแดนบางส่วน ที่เคยเสียให้ฝรั่งเศสกลับคืนมา ซึ่งประเด็นนี้ อ.สุรชาติอธิบายว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลาย พ.ศ.2483 มาจนถึงการแผ่อิทธิพลของกองทัพญี่ปุ่นใน พ.ศ.2484 (ส่วนสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ธ.ค.2484 เมื่อญี่ปุ่นส่งฝูงบินไปทิ้งระเบิดฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกา ที่ Pearl Harbor มลรัฐฮาวาย)

“อนุสัญญาโตเกียวทำให้เราได้ดินแดนบางส่วน แม้ว่าผู้นำสยามขณะนั้นทั้งปีกทหารและพลเรือน คาดหวังว่าเราจะได้ส่วนที่เสียไปทั้งหมดคืน ญี่ปุ่นไม่ยอม ยอมแค่ 5 ส่วน พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ บวกจำปาศักดิ์ บวกหลวงพระบาง อย่างจังหวัดเสียมราฐ เราเปลี่ยนเป็นจังหวัดพิบูลสงคราม ใช้รูปไก่เป็นสัญลักษณ์เพราะจอมพล ป. เกิดปีระกา

ฉะนั้น ปี 2484 เราได้ดินแดน และมีการตีพิมพ์ภาพในหนังสือฉลองรัฐธรรมนูญไทย ใช้ข้อความว่าเราได้ตัวปราสาทพระวิหารคืน ถ้าญี่ปุ่นชนะสงคราม โจทย์ข้อนี้คงจะตอบง่าย แต่เผอิญญี่ปุ่นแพ้ แต่ไทยไม่แพ้ ก็เลยมีการตั้งคณะกรรมการประนอมไทย-ฝรั่งเศสขึ้น ไปตกลงกันและจบที่วอชิงตัน (เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา) มีผลคือยอมรับสนธิสัญญา 1893 1904 และ 1907 และแผนที่ปักปัน เท่ากับว่าเราถอยกลับไปสู่ประเด็นเดิม หรือพูดง่ายๆ คือเส้นเขตแดนของไทยกลับสู่สถานะเดิม ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2” อ.สุรชาติ กล่าว

ซึ่งหลังจากนั้นก็เป็นที่ทราบดีว่า เมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช ก็มีข้อพิพาทกับไทยกรณีปราสาทพระวิหารทันที จนนำไปสู่การฟ้องคดี ณ ศาลโลก ใน พ.ศ.2505 ที่จบลงด้วยกัมพูชาชนะคดีด้วยมติ 9 ต่อ 3

วอนคนไทยลุ้นให้ถูกประเด็น

ปัจจุบันยังมีคนไทยบางกลุ่ม พยายามจุดประเด็น “ทวงคืนปราสาทพระวิหาร” ให้เกิดขึ้นในสังคม ทว่าในความเป็นจริง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากพูดถึงปราสาทพระวิหารแล้ว คงต้องยอมรับว่าเราได้สูญเสียให้กับกัมพูชาไปแล้วตามคำตัดสินของศาลโลก แม้แต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำของไทยในสมัยนั้น ก็ยังได้ขอให้คนไทยยอมรับมติดังกล่าว เนื่องจากไทยนั้นเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (UN) โดยเรียกปราสาทพระวิหารที่ได้เสียให้กัมพูชาไปแล้วว่า“ซากปราสาท” ที่เทียบไม่ได้เลยกับเกียรติภูมิของชาติไทยในเวทีโลก

แต่ปัญหาที่นำมาซึ่งการต่อสู้รอบใหม่ คือเรื่องของพื้นที่รอบตัวปราสาท อันเกี่ยวเนื่องกับพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรด้วย ทั้งนี้ฝั่งไทยกล่าวว่า ที่ผ่านมานับตั้งแต่ พ.ศ.2505 เมื่อไทยยอมรับคำตัดสินของศาลโลก ก็ได้นำรั้วลวดหนามมากั้นเขตแดนรอบพื้นที่ปราสาทตามคำตัดสินไว้เรียบร้อย และไม่เคยมีการทักท้วงเลยตลอดร่วม 50 ปีที่ผ่านมา โดยไทยอ้างถึงหลักฐานที่ว่า แม้แต่สมเด็จนโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาในขณะนั้น ได้เสด็จขึ้นปราสาทพระวิหาร หลังจากที่ไทยได้นำรั้วลวดหนามมากั้นเป็นแนวเขตแดนไว้แล้ว และพระองค์ก็ไม่ได้ทักท้วงแต่ประการใด นอกจากนี้ ไทยยังได้ทำหนังสือแจ้งเรื่องการล้อมรั้วลวดหนามดังกล่าว ไปยังองค์การสหประชาชาติ และไม่ได้รับการทักท้วงเช่นกัน

ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายในประเด็นนี้ว่า ในช่วงที่นำคดีปราสาทพระวิหารขึ้นสู่ศาลโลกเมื่อ พ.ศ.2505 นั้น แม้ศาลจะตัดสินให้พื้นที่ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา รวมถึงให้ไทยถอนกำลังทหาร-ตำรวจออกจากพื้นที่ดังกล่าว ทว่าในครั้งนั้น กัมพูชายังได้ขอให้ศาลโลกรับรองว่าเส้นเขตแดนในพื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา เป็นไปตามแผนที่ภาคผนวก 1 แต่ศาลโลกก็ไม่ได้รับตีความในประเด็นดังกล่าว

“ศาลตัดสินแค่ 3 ข้อเท่านั้น ข้อ 1 ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา แปลว่าเขามีอำนาจเหนือพื้นดินใต้ดิน บนอากาศ ไม่ได้แปลในทฤษฎีที่เรียกว่าลืมโทรศัพท์มือถือ หรือยกถ้วยกาแฟออกจากถาดรอง อันนั้นไม่ได้ เพราะหลักกฎหมายถือเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดน เช่น ประเทศไทยมีอธิปไตยเหนือดินแดนของเรา เหนือใต้ดิน และเหนือบนอากาศของเรา เพราะกฎหมายระหว่างประเทศเขาเขียนอย่างนี้

ข้อ 2 ประเทศไทยต้องถอนทหารหรือตำรวจที่ส่งไปประจำอยู่บนปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงออก ทำไมศาลสั่งแบบนี้
อันนี้เป็น Judgement (คำตัดสิน) ที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมายแต่ส่วนอื่นๆ ไม่ได้ทำ เพราะกฎหมายไม่ได้บอก ส่วนข้อ 3 ไม่ค่อยมีประเด็นคือเรื่องการส่งคืนโบราณวัตถุให้กัมพูชา” อ.ชุมพร กล่าว

นอกจากนี้แล้ว ยังได้ชี้ให้เห็นถึงที่มาที่ไปของการต่อสู้รอบใหม่เริ่มจากการที่กัมพูชาจะนำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2551 ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นก็สนับสนุนในฐานะเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน และไม่เกี่ยวกับเส้นเขตแดน แต่ศาลรัฐธรรมนูญตีความข้อตกลงนี้จะนำมาซึ่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิ์บางส่วน จึงต้องนำมาเข้าสภา เพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 ตามมาด้วยเหตุพิพาทต่างๆ มากมาย จนนำไปสู่การใช้กำลังทางทหารตามแนวชายแดน และกัมพูชาได้ขอให้ศาลโลกตีความคำตัดสินอีกครั้ง

“ตามมาตรา 60 ของธรรมนูญศาลโลก ซึ่งบอกว่า การขอตีความไม่ใช่ว่าคุณจะขออะไรก็ได้ คุณต้องขอให้ตีความในส่วนของ Judgement ก็คือ 3 ข้อนี่แหละ จะไปขอตีความในข้ออื่นไม่ได้นะและในมาตรา 98 ที่เป็นระเบียบวิธิปฏิบัติ ก็บอกเลยว่าต้องตีความในส่วนที่เป็น Meaning&Scope (ความหมายและขอบเขต) ของ Judgement เท่านั้น ถ้าไม่มีข้อพิพาทในกรณีดังกล่าว ศาลก็จะไม่รับ เพราะเมื่อไม่มีข้อพิพาท ก็ไม่รู้ว่าจะให้ศาลตัดสินอะไรฝ่ายกัมพูชาก็ต้องพยายามทุกอย่าง ที่จะเอาสิ่งที่กล่าวอ้างในศาลเข้าตามมาตรา 60 ให้ได้ ส่วนไทยก็ต้องพยายามตีแก้ คือตัดฟ้องทุกวิธีการที่จะมีให้ได้ ว่าทั้งหมดมันไม่เข้าตามมาตรา 60 นะ เพราะถ้าไม่เข้า ศาลก็ตัดสินไม่ได้

ถ้ารับก็เข้าเงื่อนไข ถ้าไม่รับก็ไม่เข้าเงื่อนไข โจทย์ทั้งหมดที่สู้กันอยู่นี้ คือสู้ว่ามันเข้าหรือไม่เข้าเกณฑ์ ซึ่งในคำตัดสิน 3 ข้อ ข้อที่ 2
เป็นข้อที่ทางกัมพูชาพยายามนำมาอ้าง คือเขมรเขาพูดเลยว่าไทยต้องถอนกำลังออกจากพระวิหารและบริเวณข้างเคียง โดยพื้นที่ข้างเคียง เขาอ้างถึงแผนที่ผนวก 1 ที่ไทยไปขอเขามา 50 ชุดนั่นแหละ แล้วก็ถูกหลักกฎหมายปิดปาก คือไปขอเขามาแล้วไม่ได้โต้แย้ง แปลว่าจะมาอ้างสิทธิ์อีกไม่ได้ ซึ่งเขมรเห็นว่าเส้นเขตแดน มันคือเส้นตามแผนที่ ที่เคยขอไปแล้วเมื่อปี 1962 แต่ศาลไม่รับ แล้วที่มาขอให้ตีความนี่มันอยู่ในขอบข่าย Meaning&Scope ของ Judgement แค่ไหนล่ะ?” อ.ชุมพร กล่าวทิ้งท้าย

พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้กัมพูชาจะให้เหตุผลว่า ศาลจะตัดสินคดีพระวิหารได้ ต้องดูเส้นเขตแดน ก็หมายถึงแผนที่
ผนวก 1 ดังกล่าว แต่ศาลก็ชี้ว่านั่นเป็นเพียงส่วนของเหตุผล(Motive) เท่านั้น ไม่ใช่คำตัดสิน (Judgement) จึงไม่มีผลบังคับที่ต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด

การต่อสู้ในยกแรกจบลงไปแล้ว คาดว่าปลายปีนี้ คงได้รู้ผลว่าศาลโลกจะรับคำร้องของกัมพูชาหรือไม่ หรือจะมีคำตัดสินออกมาในลักษณะใด อย่างไรก็ตาม ความมุ่งหวังของสกู๊ปวันนี้ คือต้องการให้คนไทยเข้าใจก่อนว่า เราเสียปราสาทพระวิหารไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2505 และเราก็ยอมรับพร้อมทั้งปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกมาโดยตลอด

แต่การต่อสู้รอบใหม่ คือเพื่อปกป้องดินแดนพิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเราก็ต้องลุ้นกันต่อไป

SCOOP@NAEWNA.COM

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

ต้นไม้แห่งมิตรภาพ สี จิ้นผิง-คิม จองอึน ร่วมกันปลูกต้นไม้ความหมายดี สัญลักษณ์สัมพันธ์ยั่งยืน

ราชทัณฑ์ แจงปล่อยตัวคุมประพฤติ-ถอดกำไล EM ทักษิณ เป็นตามขั้นตอนกฎหมายที่กำหนด

ทำไม เก้าอี้พลาสติก ต้องมีรู ไม่ใช่เพียงแค่ดีไซน์ แต่มันทำหน้าที่สำคัญกว่าที่คิด

ฟังอีกมุม! ครูโต้ข่าวดัง สั่งป.4 กระโดดตบ 1,000 ครั้ง จนไข้ขึ้น-ผวาละเมอ ยันมีพยานที่อยู่ชัด!

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved