วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
** บมจ.ไทยออยล์...คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบรอบสัปดาห์นี้ (3. - 6 มี.ค. 69)...โดยระบุว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง หลังจากสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอล เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต และนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการตอบโต้ทางทหาร รวมถึงภัยคุกคามต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งพลังงานโลก ขณะเดียวกัน นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอน ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดระบุว่าการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรก่อนหน้านี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าทั่วโลก 10% ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและอุปสงค์น้ำมันในตลาดโลก ส่วนด้านอุปทาน กลุ่มโอเปกพลัสพิจารณาปรับเพิ่มกำลังการผลิตในระยะสั้น เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่เวเนซุเอลามีแนวโน้มเร่งการส่งออกน้ำมันผ่านการใช้เรือบรรทุกขนาดใหญ่ และการทำธุรกรรมร่วมกับบริษัทพลังงานรายสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกในระยะต่อไป…ไทยออยล์...คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 70-80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล…ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 75-85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล…
** ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบในหลายพื้นที่นั้น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ชี้แจงว่า บริษัทได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงานทุกคน โดยได้อพยพพนักงานออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงแล้ว ตามมาตรการด้านความปลอดภัยของบริษัท และคำแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศ โดยบริษัทมีแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan- BCP) เพื่อรองรับการจัดการในภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ สำหรับพื้นที่ที่มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และประเทศโอมาน ในขณะนี้ยังคงดำเนินการตามปกติ...ด้านพลังงานในประเทศไทย บริษัทได้เตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายของกระทรวงพลังงานในการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยจะเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในระดับสูงสุด รวมถึงพิจารณาปรับแผนการซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ…
** ขณะเดียวกัน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น…สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ โดยเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ ตามลำดับ ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอตามที่กำหนด …นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ...
** สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ระบุถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ว่า แผน PDP ฉบับใหม่จะใช้ชื่อว่า “แผน PDP 2026” โดยขณะนี้ “คณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ” กำลังเร่งจัดทำแผน PDP 2026 ให้เสร็จก่อนจะมีรัฐบาลใหม่ เพื่อให้พร้อมเสนอแผน PDP ฉบับดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ในช่วงที่เข้ารับตำแหน่ง…อย่างไรก็ตามแผน PDP 2026 นี้ ได้จัดทำรายละเอียดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงจากอดีตมาก รวมทั้งสถานการณ์การใช้และผลิตไฟฟ้าก็เปลี่ยนแปลงไป โดยแผน PDP ฉบับนี้จะแตกต่างจากแผน PDP ที่ผ่านมา เพราะต้องคำนึงถึงการใช้ไฟฟ้าในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), ศูนย์ข้อมูล Data Center, รถไฟฟ้าความเร็วสูง, ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองภายในกิจการ หรือจำหน่ายตรงให้ลูกค้า โดยไม่ขายเข้าระบบของการไฟฟ้า หรือ IPS (Independent Power Supply) รวมถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี 2050 ด้วย…ทั้งนี้คาดว่าในส่วนของการจัดทำพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของแผน PDP 2026 ระหว่างปี 2569-2593 (ค.ศ. 2026-2050) จะเสร็จประมาณกลางเดือน มี.ค. 2569 จากนั้นจะเปิดรับฟังความเห็นประชาชน และเมื่อได้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศแล้ว จึงจะจัดทำแผนกำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ของประเทศ ที่ต้องคำนึงถึงประเภทเชื้อเพลิง ราคาค่าไฟฟ้า รวมถึงการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกินเป้าหมาย เป็นต้น…โดยคาดว่าแผน PDP ฉบับนี้จะจัดทำเสร็จประมาณเดือน พ.ค. 2569 และให้ “คณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ” พิจารณาอีกครั้ง จากนั้นจะนำแผน PDP ดังกล่าวมาเปิดรับฟังความเห็นประชาชน ก่อนที่จะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ และเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป...ส่วนการสำรองไฟฟ้าสำหรับแผน PDP 2026 นี้ จะใช้เกณฑ์ดัชนีความเชื่อถือได้ (Loss Off Load Expectation) หรือ LOLE ที่ยอมให้ไฟฟ้าดับได้ 0.7 วันต่อปี หรือไม่เกิน 24 ชั่วโมงต่อปี แต่จะมีการจัดทำตัวเลขไว้หลายระดับ เพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย พร้อมทั้งทำข้อมูลเปรียบเทียบกับกรณีการใช้ระบบปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศ (Reserve Margin) ด้วย...**
** กระบองเพชร**
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี