วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า คาดการณ์ยอดขายค้าปลีกปี 2567 เติบโตชะลอตัวลงจากปีก่อน หรืออยู่ที่ราว 3.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน มีมูลค่าประมาณ 4.1ล้านล้านบาท โดยมีแรงหนุนมาจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับผลของราคาสินค้าบางรายการ โดยเฉพาะราคาสินค้าอาหารและของใช้ส่วนตัวที่น่าจะยังปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการสำรวจผู้ประกอบการค้าปลีก พบว่ากว่า 60% ของธุรกิจมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าในอีก 3 เดือนข้างหน้า จากการสำรวจ Retailer Sentiment Index: RSI เดือนมกราคม 2567 ของสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดขายค้าปลีกในไทยเติบโต แต่ผู้ผลิตสินค้าไทยต้องแข่งขันรุนแรงกับสินค้านำเข้าโดยเฉพาะจากจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทย ซึ่งในปี 2566 ไทยนำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภคจากจีนมูลค่า 469,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือสัดส่วนราว 41% ของการนำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภคทั้งหมด โดยสินค้าที่จีนเข้ามาตีตลาดส่วนใหญ่มีทั้งกลุ่มที่เป็นของกินและของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า มีสัดส่วนมูลค่าประมาณ 43.3% ของมูลค่านำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภคทั้งหมดจากจีน รองลงมา ได้แก่ ผักผลไม้สดและปรุงแต่ง 10.0% เสื้อผ้าและรองเท้า 9.3% รวมถึงเครื่องใช้ในบ้านและของตกแต่ง 9.1% ฯลฯ
ศูนย์วิจัยระบุว่า การเข้ามาตีตลาดของสินค้าอุปโภค-บริโภคจากจีน กดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตสินค้าในไทย จากการแข่งขันของจีนส่งผลให้ผู้ผลิตไทยในหมวดสินค้าเหล่านี้เผชิญกับการแข่งขันที่ลำบากขึ้นโดยจะเห็นได้จากสินค้านำเข้าจากจีนบางรายการมีราคาถูกกว่าไทย เช่น สินค้าแฟชั่น (รองเท้า กระเป๋า) และผักผลไม้สดและปรุงแต่ง เป็นต้น
นอกจากนี้ กำลังการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ถูกสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่ของกิน (Non-food)ซึ่งอัตราการใช้กำลังการผลิตในอุตสาหกรรมสินค้าแฟชั่น (รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย) และเฟอร์นิเจอร์ อยู่ที่เพียง 30-45% ดังนั้น แม้ตลาดค้าปลีกในภาพรวมจะยังเติบโต แต่การแข่งขันสูงจากสินค้านำเข้า ทำให้ผู้ผลิตสินค้าไทยจะยังอยู่ในสถานการณ์การดำเนินธุรกิจที่ยากลำบาก
ผู้สื่อข่าวรายงานปัญหาสินค้าจากจีนเข้ามาตีตลาดสินค้าไทยนั้นก่อนหน้านี้ภาคเอกชนของไทยได้เรียกร้องอย่างต่อเนื่องเพื่อให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งล่าสุดนายสนั่น อังอุบลกุลประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน(กกร.) มีความเป็นห่วงและกังวลกับปัญหาสินค้าจีนราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาดในไทยและในตลาดอาเซียน เพราะจะเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการ SMEs ไทยเพิ่มเติมขึ้นไปอีก
“ต้องยอมรับว่า ประเทศจีนเป็นโรงงานของโลกมีความพร้อมทั้งวัตถุดิบ ซัพพลายเชน ในการผลิตสินค้า ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งให้ราคาสินค้าถูกประกอบกับการค้าขายในสมัยใหม่ใช้อี-คอมเมิร์ซในการซื้อขายสินค้ามากขึ้น ก็ยิ่งทำให้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าสินค้าไทยเข้ามาขายในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้สินค้าจีนมีแต้มต่อทำให้สินค้าไทยสู้ยาก”
นอกจากนี้ สินค้าบางอย่างโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลเพราะสินค้าหลายตัวไม่ได้รับการรับรอง จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม (สมอ.) แต่มีราคาถูก บางตัวก็ย้อมแมวมาขาย ซึ่งไม่ปลอดภัยกับผู้บริโภค ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็มีกำลังไม่เพียงพอที่จะไปเข้มงวดกวดขัน ขณะเดียวกันหากเข้มงวดเกินไปก็จะมีการร้องเรียนว่ากลั่นแกล้ง ดังนั้นจำเป็นที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกัน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี