533.jpg

'เอื้อนายทุน-กระทบประชาชน' เครือข่าย'เอฟทีเอ ว็อทช์'จี้รบ.คสช.หยุดพาไทยร่วม'ซีพีทีพีพี'

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 20.29 น.

12 มิ.ย.61 กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ “เอฟทีเอ ว็อทช์” (FTA Watch) เปิดแถลงข่าวที่ รร.สุโกศล ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ คัดค้านท่าทีของรัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการนำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก หรือ “ซีพีทีพีพี” (Comprehensive Progressive Trans-Pacific Partnership : CPTPP) ซึ่งเป็นการรวมตัวของ 11 ชาติในข้อตกลงเดิมคือ “ทีพีพี” (Trans-Pacific Partnership : TPP) แต่ข้อตกลงดังกล่าวนั้นสหรัฐอเมริกาได้ถอนตัวออกไป

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล นักวิจัยศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ซึ่งเป็นผู้นำแถลงข่าว กล่าวว่า แม้เงื่อนไขหลายประการที่เคยเป็นที่กังวลใจเพราะกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง สมัยที่ยังเป็นข้อตกลงทีพีพีจะถูกชะลอไว้พร้อมกับการถอนตัวออกไปของสหรัฐ แต่ในอนาคตใช่ว่าเงื่อนไขกลุ่มดังกล่าวจะไม่ถูกนำมาใช้หากสหรัฐสนใจกลับเข้าร่วมข้อตกลงนี้อีกครั้ง


และที่น่าสนใจคือแม้กระทั่งมาเลเซีย ซึ่งเข้าร่วมแต่แรกทั้งทีพีพีและซีพีทีพีพี วันนี้ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ได้สั่งให้คณะทำงานศึกษาทบทวนความเหมาะสมในการเข้าร่วม ด้วยเหตุผลว่าสถานการณ์ในปัจจุบันของมาเลเซียซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่าหากเข้าร่วมจะเสียเปรียบ ตรงข้ามกับรัฐบาล คสช. ของไทยที่ตัดสินใจเข้าร่วมทั้งที่ยังมีข้อมูลไม่ชัดเจน

“TPP” (Trans-Pacific Partnership) ข้อตกลงเศรษฐกิจที่ริเริ่มโดยสหรัฐอเมริกา สมัย ปธน. บารัค โอบามา มีชาติเข้าร่วมรวม 12 ประเทศ แต่ต่อมาในสมัย ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐได้ถอนตัวออกไป จึงเหลือเพียง 11 ประเทศ และเปลี่ยนชื่อเป็น “CPTPP” (Comprehensive Progressive Trans-Pacific Partnership) ในปัจจุบัน

ภาพประกอบ : http://www.usfunds.com/investor-library/frank-talk/can-the-tpp-save-the-global-economy/

น.ส.กรรณิการ์ กล่าวต่อไปถึงประเด็นอ่อนไหวที่ทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รายงานผลการศึกษาให้กับกระทรวงพาณิชย์เมื่อ 1 มิ.ย. 2561 อาทิ การนำเข้าพืชตัดแต่งพันธุกรรม หรือ “จีเอ็มโอ” (Genetically Modified Organisms : GMO) การนำเข้าเครื่องมือแพทย์มือสอง ซึ่งไทยกำลังเผชิญกับปัญหาถูกใช้แผ่นดินเป็นที่ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์จากนานาชาติ

การถูกนำพืชและสมุนไพรไปผูกขาดตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 2534 หรือ “ยูปอฟ 1991” (Union for the PrOtection of new Varieties of plants 1991 : UPOV 1991) การห้ามเจรจาต่อรองซื้อยารักษาโรค และการคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลไทยถูกฟ้องร้องในเวทีระหว่างประเทศได้หากดำเนินนโยบายควบคุมสินค้าบางประเภทเพื่อประโยชน์สาธารณะ

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ยอมพูดให้ชัดเจนว่าใน 11 ประเทศนั้นไทยมีเอฟทีเอเกือบทุกประเทศอยู่แล้ว และเมื่อสหรัฐได้ถอนตัวออกไป ขนาดเศรษฐกิจของซีพีทีพีพีก็ลดลงไปอย่างมาก ดังนั้นคำถามคือการเข้าร่วมซีพีทีพีพี เป็นไปเพราะนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเอาใจญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาติตัวตั้งตัวตีหลักของซีพีทีพีพีหรือไม่

“กระทรวงพาณิชย์รับฟังความคิดเห็นอย่างไม่เป็นทางการ มีการแบ่งกลุ่มเป็นภาคประชาสังคม ภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ เราพบว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นำข้อมูลที่รับฟังไปพิจารณาอย่างแท้จริง แต่กลับมาแถลงทุกครั้งว่าทุกภาคส่วนสนับสนุนและไม่มีประเด็นน่าห่วงใย เราในฐานะภาคประชาสังคมจึงของประกาศว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าวอย่างที่มีการรับฟังแบบเป็นพิธีการเช่นนี้อีก” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว

โปสเตอร์รณรงค์คัดค้าน “ยูปอฟ 1991” หรืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 2534 ((Union for the PrOtection of new Varieties of plants 1991 : UPOV 1991) โดยมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เมื่อปี 2556

ภาพประกอบ : http://www.biothai.net/node/20364

น.ส.กรรณิการ์ ยังกล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ในส่วนการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศได้ตัดการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ การทำงานของภาควิชาการที่เป็นข้อมูลพื้นฐานในการเจรจา รวมถึงการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติออกไปเกือบทั้งหมด ลักษณะเช่นนี้เชื่อได้ว่าการเจรจาคงไม่รอบคอบ ได้เพียงผลประโยชน์ระยะสั้น และเป็นผลประโยชน์ที่ตกอยู่กับเฉพาะผู้ส่งออกกับนายทุนที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล คสช. เท่านั้น ตรงกันข้ามกับประชาชนทั่วไปที่จะกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ เอฟทีเอ ว็อทช์ จึงเห็นว่า ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และควรทำหลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ให้กลับไปมีมาตรฐานที่ดีอย่างสมัยรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แล้วเท่านั้น ทั้งนี้ยังขอชื่นชมความกล้าหาญของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สมัยรัฐบาลรัฐประหารเมื่อปี 2549-2550 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ทักท้วงการทำข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ “เจเท็ปป้า” (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA)

ซึ่งในขณะนั้นพบว่าสุ่มเสี่ยงต่อการที่ไทยจะถูกใช้เป็นที่ทิ้งขยะอันตราย ผ่านการส่งเข้ามาในรูปของสินค้า และแม้น่าเสียดายที่การทักท้วงครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ แต่ สธ. ก็ทำงานอย่างเต็มที่แล้วในฐานะหน่วยงานปกป้องสุขภาพประชาชน และวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์จริงๆ ว่าแผ่นดินไทยกลายเป็นที่ทิ้งขยะพิษของโลก จึงหวังว่ารัฐบาล คสช. จะไม่ทำให้ซ้ำรอยอย่างรัฐบาล คมช. แต่หยุดและรับฟังข้อเสนอของนักวิชาการเพื่อทำให้ชัดเจน อยากให้รัฐบาล คสช. ได้คิด ดีกว่าปล่อยให้คนรุ่นต่อไปต้องมาแบกรับภาระแก้ไขในสิ่งที่รัฐบาลก่อขึ้น

(ซ้าย) มงคล ด้วงเขียว , (ขวา) เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล

ขณะที่ นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้แทนมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ แสดงความเป็นห่วงเรื่องสิทธิด้านยาที่เคยเป็นที่กังวลมากสมัยยังเป็นข้อตกลงทีพีพี เพราะแม้ในข้อตกลงซีพีทีพีพีจะบอกว่าประเด็นดังกล่าวถูกชะลอไว้แต่ก็เป็นเพียงการชะลอไม่ได้หมายความว่ายกเลิก อาจถูกนำกลับมาเมื่อใดก็ได้โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐอเมริกาสนใจจะกลับมาเข้าร่วมอีกครั้ง พร้อมกับยกตัวอย่างการห้ามเจรจาต่อรองซื้อยารักษาโรค ซึ่งจะกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ดูแลคนไทยทั้งประเทศอย่างมาก

“อย่างประเทศไทยเรามี สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องจัดซื้อและต่อรองราคายา ที่เราทำคือเทียบเคียงราคายาหลายๆ ประเทศ ว่าประเทศอื่นเขาซื้อกันเท่าไร พอเราทราบข้อมูลก็ต่อรองกับคนขายเพื่อจะได้ลดราคาลงมา จะได้เอายาเข้าระบบได้ แต่มาตรการตรงนี้จะไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น คุณต้องซื้อตามราคาที่บริษัทยาเสนอมา ระยะยาวยาจะแพงขึ้น ระบบหลักประกันสุขภาพอาจแบกรับไม่ไหว การร่วมจ่ายจะตามมาหรือเปล่า สุดท้ายการเข้าถึงยาก็ไม่เกิดขึ้น” นายเฉลิมศักดิ์ ยกตัวอย่าง

เช่นเดียวกับ นายมงคล ด้วงเขียว ผู้แทนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก แสดงความกังวลประเด็นหากเข้าร่วมซีพีทีพีพีแล้วจะต้องแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้เป็นไปตามอนุสัญญายูปอฟ 1991 ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป รวมถึงไม่สามารถนำไปแจกจ่ายเพื่อนบ้านที่เป็นเกษตรกรด้วยกันได้เพราะจะเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย ซึ่งขัดแบบวิถีเกษตรอันเป็นรากเหง้าของสังคมไทยอย่างรุนแรง

“วิถีการใช้เมล็ดพันธุ์ในบ้านเรามันไม่ได้ผูกขาดขนาดนั้น ถ้าใครมาจากต่างจังหวัดจากฐานเกษตรกรจริงๆ วิถีของเขาคือการปลูกการเก็บการแจกการจ่าย แชร์พันธุกรรมให้กัน ใครไม่มีข้าวพอปลูกก็ไปขอยืมก่อน แต่ถ้ามันเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจะไม่สามารถทำได้เพราะจะมีกฎหมายควบคุมไว้ ไม่สามารถแจกจ่ายจำแหน่ายแปรรูปได้ โทษก็ค่อนข้างหนักสำหรับเกษตรกร ปรับ 4 แสนบาทหรือจำคุก 2 ปี แค่แสนเดียวก็แทบจะหาสตางค์ไม่ได้แล้ว” ผู้แทนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ระบุ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top