วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยบทวิเคราะห์โจทย์ใหญ่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยปี 2569 ชี้ว่าภาคแบงก์กำลังเข้าสู่ช่วง “ตั้งรับเชิงรุก” หลังปิดปี 2568 ด้วยภาพการประคองผลการดำเนินงานท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์และบริษัทย่อยรวม 9 แห่ง มีกำไรสุทธิชะลอตัวต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของรายได้ในระบบธนาคารไทยอย่างชัดเจน
ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แม้ผลประกอบการปี 2568 จะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่แรงหนุนหลักไม่ได้มาจากรายได้ดอกเบี้ยเหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี จากแรงกดดันของอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่เริ่มเข้าสู่ทิศทางขาลง ประกอบกับการหดตัวของสินเชื่อในหลายกลุ่มลูกค้า ส่งผลให้ธนาคารต้องพึ่งพาการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม บริการดิจิทัล ธุรกิจตลาดทุน และรายได้จากบริษัทย่อย เข้ามาช่วยพยุงผลการดำเนินงานโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ภาพของปี 2568 ถูกมองว่าเป็นเพียง “จุดตั้งต้นของความท้าทายที่หนักขึ้น” ในปี 2569 เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจมีแนวโน้มซับซ้อนมากกว่าเดิม ทั้งจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง ภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอียังคงเปราะบาง ภาวะการเงินโลกที่ผันผวน รวมถึงการแข่งขันจากผู้ให้บริการทางการเงินนอกระบบธนาคาร (Non-bank) และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้ามาแย่งชิงรายได้ในหลายมิติ
ภายใต้บริบทดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า โจทย์หลักของธุรกิจแบงก์ในปี 2569 จะโฟกัสอยู่ที่ 3 แกนสำคัญ เริ่มจากการ “กระจายแหล่งรายได้” โดยเฉพาะการเร่งสร้างรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยให้มีสัดส่วนมากขึ้น เพื่อชดเชยแรงกดดันต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ยังมีแนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่องในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดบริการทางการเงินดิจิทัล การบริหารความมั่งคั่ง ประกัน และธุรกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งจะกลายเป็นหัวใจของการแข่งขันในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน การ “บริหารจัดการต้นทุน” จะกลายเป็นอีกสนามแข่งขันสำคัญของระบบธนาคาร ไม่เพียงแค่ต้นทุนการดำเนินงาน แต่รวมถึงต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนเทคโนโลยี และโครงสร้างองค์กรในภาพรวม โดยแบงก์จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในสภาวะที่รายได้ไม่ได้เติบโตง่ายเหมือนในอดีต
โจทย์ที่สามซึ่งมีความอ่อนไหวสูง คือ “การจัดการคุณภาพสินทรัพย์” โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนว่า ปี 2569 ธนาคารต้องจับตาความเสี่ยงจากการไหลตกชั้นของหนี้ดี และการไถลลงต่อเนื่องของหนี้ที่เริ่มมีปัญหาการชำระคืน (SM และ NPL) อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งต้องบริหารระดับการกันสำรองให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างปี เพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพของงบดุลในระยะยาว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาพรวมของปี 2569 จะเป็นปีที่ธุรกิจแบงก์ต้อง “ปรับสมดุลใหม่” ระหว่างการสร้างรายได้ การควบคุมต้นทุน และการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ในเวลาเดียวกัน โดยธนาคารที่สามารถปรับโมเดลธุรกิจได้เร็ว มีรายได้หลากหลาย และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก จะมีความได้เปรียบในการยืนระยะท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
-032
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี