วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
‘ธนาคารไทยเครดิต’โชว์ผลงานแกร่ง ปี68ทำสถิติ‘กำไรสุทธิ’สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน ตอกย้ำการเติบโตอย่างสมดุลและแข็งแกร่ง
21 มกราคม 2569 ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) (CREDIT) ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 โดยสามารถสร้างสถิติกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4,016.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,174.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15.9% จากไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อ ประกอบกับรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นจากรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และคุณภาพสินเชื่อดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรต่อหุ้น อยู่ที่ 0.95 บาทในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 3.25 บาท สำหรับทั้งปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจและประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย
ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตในช่วงปี 2568 มาจากการขยายตัวของสินเชื่อรวม จำนวน 18,707.0 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.5% ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ของธนาคารอยู่ที่ 181,865.6 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของธนาคาร ทั้งนี้ ธนาคารยังคงรักษาการเติบโตที่โดดเด่นของกลุ่มธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME ที่ขยายตัว 13.1% สินเชื่อที่มีบ้านเป็นหลักประกันเพิ่มขึ้น 10.6% และสินเชื่อบุคคลที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 41.6% สะท้อนถึงความสามารถในการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพและสมดุล
ขณะเดียวกัน ด้วยการบริหารความเสี่ยงและการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ธนาคารสามารถลดผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ได้ถึง 22.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (Gross NPLs Ratio) อยู่ที่ระดับ 4.2% ทั้งนี้ แม้อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จะปรับลดลงจากปีก่อน แต่ธนาคารยังสามารถรักษาระดับให้อยู่ในเกณฑ์สูงได้ที่ 7.5% สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารโครงสร้างรายได้และต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้กำไรสุทธิต่อส่วนของเจ้าของ (ROE) ในไตรมาส 4 ปี 2568 ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่ 18.27%
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า ความสำเร็จของการดำเนินงานปี 2568 เป็นผลมาจากการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ควบคู่กับการยึดกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการในทุกช่วงเวลา ธนาคารพร้อมเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจฐานราก พร้อมกันนี้ ธนาคารยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยตั้งเป้ารักษาอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระดับเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง โดยตั้งเป้าควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ให้อยู่ต่ำกว่า 4.5% เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน
ภายใต้ปรัชญา “ทุกคนคือคนสำคัญ” ธนาคารไทยเครดิตได้นำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนองค์กร มุ่งสู่การเป็น “ธนาคารที่ทุกคนเข้าถึงได้” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจ การรักษาสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพสังคมไทยในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม โดยในไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารได้รับการยอมรับในระดับประเทศผ่านรางวัลต่างๆ อาทิ การจัดอันดับ SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ที่ระดับ “A” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ Sustainability Disclosure Recognition จากสถาบันไทยพัฒน์ และได้รับคะแนนประเมินบริษัทจดทะเบียนที่มีการกำกับดูแลกิจการในระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง รวมถึงรางวัล "ความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม" (Creativity Awards) และรางวัล "ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเงินสู่ประชาชน" (The Financial Changemaker Award) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
“รางวัลและความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำว่า ธนาคารไทยเครดิตไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลตอบแทนทางการเงิน แต่เรามุ่งสร้างสมดุลระหว่างผลประกอบการ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการยกระดับสังคมไทย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการเงินได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน” นายรอยย์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี