เอ็นไอเอเปิดเกมพลิกโฉมนวัตกรรมโคเนื้อไทยชิงมูลค่าตลาด – ผู้บริโภค  ในงาน “Thailand Beef Fest 2026”

เอ็นไอเอเปิดเกมพลิกโฉมนวัตกรรมโคเนื้อไทยชิงมูลค่าตลาด – ผู้บริโภค ในงาน “Thailand Beef Fest 2026”

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.
Tag :

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIAกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อ พร้อมประกาศความสำเร็จในการยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อคุณภาพสูงของไทยผ่านการจัดงาน "Thailand Beef Fest 2026" สุดยอดมหกรรมเนื้อไทยครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-7กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม "Thai Innovative Beef, Global Taste" พร้อมมุ่งผลักดัน "โคดำลำตะคอง" แบรนด์เนื้อโคพรีเมียมจากนครราชสีมาสู่เวทีโลก หวังสร้างระบบนิเวศด้านการตลาดเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรไทย และลดการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพสูงจากต่างประเทศที่มีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย นำเนื้อโคพรีเมียมระดับโลกมาจัดแสดงควบคู่กับแบรนด์เนื้อไทย เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อโคของไทยสู่ตลาดสากล

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมโคเนื้อของไทยมีศักยภาพและโอกาสเติบโตสูง แต่ที่ผ่านมาต้องเผชิญข้อจำกัดด้านมาตรฐาน และการเข้าถึงตลาดมูลค่าสูง อีกทั้งยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ เนื่องจากประเทศไทยมีการบริโภคเนื้อวัวเฉลี่ยเพียงประมาณ 3.24 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่มีความต้องการเนื้อพรีเมียมเพิ่มมากขึ้น จึงต้องนำเข้าเนื้อคุณภาพสูงจากต่างประเทศมากกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังการผลิตในประเทศยังไม่สามารถตอบสนองต่อตลาดได้ นอกจากนี้ เมื่อประเมินภาพใหญ่อุตสาหกรรมเนื้อวัวระดับโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นพื้นฐานไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความเฉพาะตัวเชิงอัตลักษณ์ การขยายตัวของกำลังซื้อและประชากรส่งผลให้ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าของตลาดเนื้อวัวคุณภาพจะขยายตัวถึงระดับ 712,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 4.4 โดยในส่วนของตลาดเฉพาะกลุ่มที่เน้นคุณภาพสูง (High-End Beef) มูลค่าตลาดในปี 2567 อยู่ที่ 341,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 449,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 ด้วยอัตรา CAGR ที่ร้อยละ 3.1  การเติบโตนี้สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การให้ความสำคัญกับรสสัมผัส และความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงมองหาประสบการณ์การบริโภคซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนส่วนแบ่งตลาดเนื้อวัวพรีเมียมให้ขยายตัวอย่างรวดเร็วเหนือกว่าตลาดเนื้อโภคภัณฑ์ทั่วไป


ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า NIA มุ่งเพิ่มโอกาสแข่งขันเชิงพาณิยช์ของอุตสาหกรรม โคเนื้อครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การจัดการฟาร์ม โภชนาการ เทคโนโลยีหลังการเชือด การแปรรูป ตลอดจนการสร้างแบรนด์ การตลาด และการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงมุ่งเน้นยกระดับการผลิตแบบดั้งเดิมของโคเนื้อไทยที่เน้นการผลิตเนื้อเพื่อขายในเชิงน้ำหนัก เฉลี่ยราคา  80–82 บาทต่อกิโลกรัมไปสู่ตลาดพรีเมียมที่เกษตรกรสามารถขายเนื้อได้ในราคา 105–145 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้โครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยเปลี่ยนไปจากโมเดลเดิมคือ Volume-Based ไปสู่ Value-Based ที่สามารถแข่งขันกับเนื้อคุณภาพสูงจากต่างประเทศได้

โดยทิศทางการพัฒนาโคเนื้อไทยจะมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมเชิงลึก เช่น เทคโนโลยีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิอากาศไทย การใช้ข้อมูลและ IoT ในการจัดการฟาร์ม การควบคุมคุณภาพเนื้อด้วยกระบวนการบ่มเชิงวิทยาศาสตร์ การลดคาร์บอนและของเสียในกระบวนการผลิต รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาเนื้อโคที่มีเรื่องราวเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ และได้มาตรฐานสากล ผ่านการสร้างคุณค่าในแบบไทย ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา NIA ได้ทำงานร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อลำตะคอง และเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) ตามแนวทางการสนับสนุน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างแบรนด์ "โคดำลำตะคอง" จากจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยในอนาคต และการพัฒนาระบบนิเวศด้านการตลาดซึ่งเป็นส่วนปลายน้ำของอุตสาหกรรม เพื่อขยายผลออกสู่ตลาดในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ และยังได้จัด Thailand Beef Fest ขึ้นครั้งแรกในปี 2024 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดนครราชสีมา ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเวทีเชิงอุตสาหกรรมให้กับโคเนื้อไทย โดยเปิดโอกาสให้ร้านอาหารและผู้จัดจำหน่ายเห็นศักยภาพของเนื้อพรีเมียมที่ผลิตโดยผู้เลี้ยงในประเทศ จนเริ่มเกิดการเจรจาธุรกิจและการทดลองใช้เนื้อไทยมากขึ้นในกลุ่มร้านอาหารต่าง ซึ่งผลลัพธ์ของการจัดงานปี 2024 ไม่ได้สะท้อนเพียงความสนใจของผู้บริโภค แต่ยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในภาคอุตสาหกรรมโคเนื้อระหว่างผู้เลี้ยง ฟาร์ม โรงเชือด ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ร้านอาหาร และเชฟ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในอุตสาหกรรมเนื้อคุณภาพสูงที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานไปจนถึงการสร้างตลาดเชิงพรีเมียมในประเทศได้

ในปี 2026 NIA จึงยกระดับการจัดงานเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยกับอุตสาหกรรมโลก โดยมีการต่อยอดการจัดงาน Thailand Beef Fest 2026 ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านเนื้อหา เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงตลาด ซึ่งงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม "Thai Innovative Beef, Global Taste" เป็นการขยายบทบาทจากงานแสดงสินค้า สู่การเป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโคเนื้อ ที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศด้านการตลาดที่สมบูรณ์แบบของอุตสาหกรรมโคเนื้อ โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตเนื้อรายสำคัญของโลกทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมาตรฐานเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมาตรฐานและทิศทางของอุตสาหกรรมโคเนื้อในระดับสากล รวมถึงกิจกรรมอื่นในหลากหลายมิติ ทั้งการจัดนิทรรศการ การนำผลิตภัณฑ์เนื้อพรีเมียมที่เป็นที่รู้จักระดับโลกมาโชว์และชิม พร้อมโชว์ผลิตภัณฑ์เนื้อไทยพรีเมียมจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ โคดำลำตะคอง สุรินทร์วากิว สลักได จากจังหวัดสุรินทร์ โคขุนหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และโคขุนกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อีกทั้งยังมีการจัดเสวนา พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมสนับสนุนการเติบโตขออุตสาหกรรมโคเนื้อไทยได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.ดร.ปภากร พิทยชวาล ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กล่าวว่า แม้โคดำลำตะคองจะมีความพร้อมทั้งด้านสายพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต และคุณภาพเนื้อ แต่การก้าวสู่การเป็น “สุดยอดแบรนด์เนื้อไทย” จากจังหวัดนครราชสีมาจำเป็นต้องเติมเต็มช่องว่างในห่วงโซ่มูลค่าช่วงปลายน้ำ โดยเฉพาะด้านการแปรรูปเชิงพาณิชย์ การสร้างแบรนด์ และการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ตลาดส่งออกในอนาคต อุทยานวิทยาศาสตร์ฯ จึงทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานวิจัย เช่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอย่างและทดสอบตลาด นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเนื้อส่วนที่เหลือจากการตัดแต่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น ไส้กรอกเนื้อ เนื้อเสียบไม้ เนื้อแผ่น และอาหารพร้อมรับประทาน 

“หนึ่งในกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ คือ “แกงพะแนงโคดำลำตะคอง” ที่ผ่านการทดสอบตลาดในประเทศและได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ซึ่งมีคำสั่งซื้อในล็อตแรกประมาณ 20,000 ซอง รวมถึงได้รับความสนใจจากสายการบินและผู้นำเข้าจากญี่ปุ่น สะท้อนถึงศักยภาพของเนื้อโคไทยในตลาดพรีเมียมระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การผลิตเพื่อการส่งออกยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและมาตรฐาน เนื่องจากโรงงานต้นแบบภาครัฐไม่สามารถผลิตเชิงอุตสาหกรรมหรือยื่นขอมาตรฐานฮาลาลได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องพึ่ง OEM ซึ่งมีต้นทุนสูงและต้องลงทุนเพิ่มเติมด้านบรรจุภัณฑ์ เอกสารประกอบการส่งออก และการขอรับรองมาตรฐานสากล หากมีการสนับสนุนด้านนโยบาย เช่น งบประมาณเริ่มต้น แหล่งทุนเฉพาะมาตรฐาน หรือมาตรการส่งเสริมเพื่อการส่งออก จะช่วยเร่งการเติบโตของแบรนด์และสร้างโมเดลเศรษฐกิจพื้นที่สู่ระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นายอรรควัฒน์ วิริยะขจรเกียรติ เจ้าของแบรนด์ N.V.K. Farm ตัวแทนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคดำลำตะคอง กล่าวว่า คนไทยมีวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อที่ “ชอบเนื้อติดมัน แต่ไม่เลี่ยน” ขณะที่โควากิวมีจุดเด่นด้านไขมันแทรกสูงแต่โตช้าและต้นทุนสูง จึงนำไปสู่แนวคิดการผสมข้ามสายพันธุ์ ที่นำโคพื้นเมืองโคราช ซึ่งมีความอึดทน ปรับตัวเก่ง และไม่เลือกอาหาร มาผสมกับแองกัส เพื่อเพิ่มอัตราแลกเนื้อและปริมาณเนื้อ จากนั้นจึงผสมต่อกับวากิวเพื่อให้ได้มาร์บลิ่งสวยกำลังดีโดยไม่เลี่ยน จนเกิดเป็นชุดพันธุกรรมที่ตรงกับความต้องการบริโภคของคนไทยมากที่สุด โดยโคดำลำตะคองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากการใช้ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ สายพันธุ์ที่ดีจากการผสมพันธุ์อย่างมีหลักวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยีผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน อาหารที่ดีจากการจัดการด้านอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการที่โคต้องการ โดยใช้ธัญพืชท้องถิ่นของนครราชสีมาเป็นหลัก และสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยฟาร์มตั้งอยู่ที่ตำบลหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 280-300 เมตร ทำให้มีลมพัดผ่านตลอดปี อากาศโปร่งสบาย และน้ำในลุ่มน้ำลำตะคองมีค่า pH อยู่ที่ 7.3 เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคุณภาพของเนื้อโคดำลำตะคองนั้นจะมีการจัดเกรดเนื้อตามแนวทางการพัฒนาระบบเกรดไทยจำนวน 6 ระดับ และแบ่งเป็น 3กลุ่ม คือ Standard , Premium , Super Premium โดยกลุ่มสูงสุดมีความใกล้เคียงระดับ A4ของญี่ปุ่น แต่ถูกปรับให้สอดคล้องกับความชอบของผู้บริโภคไทย พร้อมสร้างโครงสร้างราคาแบบเพิ่มขั้นราวร้อยละ 15 ต่อระดับเกรด เกิดเป็นระบบคุณค่าที่ผู้บริโภคเข้าใจได้และพร้อมจ่ายตามคุณภาพ 

นายอรรควัฒน์ กล่าวต่อว่า หลังการพัฒนาจนได้เนื้อโคคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด ได้มีการขยายเครือข่ายโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนร่วมทำฟาร์มโคดำลำตะคองแล้ว 8 วิสาหกิจชุมชน มีเกษตรกรเป็นสมาชิกกว่า 420 ครัวเรือน โดยตลาดหลักยังคงเป็นตลาดในประเทศ อย่างไรก็ตาม โคดำลำตะคอง มีความต้องการจากต่างประเทศอย่างล้นหลามทั้งจากจีน ตะวันออกกลาง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ รสชาติที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ และมาตรฐานฟาร์มที่ครบถ้วน ตอบโจทย์ความต้องการอาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่เป็นเทรนด์โลก แต่ด้วยกำลังการผลิตที่มีอย่างจำกัด เพียงไม่เกิน 50 ตัวต่อเดือน จึงอาจยังไม่สามารถขยายตลาดไปต่างประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ 

“โคดำลำตะคองได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนธุรกิจนวัตกรรม ในโครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย "นิลมังกร" รุ่นที่ 2 และได้รับการสนับสนุนจาก NIA อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจให้กับเกษตรกรไทยได้ โดยธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมาก สัดส่วนการขายเปลี่ยนจากเดิมที่ B2B (ขายซาก) ร้อยละ 50-60 ขายให้ร้านอาหารร้อยละ 10-20 และ B2C ที่ขายสินค้าโดยตรงไปยังผู้บริโภคทั่วไปเพียงร้อยละ 10 กลายเป็น B2C ร้อยละ 80 ขายซากร้อยละ 10 และขายให้ร้านอาหารร้อยละ 10 คิดเป็นการเติบโตประมาณ 8 เท่า อีกทั้ง จากการเข้าร่วมงาน Thailand Beef Fest 2024 ถือเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยผลักดันให้โคดำลำตะคองเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 300และปีนี้การจัดงานในกรุงเทพฯ โคดำลำตะคอง จึงตั้งเป้าการเพิ่มยอดขาย B2C มากกว่าร้อยละ 300 และเน้นขยายฐานลูกค้าเป็นร้านอาหารระดับพรีเมียม”

-032

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top