สื่อกับ “ข่าวพยากรณ์อากาศ” วันนี้ “เตือนภัย” หรือ “ตื่นตระหนก”

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, 02.00 น.

“ลมแรง”

“ฟ้าหลัว”.

“ปริมาณฝนร้อยละ…ของพื้นที่”

ทั้งหมดคือคำศัพท์ว่าด้วยสภาวะอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งในพื้นที่แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าที่ใดของโลก สภาพอากาศย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงระยะเวลาต่างๆในรอบปีเป็นปกติที่เรียกว่า “ฤดูกาล” เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของเราทั้งสิ้น อย่างน้อยๆ ช่วงนี้คนในเมืองคงต้องการออกไปทำงาน-กลับบ้าน โดยสามารถรับมือกับฝนตก และน้ำท่วมขังได้

เมื่อพูดถึงการพยากรณ์อากาศ “สื่อมวลชน” คือผู้ที่มีหน้าที่ในการเผยแพร่ข่าวสารด้านภัยธรรมชาติที่สำคัญที่สุด เนื่องจากได้รับข้อมูลโดยตรงจากกรมอุตุนิยมวิทยา และนำมาเผยแพร่กับสาธารณชนอีกทอดหนึ่ง แต่ที่ผ่านมา กลายเป็นการสื่อสาร ที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก หรือทำให้เป็นเรื่องตื่นเต้นเร้าใจ เช่นกรณีมหาอุทกภัย 54 ที่ผ่านมา สื่อบางสำนักได้ทำให้ข่าวกลายเป็นเหมือนละคร มีบทสะเทือนใจ หรือมีฉากลุ้นระทึกเป็นระยะๆ แม้จะทำให้มีคนสนใจมากขึ้น แต่อีกทางก็ได้สร้างความหวาดกลัวกับสังคมหมู่มากด้วย

ปัญหาของการพยากรณ์อากาศ

เมื่อพูดถึงข่าวพยากรณ์อากาศ หลายคนคงนึกถึงศัพท์ที่ฟังดูแล้วเข้าใจยาก แผนที่กราฟฟิกที่แบ่งเป็นภาคต่างๆ และผู้ประกาศข่าวที่อ่านด้วยน้ำเสียงช้าๆ เนิบๆ ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้การพยากรณ์อากาศในไทย ไม่ได้รับความสนใจเป็นวงกว้างเท่าที่ควร เว้นแต่คนบางกลุ่ม เช่นชาวประมงที่ฝากชีวิตไว้กับคลื่นลมอันไม่แน่นอนในท้องทะเล ขณะที่ในต่างประเทศ บางแห่งถึงกับมีช่องสำหรับพยากรณ์อากาศโดยเฉพาะ และแจ้งข้อมูลทุกๆ ชั่วโมงกันเสียด้วยซ้ำไป

“การไม่เข้าใจในคำศัพท์ในการพยากรณ์อากาศของสื่อมวลชนที่นำเสนอ เช่น ฝนตกคะนองกระจายเป็นแห่งๆ  คำพูดเช่นนี้ เชื่อว่าประชาชนนั้นต้องเข้าใจยาก เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาคำศัพท์มาเรียกใหม่ เพื่อให้สื่อมวลชนนั้นมีความเข้าใจในศัพท์นั้นอย่างแท้จริง เพื่อที่จะนำไปเสนอและเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ซึ่งต่างจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่เวลามีคนถามว่าตอนนี้สภาพอากาศเป็นอย่างไร เราจะตอบว่า มีฝนตก ไม่ได้ใช้คำว่าฝนตกคะนองกระจายแต่อย่างใด”

เป็นเสียงจาก ดร.สงกรานต์ อักษร รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา (ฝ่ายวิชาการ) กล่าวถึงความไม่เข้าใจในศัพท์พยากรณ์อากาศของสื่อมวลชน ทำให้สื่อสารออกไปอย่างไม่เข้าใจ จึงต้องพยายามที่จะคิดคำศัพท์ใหม่ๆ ขึ้นมา โดยหวังว่าสื่อและประชาชนทั่วไปจะเข้าใจอย่างถูกต้องได้ง่ายขึ้น

ดร.สงกรานต์ ยกตัวอย่างเรื่องของ “ฝนตกเพราะฝุ่น” ที่ถูกพูดถึงมากในปัจจุบัน โดยอธิบายว่าเหตุที่ฝนตก จริงๆ แล้วต้องอาศัยปัจจัย 3 ประการคือ 1.มีความชื้นเหมาะสม 2.มีการยกตัวของอากาศ 3. มีแกนกลางสำหรับการกลั่นตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องฝุ่นแต่อย่างใด

หรืออีกประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่แพ้กัน นั่นคือ “ปรากฏการณ์โดมความร้อน” ที่มีสื่อบางสำนักนำไปขยายความให้ดูใหญ่โต เป็นภัยพิบัติร้ายแรง ทั้งนี้รองอธิบดีกรมอุตุฯ ให้ความเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว กรมอุตุฯ เป็นหน่วยงานราชการ ต้องนำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริง เชื่อถืออ้างอิงได้ และเป็นการเตือนภัยไม่ใช่สร้างความตื่นตระหนก ดังนั้นอาจจะดูไม่หวือหวา สื่อจึงเลือกไปสัมภาษณ์นักวิชาการคนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งหมอดู เพื่อทำให้ข่าวที่ออกมาดูตื่นเต้นน่าติดตาม

“สื่อมวลชนเสนอข่าวให้คนนั้นตื่นตระหนก แต่ไม่เคยตระหนักถึงปัญหาของภัยธรรมชาติ  จึงเป็นปัญหาที่ว่าทำให้คนมองแต่เรื่องร้ายๆ  คือสื่อน่าจะสังเกตได้ว่ากรมอุตุนิยมวิทยาไม่เคยเสนอให้เห็นถึงสิ่งร้ายๆ ทั้งนี้จึงอยากให้ประชาชนยึดกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหลักในการรับข้อมูล อย่างบางช่อง เสนอข่าวว่า โดมความร้อนส่งผลให้ดอนเมืองร้อนขึ้น 4-5 องศา

ทางกรมอุตุฟังข่าว จึงขอให้คำอธิบายและให้ทำความเข้าใจใหม่ว่า ปรากฏการณ์โดมความร้อน บริเวณพื้นทั่วไปของเมืองก็เป็นคอนกรีต ซึ่งเก็บความร้อนได้มากกว่า และร้อนเพราะบรรยากาศ เลยตั้งสมมติฐานว่าเนื่องจาก อัตราการประชากรเพิ่มและการขยายตัวของเมืองเพิ่มขึ้นประมาณ จึงทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป และทำให้กรุงเทพมีฝนตกบ่อย” ดร.สงกรานต์ กล่าว พร้อมกับเสริมว่า จริงๆ แล้วข่าวการเตือนภัยธรรมชาติ ควรจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดเหตุผลทางวิชาการเป็นหลัก และไม่สร้างกระแสให้เกิดความหวาดกลัวในสังคม

ขณะที่ นายประวิทย์ แจ่มปัญญา ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันว่า แม้ปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์สำหรับพยากรณ์อากาศ (Supercomputer) ที่ใช้งานมา 17 ปี จนเสื่อมสภาพไปแล้ว แต่ทางกรมอุตุฯ ยังคงพยายามหาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ โดยที่ผ่านมามีความรวมมือกับหน่วยงานพยากรณ์อากาศชั้นนำหลายแห่ง เช่น ECMWF UKMO JMA  JTWC  NOGAPS และ CMA เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากได้ Supercomputer รุ่นใหม่มา สิ่งที่คาดหวังไว้คือสามารถระบุสภาพอากาศ แยกย่อยพื้นที่จนถึงระดับเขตอำเภอได้ โดยจะเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวผ่านทางเว็บไซด์ของกรม คือ www.tmd.go.th

คน กทม. ทำใจ “หมดสิทธิ์หนาว”

จากประเด็นโลกร้อนก็ดี โดมความร้อนก็ดี ทำให้มีคำถามและข้อกังวลในหมู่ชาว กทม. ว่า “กรุงเทพยังมีหน้าหนาวหรือไม่?” ซึ่งก็เป็นอย่างที่รองอธิบดีกรมอุตุฯ กล่าวไปตอนต้นแล้วว่า เหตุที่ กทม. เป็นเมืองใหญ่ที่พื้นที่เกือบทั้งหมดเต็มไปด้วยคอนกรีตที่ดูดซับความร้อนได้ดี เมื่อรวมกับกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการสร้างความร้อนแทบทั้งสิ้น เช่นการใช้รถยนต์ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดระยะหลังๆ ไม่ปรากฏอากาศหนาวเย็นใน กทม. อย่างในอดีต

“หากจะให้สภาพภูมิอากาศกลับไปเป็นเหมือนเดิมนั้นเป็นไปได้ยาก จริงอยู่ที่เมื่อ 5 ปีก่อน ที่ในช่วงฤดูหนาว กทม.นั้นยังสัมผัสกับอากาศหนาวได้บ้าง  แต่ด้วยเหตุที่ อุณหภูมิของโลกนั้นสูงขึ้นทุกปี และพื้นที่  กทม. ส่วนใหญ่เป็นคอนกรีตซึ่งทำให้เก็บความร้อนไว้ได้มาก จึงยากที่จะสัมผัสอากาศหนาวได้เหมือนกับจังหวัดอื่นๆ” ดร.สงกรานต์ กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน ด้วยชีวิตของคนส่วนใหญ่เป็นสังคมเมือง ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากกว่าจะดูแลตนเองได้หากเกิดภัยธรรมชาติ เห็นได้จากน้ำท่วม 2554 ที่คน กทม. ค่อนข้างวิตกกังวลมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ดังนั้นการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศที่แม่นยำถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการนำเสนอของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก หรือแม้แต่การบอกเล่าข่าวลือบนโลกออนไลน์ ล้วนต้องทำอย่างระมัดระวัง

เพราะการนำเสนอที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก อาจนำมาซึ่งความโกลาหลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ หรือถึงแม้เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้น แต่ในทางเศรษฐกิจก็ได้สร้างความเสียหาย โดยเฉพาะกับภาคการท่องเที่ยว อันเป็นรายได้สำคัญของประเทศไปเสียแล้ว

เหมือนฝัน  เจริญสลุง

SCOOP@NAEWNA.COM