วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
คนแห่ซื้อของไหว้ตรุษจีน
ม.หอการค้าชี้ปี’69เงินสะพัด
5.4หมื่นล.-สูงสุดรอบ6ปี
รบ.สั่งเข้มป้องกันไฟไหม้
คนไทยเชื้อสายจีนแห่ซื้อของไหว้เทพเจ้า-บรรพบุรุษวันจ่ายตรุษจีนคึกคักทั้งที่กทม. เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา ยอดขายเป็ดไก่พุ่ง 1,000 ตัว/วัน ด้านศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ม.หอการค้าเผยยอดเงินสะพัดเทศกาลตรุษจีน สถิติ 3 ปี ตั้งแต่ 67 -69 โดยในปี 69 เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้าน ใช้จ่ายสูงสุดในรอบ 6 ปี แรงหนุนสำคัญจากบรรยากาศการเมืองและมาตรการรัฐ ขณะที่รัฐบาลสั่งเข้มป้องกันไฟไหม้-อุบัติภัยช่วงตรุษจีน ขอความร่วมมือลด-งดเผาทุกชนิด
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเทศกาลตรุษจีน 2569 ว่า ภาพรวมเป็นไปอย่างคึกคัก คนไทยเชื้อสายจีนยังให้ความสำคัญกับการไหว้เทพเจ้าไหว้เบรรพบุรุษ ออกไปซื้อของใช้อาหารและเครื่องไหว้จำนวนมาก แม้จะใช้จ่ายลดน้อยลงตามกำลังซื้อและสภาพเศรษฐกิจ แต่ถือว่าดีขึ้นกว่าปี 2568
โดยที่บริเวณตลาดเยาวราชแขวงสัมพันธวงศ์เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร มีพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากเดินทางออกมาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างเนืองแน่น ส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความคึกคัก สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นกลุ่มของสดสำหรับประกอบพิธีไหว้ ทั้งหมู เป็ด และไก่ รวมถึงเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ที่มีการปรับตัวตามกลไกตลาด นอกจากกลุ่มของสดแล้ว สินค้าแฟชั่นอย่างชุดกี่เพ้าและของมงคลสำหรับประดับตกแต่งบ้านเรือนเพื่อเสริมสิริมงคล ก็ได้รับความสนใจจากผู้จับจ่ายอย่างมากเช่นกัน
ผู้ประกอบการในพื้นที่ระบุว่า ปีนี้มียอดการสั่งซื้อและจำนวนลูกค้าเดินทางมาเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเองเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงกำลังซื้อที่ยังคงแข็งแกร่งในช่วงเทศกาลสำคัญ แม้สภาพการจราจรโดยรอบเขตสัมพันธวงศ์จะค่อนข้างหนาแน่น แต่ประชาชนยังคงปักหลักเลือกซื้อของอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันไหว้ที่จะถึงนี้
เช่นเดียวกับ ที่จ.เชียงใหม่บรรยากาศคึกคัก โดยเฉพาะที่ขายเป็ดพะโล้ ไก่ต้ม ซึ่งราคาเป็ดสดปรับราคาขึ้นมากิโลกรัมละ 2 บาท แต่ไม่ได้ปรับราคาขาย เป็ดพะโล้ขนาดใหญ่ขายราคาตัวละ 450 บาท ยอดสั่งซื้อมากถึง 400 ตัว ส่วนไก่ต้ม ขายราคาตัวละ 250 – 300 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด สอบถามผู้ค้าบอกว่า ปีนี้ยอดขาย ถือว่าดี ทั้งเป็ดพะโล้ และไก่ต้ม
ที่ตลาดสดเทศบาล ตำบลหัวสำโรง จ.ฉะเชิงเทรา มีประชาชนทยอยกันออกมาจับจ่ายเลือกซื้อของไหว้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะร้านไก่ต้ม ร้านขายขนมถ้วยฟู ร้านขายผลไม้ เครื่องไหว้ กระดาษเงินกระดาษทอง และอุปกรณ์ประกอบพิธี รวมถึงร้านดอกไม้สำหรับไหว้เจ้า มีลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อกันอย่างไม่ขาดสาย สอบถามแม่ค้าพ่อค้าของเซ่นไหว้บอกตรงกันว่า ปีนี้บรรยากาศถือว่าคึกคักกว่าทุกปีที่ผ่านมายอดสั่งทำขนมเทียนขนมเข่งเพิ่มขึ้นเห็นได้ชัด และจำหน่ายได้ดี เนื่องจากประชาชนเริ่มออกมาจับจ่ายกันมากขึ้น
ส่วนที่ตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี บรรยากาศโดยรวมคึกคักตั้งแต่เช้า เมื่อชาวไทยเชื้อสายจีนพากันไปจับจ่ายซื้อของไหว้ในเทศกาลตรุษจีน สินค้าทั้งกระดาษเงินกระดาษทอง เนื้อหมู ไก่ ปลา รวมถึงขนมเข่ง ขนมเทียน และผลไม้ ขายดีมาก
บรรยากาศวันจ่ายตรุษจีนในจ.ยะลา ที่ตลาดสดพิมลชัย อ.เมืองยะลา ชาวไทยเชื้อสายจีนออกมาจับจ่าย เครื่องเซ่นไหว้ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกันคึกคัก ส่วนใหญ่เลือกซื้อของไหว้ตามความเหมาะสม ตามกำลังของตนเอง ปีนี้ราคาสินค้าส่วนใหญ่ราคายังคงเดิม ทั้งเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ขณะที่ผัก และผลไม้ ขนมเซ่นไหว้ ราคา
มีผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปรียบเทียบเงินสะพัดการใช้จ่ายตรุษจีน 3 ปีตั้งแต่ปี 2567-2569 ย้อนหลัง ปี 2567 มูลค่าใช้จ่าย 49,558 ล้านบาท ขยายตัว +10.1% สูงสุดในรอบ 11 ปี เริ่มฟื้นตัวชัดเจนหลังยุคโควิด ปี 2568 มูลค่าใช้จ่าย 51,787 ล้านบาท ขยายตัว +4.5% แตะระดับ 5 หมื่นล้านบาทครั้งแรกในรอบ 5 ปีและปี2569 มูลค่าใช้จ่าย 54,221 ล้านบาท ขยายตัว +5.0% สูงสุดในรอบ 6 ปี รับแรงหนุน จากบรรยากาศหลังการเลือกตั้ง
รายละเอียดเชิงลึกใช้จ่ายเงินสะพัดตรุษจีนปี 2567 ปี 2568 และปี2569 ปี 2567 การฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยสถานการณ์ เป็นปีที่การใช้จ่ายกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด มีมูลค่าเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี ซึ่งปัจจัยหนุนเป็นการกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวจีน เฉลี่ย 8 แสนคนต่อสัปดาห์ในช่วงนั้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง Easy E-Receipt
ปี 2568 ก้าวข้ามกำแพง 5 หมื่นล้านบาท สถานการณ์ เงินพุ่งทะลุ 5 หมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 พฤติกรรม ประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น แต่ยังคงระมัดระวังเรื่องราคาสินค้าที่แพงขึ้น โดยมีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนในการซื้อของเซ่นไหว้ประมาณ 4,900 บาท
ส่วนปี 2569 สูงสุดในรอบ 6 ปี จากควันหลงเลือกตั้ง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่าปีนี้คึกคักที่สุดในรอบ 6 ปี นับจากปี 2564 มียอดสะพัดกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท เป็นอานิสงส์จากหลังการเลือกตั้ง ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเติมกำลังซื้อ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ พฤติกรรมท่องเที่ยว กว่า 55.9% เน้นท่องเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ และส่วนใหญ่กว่า 93.2% ยังคงเลือกเที่ยวภายในประเทศ เนื่องจากตรุษจีนปีนี้ตรงกับวันธรรมดา อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าเงินสะพัดจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ผลสำรวจระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคง “ระมัดระวัง” การใช้จ่าย โดยมักเลือกซื้อเฉพาะของที่จำเป็นเนื่องจากราคาสินค้าเซ่นไหว้ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ เป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ชาวไทยเชื้อสายจีนมีการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบรรพบุรุษ โดยการจุดธูปเทียนบูชาเซ่นไหว้ เผากระดาษเงินกระดาษทอง ตลอดจนจุดประทัดตามศาลเจ้า และบ้านเรือน บางพื้นที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองจุดพลุ ประทัด และดอกไม้เพลิง ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย และอุบัติภัย นอกจากนี้ ช่วงดังกล่าวชาวไทยเชื้อสายจีนมักเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ทำให้มีปริมาณรถสัญจรเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ประกอบกับเป็นช่วงฤดูหนาว ลมแรง อากาศแห้ง เสี่ยงต่อเกิดอัคคีภัย รัฐบาลสั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมพร้อมป้องกัน เฝ้าระวังสาธารณภัยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยให้สำรวจตรวจสอบพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย และซักซ้อมการปฏิบัติงานตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อให้ปฏิบัติงานได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมทั้งตรวจตราพื้นที่ชุมชน สถานประกอบการ อาคาร เส้นทางสัญจรและสถานที่ที่จัดงานเทศกาลตรุษจีน ทั้งบนบกและริมตลิ่งให้มีความมั่นคงแข็งแรง ทั้งโป๊ะ ท่าเทียบเรือ และเรือโดยสาร หากพบสภาพไม่ปลอดภัยให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบซ่อมแซมโดยเร็ว
ขณะที่ในส่วนผู้ปฏิบัติงานให้เตรียมความพร้อมของกำลังพล อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์กู้ชีพกู้ภัย และไฟฟ้าส่องสว่าง รวมถึงกวดขันการพิจารณาออกใบอนุญาต หรือต่ออายุใบอนุญาตให้ทำ สั่ง นำเข้า หรือค้าดอกไม้เพลิง ตรวจสอบสถานที่เก็บ ทำ หรือค้าดอกไม้เพลิงที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชน ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า เทศกาลตรุษจีน หน่วยงานที่จะจัดงาน ต้องกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและใช้ความระมัดระวังในการจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย โดยเฉพาะการจุดพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิงหรือการแสดงที่ใช้เทคนิคพิเศษ (Special Effect) ภายในอาคาร รวมถึงสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากอัคคีภัย ที่สำคัญขอให้ช่วยกันรณรงค์ลดหรืองดกิจกรรมการเผาทุกชนิด เพื่อลดการเกิดมลพิษทางอากาศและลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5
ด้าน น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ตรวจร้านจำหน่ายทองคำช่วงเทศกาลตรุษจีนว่า ทองคำ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีในวัฒนธรรมจีน และได้รับความนิยมซื้อขายในช่วงตรุษจีน กรมการค้าภายในได้กำชับร้านทองให้ใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานและแสดงราคาซื้อ–ขายอย่างชัดเจน ผลการตรวจสอบในพื้นที่เยาวราชพบว่าร้านทองให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เครื่องชั่งมีสภาพสมบูรณ์และน้ำหนักได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดทั่วประเทศปูพรมตรวจสอบร้านทอง ระหว่างวันที่ 30 ม.ค.–12 ก.พ. 69 โดยผลการเข้าตรวจสถานประกอบการ 1,231 แห่ง และตรวจเครื่องชั่งดิจิทัล 1,403 เครื่อง พบว่าส่วนใหญ่ถูกต้อง 1,365 เครื่อง และพบค่าความคลาดเคลื่อนเกินกฎหมายกำหนด 38 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง สระบุรี อุดรธานี บุรีรัมย์ และตรัง ซึ่งทางกรมได้มีการดำเนินการตามกฎหมายโดยผูกบัตรห้ามใช้ทันที
น.ส.ญาณี กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยหากไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท หากฉวยโอกาสขึ้นราคา มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับสูงสุด 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือดัดแปลง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้ทันที
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี