วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / โลกธุรกิจ
รถร่วมบขส.กระอัก  แบกภาระต้นทุนน้ำมันไม่ไหว  ปรับลดเที่ยววิ่งลงอีก80%

รถร่วมบขส.กระอัก แบกภาระต้นทุนน้ำมันไม่ไหว ปรับลดเที่ยววิ่งลงอีก80%

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag : รถร่วมบขส.
  •  

สมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ประกาศปรับลดเที่ยววิ่งรถโดยสารประจำทาง ร่วมบริการ บขส. ลง 80% ตั้งแต่ 1 กรกฎาคมนี้ระบุแบกรับภาระน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นต่อไปไม่ไหว ขีดเส้นขอปรับราคาตามตารางคำนวณค่าโดยสาร เพิ่มขึ้นอีก 6 สตางค์ต่อกิโลเมตร ด้าน“นายกฯ” เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ผลักดันนโยบาย BCGสู่การปฏิบัติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากด้วยเศรษฐกิจBCG มุ่งสร้างรายได้กระจายไปสู่ประชาชน ทั้ง 7,435 ตำบล ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ์ นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย เปิดเผยถึงมติร่วมกันของผู้ประกอบการรถโดยสาร บริษัทรถร่วมบริการทั่วประเทศ จาก 27 บริษัท ตกลงที่จะลดเที่ยววิ่งรวมกันลง80 % โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคมที่จะถึงนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดย ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องแบกต้นทุนเพิ่มขึ้นถึงเที่ยวละกว่า1,600 บาท และขณะนี้แนวโน้มน้ำมันเชื้อเพลิงคงยังจะปรับตัวสูงขึ้นต่อไปอีก ซึ่งที่ผ่านมาภาระที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ต้องหยุดรถไปแล้วถึง 40% ของจำนวนรถโดยสารที่เป็นสมาชิก ที่มีประมาณ 20,000 คัน


โดยทางเดียวที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเดินรถได้ตามปกติต่อไปได้ คือการต้องได้ปรับราคาค่าโดยสาร เพิ่มขึ้นตามตารางคำนวณอัตราค่าโดยสาร ที่กรมการขนส่งทางบกเป็นคนกำหนดขึ้นเอง แต่ไม่เคยนำมาใช้ให้ผู้ประกอบการได้ปรับค่าโดยสารตามต้นทุนที่แท้จริง โดยข้างหลังสุดผู้ประกอบการได้ปรับราคาในปี 2562 ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 27.79 บาท โดยผู้ประกอบการจัดเก็บค่าโดยสาร อยู่ที่ 53 สตางค์ต่อกิโลเมตร โดยในครั้งนี้ผู้ประกอบการต้องการปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีก 6 สตางค์ต่อกิโลเมตร หรือมาจัดเก็บในอัตรา 59 สตางค์ต่อกิโลเมตร ซึ่งแม้ว่าอัตราดังกล่าวจะไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนเดินรถทั้งหมดแต่ก็พอทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้

คูปองน้ำมัน2บาทต่อลิตรก็ช่วยไม่ได้

ส่วนข้อเสนอที่ ที่กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือโดยความเห็นชอบของกระทรวงคมนาคม ,กระทรวงการคลัง และกระทรวงพลังงาน ที่จะขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในการให้คูปองส่วนลดราคาน้ำมันลิตรละ 2 บาทนั้น ในส่วนนี้ผู้ประกอบการคงไม่สามารถรับเงื่อนไขของมาตรการดังกล่าวได้ โดยนายพิเชษฐ์ระบุว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลได้ปรับตัวสูงขึ้นไปจาก อัตราที่เคยจัดเก็บแล้วถึง 8 บาทต่อลิตร การให้คูปองน้ำมัน 2 บาท/ลิตร ขณะนี้คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

ส่วนคำถามของผู้สื่อข่าวที่ถามว่า หากมีการปรับราคาค่าโดยสารอีกในขณะนี้ จะทำให้ผู้ใช้บริการรถน้อยลงไปอีกหรือไม่ นายพิเชษฐ์กล่าวว่าหากได้ปรับราคาค่าโดยสาร เรื่องจำนวนผู้ใช้บริการนั้นเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการ จะสามารถบริหารจัดการได้ ไม่น่าเป็นห่วง และหากในอนาคตราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลงผู้ประกอบการยืนยันว่าพร้อมจะมีการปรับลดค่าโดยสารตามต้นทุนพลังงานที่เป็นจริง

รบ.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกระจายรายได้สู่ประชาชน แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ให้ทั่วถึงเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน “โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG” ให้ครอบคลุม 7,435 ตำบล ทั่วประเทศ โดยจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของชุมชน (Thailand Community Big Data : TCD) ที่พัฒนาไว้และทำให้ต่อเนื่องสมบูรณ์ทุกพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดผลสำเร็จจาก “โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ” (U2T for BCG and Regional Development) หรือ “1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย” (U2T BCG: University to Tambon) ในปี 2564 ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมกว่า 4.75 เท่า หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท จากการจ้างงานมากกว่า 58,000 คน ส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 10,088 กิจกรรม ในพื้นที่ 3,000 ตำบล ซึ่งเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG โดยมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่

1. การเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ของภาคการผลิตและบริการด้าน BCG ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม กว่า 15,000 กิจกรรม

2. การเพิ่มการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ และประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งการ Upskill/Reskill ทักษะพื้นฐานที่จำเป็น และทักษะที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ BCG เกือบ 70,000 คน

3. การสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 จาก 4,500 รายการ

4. การสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 600 ล้านบาท/เดือน

ช่วยเหลือบัณฑิตป้ายแดง

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นลำดับแรก โดยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาโดยตลอด ตามยุทธศาสตร์ผ่านการประเมินสถานการณ์วางแนวทาง โดยเชื่อว่าการประยุกต์นโยบายเศรษฐกิจ BCG หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน ซึ่งสินค้าและบริการของชุมชนต่าง ๆ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและบริการ การส่งเสริมการขยายและการตลาดทั้งแบบ online/offline การยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพให้ประชาชนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายธนกรฯ กล่าว

ทั้งนี้ “โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG” มีวัตถุประสงค์ในการจัดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพ ทั้งที่อยู่ในระหว่างการหางาน หรือกำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือชุมชนให้มีการเติบโตและสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น โดยเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนกว่า 98 แห่ง ร่วมกับบัณทิตจบใหม่และประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนภาคประชาสังคม หน่วยงานในพื้นที่ ขับเคลื่อนโครงการในระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ค. - ก.ย.นี้ โดยบัณทิตจบใหม่และประชาชนในพื้นที่ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ http://www.u2t.ac.th ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ปัดโอนเงินสวัสดิการแห่งรัฐ1พัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจงข่าวปลอม จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” สามารถกดเงินสดได้ 1,000 บาท เงินเข้า 18 มิถุนายน 2565 นั้น ซึ่งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบและพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ ไม่มีการโอนเงินแต่อย่างใด โดยขอให้ประชาชนรับข้อมูลประชาสัมพันธ์จากช่องทางหลัก ที่เชื่อถือได้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบระบบการโอนเงินของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพบว่า วันที่ 18 มิถุนายน 2565 ไม่มีเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาท และทุกวันที่ 18 ของเดือน จะได้รับเงินคืนค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

นายธนกรฯ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนรับข่าวสารจากช่องทางหลัก หรือตรวจสอบผ่านการประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง อย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จ ที่มีผู้ไม่ประสงค์ดีส่งต่อ รวมทั้ง ขอความร่วมมือไม่ส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ ข่าวสารจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง สามารถติดตามได้ที่ www.cgd.go.th หรือโทร 02 1277000

พร้อมกันนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ห่วงใยการใช้จ่ายของประชาชนผ่านสังคมไร้เงินสด โดยกล่าวว่า ขอให้ประชาชนมีสติในการใช้งาน เพราะอาจมีผู้ไม่หวังดีจงใจใช้ QR Code พิมพ์ URL นำไปสู่เว็บไซต์หลอกลวง (Phishing) ให้กรอกข้อมูลหรือบัญชีธนาคารหรือหลอกให้โอนเงินไปบัญชีคนอื่นที่ไม่ใช่บัญชีของร้านค้า โดยประชาชนควรพิจารณาให้รอบคอบ หากพบว่าลิงก์ หรือ URL ที่ปรากฎขึ้นมาแปลกๆ หรือไม่ตรงกับชื่อเว็บไซต์ที่ใช้บริการอยู่ก็ไม่ควรที่จะกด Scan ต่อ รวมทั้ง ก่อนโอนเงินหรือทำธุรกรรมควรจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นบัญชีของผู้ขาย โดยสอบถามยืนยันกับผู้ขายว่าชื่อบัญชีถูกต้องหรือไม่ก่อนที่จะโอนเงินชำระค่าสินค้า

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

เข่าแทบทรุด หวังช่อดอกไม้สวยๆเซอร์ไพรส์คนพิเศษ แต่ร้านทำแสบ นี่มันดอกไม้จันทน์

ไอติม พริษฐ์ มัดรวมทุกคำถามถึง กกต. ขอคำตอบชัด ให้ประชาชนสิ้นสงสัย

ปิดตำนาน มือปราบสืบเหนือ สืบใต้ พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์ อดีตผบช.น.

ทรัมป์ เคลมผลงานทันที ชี้ชัยชนะของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นผลจากแรงหนุนของตน

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved