'เสียวหมี่'เปิดโรงงานโชว์ศักยภาพ ชิงอันดับโลกด้วยมาตรฐานการผลิต

'เสียวหมี่'เปิดโรงงานโชว์ศักยภาพ ชิงอันดับโลกด้วยมาตรฐานการผลิต

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

จากข้อมูลของ Canalys บริษัทวิจัยตลาดเทคโนโลยีระดับโลก ระบุว่าในสิ้นปี 2025 ตลาดสมาร์ทโฟนโลกมีผู้นำหลัก 5 แบรนด์ โดย Samsung ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งราว 19-20% ตามด้วย Apple ที่ 17 - 18% และที่น่าสนใจคือ Xiaomi (เสียวหมี่) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งในปี 2010 สามารถก้าวขึ้นสู่อันดับ 3 ของโลก ด้วยส่วนแบ่ง 14% ภายในเวลาเพียง 15 ปี แซงหน้าแบรนด์เก่าแก่อย่าง VIVO และ OPPO ที่ตามมาในอันดับ 4 และ 5 ได้อย่างน่าทึ่ง

ความสำเร็จของเสียวหมี่ยิ่งโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันที่มีประวัติยาวนานกว่าไม่ว่าจะเป็น Samsung ที่ก่อตั้งในปี 1938 หรือ Apple ที่ถือกำเนิดในปี 1976 และเป็นผู้ปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟนด้วย iPhone ในปี 2007 ขณะที่ OPPO และ VIVO ซึ่งเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟนก่อนเสี่ยวหมี่ก็ยังไม่อาจขยับขึ้นมาในระดับเดียวกันได้


คำถามสำคัญคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เสียวหมี่เติบโตได้รวดเร็วและแข็งแกร่งเช่นนี้ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง “โรงงานผลิตสมาร์ทโฟน”ของเสียวหมี่ที่ผสานเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ การวิจัยพัฒนาและระบบอัตโนมัติขั้นสูง จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

มาถึงวันนี้เสียวหมี่ขึ้นแท่นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่มาแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  พร้อมๆกับการขยายไลน์สินค้าที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค อาทิ สมาร์ททีวี กล้องวงจรปิด เครื่องดูดฝุ่น ตู้เย็น นาฬิกาข้อมือ ฯลฯ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมผลิตภัณฑ์มากกว่า 200 ชนิด มีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเสียวหมี่ทั่วโลกมากกว่า 600 ล้านเครื่อง มีการประเมินมูลค่าบริษัทว่าสูงมากกว่า 6 ล้านล้านบาท

เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงความสำเร็จขององค์กร ในช่วงเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมาเสียวหมี่ได้เปิดบ้านให้สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าชมโรงงานสมาร์ทโฟนที่เมืองวิทยาศาสตร์อนาคตชางผิง กรุงปักกิ่ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของสินค้าที่มีมาตรฐานสูงระดับโลกในการผลิตด้วยระบบอัจฉริยะอัตโนมัติ

โรงงานแห่งนี้มีพื้นที่โครงการ 81,000 ตารางเมตร เริ่มสายการผลิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 โดยเน้นสมาร์ทโฟนระดับเรือธง มีความโดดเด่นที่เป็นโรงงานอัจฉริยะ มีสายการประกอบอัตโนมัติ 100% จึงมีความแม่นยำสูง สามารถผลิตสมาร์ทโฟนได้มากกว่า 10 ล้านเครื่องต่อปี โดยใช้เวลาในการผลิตเฉลี่ยประมาณ 6 วินาทีต่อสมาร์ทโฟน 1 เครื่อง

นอกจากระบบการผลิตที่แม่นยำและรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์แล้ว โรงงานอัจฉริยะของเสียวหมี่ยังมีระบบการทดสอบขั้นสุดท้ายหลังการประกอบ มีการทดสอบประสิทธิภาพและการทำงานขั้นสุดท้าย เช่น การใช้พลังงาน ประสิทธิภาพเสาอากาศ ระบบเสียง กล้อง หน้าจอ เซนเซอร์ และส่วนประกอบอื่นๆเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกเครื่องผ่านมาตรฐานทางเทคนิคที่กำหนด รวมไปถึงการจำลองการใช้งานสมาร์ทโฟนในระยะยาวเพื่อตรวจสอบเสถียรภาพของประสิทธิภาพ อายุการใช้งานแบตเตอรี่ ฯลฯ

ทางโรงงานสมาร์ทโฟนบอกว่าโรงงานแห่งนี้สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยตนเอง 100% หัวใจหลักคือแพลตฟอร์ม Xiaomi Hyper Intelligent Manufacturing Platform (IMP) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมทุกขั้นตอนของการดำเนินงานภายในโรงงานโดยอัตโนมัติ ส่วนในด้านฮาร์ดแวร์ โรงงานมีอัตราการพัฒนาอุปกรณ์ด้วยตนเองสูงถึง 96.8%

สิ่งที่สะท้อนความสำเร็จของเสียวหมี่คือการทุ่มทุนและทุ่มเทด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 เสียวหมี่ ลงทุนด้าน R&D เป็นมูลค่า 23,500 ล้านหยวน (ประมาณ 103,870ล้านบาท) โดยเฉพาะในไตรมาส 3 บริษัทใช้งบ R&D ถึง 9,100 ล้านหยวน (ประมาณ 40,222 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 52.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ผลตอบแทนที่กลับมาคือผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 เสียวหมี่มีรายได้สูงถึง 113,100 ล้านหยวน (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 22.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกันที่รายได้ทะลุ 100,000 ล้านหยวน (ประมาณ 442,000 ล้านบาท) ขณะที่กำไรสุทธิหลังปรับปรุงเพิ่มขึ้น 80.9% เป็น 11,300 ล้านหยวน (ประมาณ 49,946 ล้านบาท) สูงสุดเท่าที่เสียวหมี่เปิดดำเนินการมา

นอกจากโรงงานสมาร์ทโฟนอัจฉริยะ เสียวหมี่ยังเปิดให้สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปักกิ่ง (Beijing E-Town) บนพื้นที่กว่า 718,000 ตารางเมตร ซึ่งรวมทุกฟังก์ชั่นสำคัญไว้ในที่เดียว โรงงานแห่งนี้สามารถผลิตรถยนต์ได้ 1 คัน ทุก 76 วินาที ด้วยเทคโนโลยี Hyper Die-Casting การผลิตที่ทันสมัยและระบบการตรวจสอบคุณภาพที่เหนือมาตรฐาน โดยมีหุ่นยนต์มากกว่า 700 ตัวทำงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้องและมีความแม่นยำสูง

เสียวหมี่ให้ข้อมูลว่าในไตรมาส 3 ปี 2025 ได้ส่งมอบEVไปแล้วกว่า 1 แสนคัน และมั่นใจว่ารถEV เสียวหมี่ จะเป็น EV จีน ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดรถยนต์ระดับคุณภาพทั่วโลก โดยเสี่ยวหมี่ตั้งเป้าจะส่งรถEVรุกตลาดยุโรปในปี 2027

จากแบรนด์ที่เคยถูกปรามาสว่าไปก็อปปี้คนอื่นและใช้ไม่ทน วันนี้การเติบโตที่พิสูจน์ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การพัฒนาด้านเทคโนโลยี และผลประกอบการ ได้เปลี่ยนเสียงวิจารณ์เป็นเสียงชื่นชมว่า “เสียวหมี่” มิใช่เพียงน้องใหม่ที่มาแรง แต่กำลังจะเป็นผู้ช่วงชิงตำแหน่งผู้นำบนยอดบัลลังก์ที่คู่แข่งขันไม่อาจมองข้าม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top