วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569
‘เต็นท์รถมือ2’ขาลง ยอดขายดิ่ง-ปิดกิจการเพียบ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารกรุงไทย (Krungthai COMPASS) เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ตลาดเต็นท์รถยนต์มือ 2 ไทย” สรุปว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดเต็นท์รถยนต์มือ 2 ต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ จนนำไปสู่การทยอยปิดกิจการเพิ่มมากขึ้น โดยปี 2566-68 ปิดกิจการหรือล้มละลายสูงถึง 1,009 ราย เพิ่มขึ้น 2.3 เท่าจากยอดสะสมช่วงปี 2561-65 แสดงให้เห็นความเปราะบางของตลาดในปัจจุบัน
แรงกดดันที่ธุรกิจเต็นท์รถต้องเผชิญ คือ ยอดขายรถยนต์มือ 2 ที่ลดลง จาก 4.06 แสนคันในปี 2566 มาอยู่ที่ 3.17 แสนคัน ในปี 2568 หรือลดลง -22% เทียบกับปี 2566 โดยสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ชี้ว่าสาเหตุที่ทำให้ยอดขายหดตัวเกิดขึ้นจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
นอกจากนี้ยังเผชิญปัญหาราคารถยนต์ที่ลดลง สะท้อนจากดัชนีราคารถยนต์มือ 2 โดยเฉลี่ยรอบ 3 ปีล่าสุดที่ลดลงถึง -25% เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2562-65 โดยมีสาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของรถยึด ทำให้จำนวนรถยนต์มือ 2 ในตลาดมีมากขึ้น และการแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ใหม่ป้ายแดงที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม BEV ที่ปรับราคาขายลง -11% ถึง -35% จากราคา ณ วันเปิดตัว ผลของการดัมพ์ราคารถยนต์ใหม่กดดันให้เต็นท์รถต้องปรับราคาขายบางรุ่นลงถึงกว่า 30-40% โดยราคารถยนต์มือ 2 ที่ปรับตัวลง กดดันให้ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 มีอัตรากำไรสุทธิที่บางลงอย่างชัดเจน จากปี 2562 ที่เคยอยู่ในระดับเกือบ 1% กลับปรับตัวลงมาอยู่ในระดับ 0.5-0.6% ในปี 2567-68
เมื่อพิจารณางบการเงินของธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 Krungthai COMPASS พบว่า ผู้ประกอบการที่สามารถขายรถได้เร็ว-ถือครองสต็อกสั้น มักจะมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนซึ่งนำไปสู่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่สูงกว่าเห็นได้ หากผู้ประกอบการมีระยะเวลาขายรถยนต์ที่นานขึ้นทุกๆ 30 วัน จะส่งผลให้ธุรกิจมี GPM ลดลงราว 2% แต่ในทางกลับกันหากสามารถปล่อยรถได้เร็วขึ้น ก็มีแนวโน้มที่ GPM จะสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ การถือครองรถยนต์เป็นระยะเวลานานยังทำให้เกิดต้นทุนแฝงเพิ่มเติม ทั้งต้นทุนซ่อมบำรุง ต้นทุนทางการเงินสำหรับการซื้อรถซึ่งล้วนทำให้เต็นท์รถมีต้นทุนสูงขึ้น
Krungthai COMPASS พบว่าธุรกิจเต็นท์รถยนต์ที่มี Performance โดดเด่นต่อเนื่องในรอบ 3 ปี (ปี 2565-67) จะมีระยะเวลาขายเฉลี่ย 95 วัน เร็วกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจอยู่ถึง 26 วัน ความแตกต่างดังกล่าวนำไปสู่ตัวชี้วัดอื่นๆที่โดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจ โดยกลุ่มเต็นท์รถที่ Performance ดีมี ROE เฉลี่ย 8.3% และ ICR เฉลี่ย 3.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจที่ 4.8% และ 1.9 เท่าอย่างมีนัย
Krungthai COMPASS คาดว่ามูลค่าธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 ในปี 2569 จะอยู่ในระดับ 32.6 พันล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ปี 2564-66 ราว -9% จากแรงกดดันด้านดีมานด์ และระดับราคารถยนต์มือ 2 ที่ยังมีอยู่ แนวทางที่ภาคธุรกิจใช้ในการรับมือกับความท้าทาย คือ “ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับดีมานด์ในตลาด” เพื่อช่วยให้ระบายสต็อกได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงด้านราคาขาย และลดต้นทุนแฝงที่เกี่ยวข้อง เช่น ต้นทุนซ่อมบำรุง ต้นทุนทางการเงินสำหรับการซื้อรถ และ “เพิ่มและต่อยอดโมเดลธุรกิจ” ทั้งการพัฒนาไปสู่โมเดลรับฝากขาย รวมถึงขยายช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการแบกรับสต็อกไว้เอง เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่กว้างขึ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี