วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
รบ.ส่งสัญญาณปรับราคา
ดีเซล-เบนซิน
หลังหมดโปรฯตรึง16มี.ค.
ต้องปล่อยตามกลไกตลาด
เร่งดึงน้ำมันรัสเซียมาช่วย
รัฐบาลส่งสัญญาณปรับราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน ตามกลไกตลาดหลังหมดโปรโมชันตรึงราคา 16 มีนาคม “พิพัฒน์” เดินหน้าต่อท่อสูบน้ำมันจากรัฐเซียเข้ามาเติม ยันไม่ขาดแคลน สามารถใชได้ถึง 98 วัน ส่วนพระราม2ถนนเส้นหลักล่องใต้ สะดุดหลายปั้มขึ้นป้าย”น้ำมันหมด” อ้างรอการขนส่ง
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียฐบาล มีการประชุม ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุม
โดยระบุถึงปัญหาน้ำมัน ว่า ในเรื่องค่าการกลั่นก่อนหน้าที่จะมีสงคราม ซึ่งอยู่ที่ 2 บาท แต่ปัจจุบันนี้ขยับไปถึง 6 บาท ซึ่งจะต้องขอให้ทางสมาคมโรงกลั่นกับอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานมาช่วยชี้แจงแทน นอกจากนี้ ขอยืนยันจากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในเรื่องของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเราจะต้องตรึงราคาไปจนถึงกระทั่งถึงวันที่ 16 มี.ค. หลังจากนั้นเราจะมีการประชุมหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า หลังจากครบกำหนด 15 วันแล้วราคามันดีเซลเราจะมีการขยับอย่างไร ซึ่งจะมีบทสรุป หลังจากมีการประชุมหารือเรียบร้อย
คาดปรับราคาหลัง16มีค.
เชื่อว่า ในวันที่ 16 มี.ค.ตน หรือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง อาจจะมาเป็นผู้แถลงให้ประชาชนได้รับทราบว่า หลังจากวันที่ 16 มี.ค.ราคาน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซลจะปรับอย่างไร โดยเฉพาะหน้าสถานีบริการเราจะปรับในลักษณะไหน ที่สำคัญ ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่เฉพาะหน้าสถานีบริการเพียงอย่างเดียว ยังมีน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ซึ่งโดยปกติภาคอุตสาหกรรมจะเป็นการซื้อในระบบขายส่งกับพ่อค้าคนกลาง (Jobber) หรือบริษัทแม่ของ Jobber มีบริษัทตัวแทน เช่น ปตท. บางจาก คาลเท็กซ์ ซึ่งใน 3 บริษัทนี้มี Jobber เป็นของตัวเอง มีบริษัทค้าส่งเป็นของตัวเอง ส่วนบริษัทที่นอกเหนือจากนี้อาจจะไม่มีบริษัทขายส่งเป็นตัวเอง แต่จะมีบริษัทขายปลีกหน้าสถานีบริการ เช่น บริษัทพีที บริษัทซัสโก้ หรืออาจจะบริษัทเชลล์ แต่ตนไม่แน่ใจว่า ปัจจุบันเชลล์มีการขายส่งหรือไม่
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนที่บริษัทที่เคยขายส่งก็จะต้องมาเจรจาว่า ลูกค้าของคุณที่เป็นภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมในที่นี้คือ อุตสาหกรรมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค อาจจะลงไปรวมถึงภาคการเกษตร ซึ่งในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พวกเราโดยเฉพาะตน นายเอกนิติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน คงจะต้องหารือกันว่า ในขั้นต่อไปเราจะเป็นอย่างไร ส่วนน้ำมันเบนซินขณะนี้อาจจะมีการปรับในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งก็ปรับไปตามสถานการณ์ของราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นตลอดเวลา
ต่อท่อน้ำมันเพิ่มจากรัสเซีย
อย่างไรก็แล้วแต่ ขอยืนยันว่า ขณะนี้เราสามารถหาน้ำมันดิบที่จะมาทำการกลั่น จากที่ตนเคยชี้แจงวันคือ 92 วัน ขณะนี้เราขยายเวลาออกไปเป็น 98 วัน รัฐบาลยังมีความมั่นใจ เพราะจากการยืนยันของกระทรวงพลังงาน ก็สามารถที่จะจัดหาน้ำมันดิบ ซึ่ง 50% เราต้องหาน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่น้ำมันดิบนอกอ่าวเราก็มีอีก 50% ก็พยายามที่จะขอเจรจาซื้อเพิ่มขึ้นในส่วนที่ขาดจากอ่าวเปอร์เซียแล้ว และเป็นข่าวดีเล็ก ๆ จากการประกาศของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ขณะนี้สหรัฐฯเลิกบอยคอตประเทศรัสเซียในการที่จะส่งน้ำมันดิบออกมาขายให้กับประเทศอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศหนึ่งที่เรากำลังจะไปเจรจา โดยกระทรวงพลังงานไปขอเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย
มีน้ำมันสำรองถึง98วัน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานพยายามที่จะจัดหาน้ำมันดิบเพื่อมาเพิ่มในส่วนที่ขาดของอ่าวเปอร์เซีย ฉะนั้น ขอยืนยันกับคนไทยทุกคน น้ำมันดิบ ณ ขณะนี้ เรายังมีสำรองไปได้อีก 98 วัน แต่หลังจากนี้ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ขณะนี้เราเติมไบโอดีเซล 7% หลังจากนี้เราอาจจะต้องขยายไปเป็น 10% และสุดท้ายอาจจะขยายไปถึง 20% คำว่า 20% ในตรงนี้ ซึ่งในอดีตเราเคยประกาศใช้ 20% สำหรับรถบรรทุกซึ่งสามารถใช้ได้ทุกยี่ห้อ แต่ B10 เชื่อว่ารถเล็กโดยเฉพาะรถปิกอัพเราสามารถใช้ได้ เพราะก่อนหน้านี้เราก็มีการใช้อยู่
เพราะฉะนั้น ขอให้สบายใจได้ว่า เรื่องของพลังงานเราน่าจะจัดหามาสำรองโดยไม่มีการขาดตลาดอย่างแน่นอน แต่ในเรื่องของกลไก เรื่องราคาเราคงจะต้องค่อย ๆ ทยอยปล่อยราคาไปตามกลไกของตลาดจากภาวะสงครามที่ราคาน้ำมันดิบ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 90 กว่าเหรียญ เกือบๆ 100 เหรียญ
ค่ากลั่นพุ่งตามกลไกลตลาด
ด้านนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลงว่า ในที่ประชุม ศบก. ได้หารือกับผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความผันผวนของราคาน้ำมัน และค่าการกลั่น โดยกระทรวงพลังงานตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบความผิดปกติของค่าการกลั่นที่สูงขึ้นในช่วงนี้ และการปรับขึ้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยโรงกลั่นหรือภาครัฐ แต่เป็นผลจากกลไกตลาด คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล แอลพีจี ที่อิงตามราคาตลาดภูมิภาค (ม็อบสิงคโปร์) หักลบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบที่เป็นไปตามกลไกการซื้อขายล่วงหน้า
นายสราวุธ กล่าวว่า ค่าการกลั่นที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานเป็นการสะท้อนสถานการณ์จริงในตลาด ที่มีทั้งช่วงบวกและติดลบ แต่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อนผลกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่นเสมอไป หากโรงกลั่นไม่มีประสิทธิภาพ แม้ค่าการกลั่นจะสูงก็อาจประสบภาวะขาดทุนได้
นอกจากนั้น กรณีที่ซื้อน้ำมันดิบมาในราคาสูง แต่เมื่อกลั่นเสร็จแล้ว ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกปรับตัวลดลง โรงกลั่นต้องแบกรับความเสี่ยงจากการขาดทุนเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ค่าการกลั่นที่สูงจะมีผลกระทบต่อภาคประชาชนอย่างไร นายสราวุธ กล่าวย้ำว่า ค่าการกลั่นเป็นเพียงดัชนีที่บอกส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละวันเท่านั้น ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อราคาที่ประชาชนต้องจ่ายหน้าปั๊ม ซึ่งราคาขายปลีกที่สถานีบริการจะอิงจากราคาหน้าโรงกลั่น เป็นราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปบวกภาษีและกองทุนต่างๆ ตามกลไกตลาดเสรี
บางช่วงเวลา เช่น สถานการณ์สงคราม อาจทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความตื่นตระหนกของตลาด แม้ต้นทุนน้ำมันดิบยังไม่ปรับขึ้นก็ตาม
สภาพัฒน์เข้าดูสถานการณ์
ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาน้ำมันในสัปดาห์หน้า รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงพลังงานร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจัดทำฉากทัศน์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนและนำเสนอต่อ ศบก. ต่อไป
เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย นายสราวุธ กล่าวว่า ในเชิงเทคนิคโรงกลั่นในประเทศไทยสามารถรองรับน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการประสานงานร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นและเทรดเดอร์ เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อ
เบื้องต้นจะอิงกับราคาน้ำมันดิบบรอนท์เป็นหลัก เพื่อเป็นทางเลือกในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานของประเทศ ในการจัดหาน้ำมันทดแทนจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง
โรงกลั่นย้ำความมั่นคง
วันเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (กลุ่มฯโรงกลั่นฯ) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยืนยันน้ำมันสำรองมีเพียงพอ พร้อมปรับแผนบริหารจัดการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
กลุ่มฯโรงกลั่นฯแจ้งว่าตามที่มีการนำเสนอข่าวและความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์”การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง” ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ในฐานะผู้ประกอบกิจการกลั่นและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลักของประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและตระหนักถึงความห่วงใยของภาคส่วนต่างๆ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้าง ความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความสับสนให้กับประชาชน ดังนี้
1. ปริมาณน้ำมันสำรองระดับประเทศมีเพียงพอรองรับการใช้งาน ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ในประเทศและระหว่างการขนส่ง ครอบคลุมการใช้งานภายในประเทศ สอดคล้องกับรอบการจัดหาและรอบการผลิตใหม่ ทำให้ระบบการผลิตและจัดส่งน้ำมันสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การดำเนินการเชิงรุกด้านการขนส่งทางเรือ แม้ว่าสถานการณ์โลกอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” (ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก) แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ดำเนินการเชิงรุกตามแผนสำรองใน การปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาไว้แล้ว โดยสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้ผ่านเส้นทางดังกล่าว เช่น ทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา เป็นต้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบการกลั่น
สร้างเสถียรภาพน้ำมัน
3. การจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวน แม้ตลาดพลังงานโลกจะมีความผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนด้านต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงเดินหน้าจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าและเดินเครื่องการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงรองรับความต้องการใช้ในประเทศเพียงพออย่างต่อเนื่อง
4. ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐ เพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ กลุ่มฯโรงกลั่นฯพร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน ให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมมีน้ำมันเชื้อเพลิงใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์
ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันในระบบที่สามารถรองรับการใช้งานได้ประมาณ 65 วัน และ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังมีการจัดซื้อน้ำมันดิบเพื่อนำมาผลิตต่อเนื่องอีกกว่า 30 วัน ส่งผลให้เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 95 วัน ทั้งนี้ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว
“สีหศักดิ์”หารือ รมต.อาเซียน
ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่สืบเนื่องจากการริเริ่มของฝ่ายไทย ที่เราเห็นว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมากๆ และมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น จึงมาร่วมประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน และดูว่าตรงไหนบ้างที่อาเซียนจะสามารถร่วมมือกันเพื่อบรรเทาผลกระทบ หรือให้อาเซียนอยู่ในสถานะที่จะรับมือความท้าทายต่างๆอย่างเข้มแข็งขึ้น โดยทุกคนเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้สืบเนื่องจากสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และก็มีการโต้ตอบโดยอิหร่าน และมีการโต้ตอบไปหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน
อาเซียนเป็นห่วงเพราะว่าขณะนี้ สงครามและการต่อสู้ยังคงรุนแรงอยู่ และไม่รู้ว่าจะยุติลงอย่างไร แต่แน่นอนในส่วนของอาเซียนนั้น เราก็ยืนยันข้อเรียกร้องที่เรามีไปแล้วในแถลงการณ์ ก่อนหน้านี้ในอาเซียน คือไทยเราอยากจะเห็นการแก้ไขโดยสันติวิธี ขอให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจาทางการทูต เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความสูญเสียอย่างมากมาย โดยเฉพาะประชาชน พลเรือน อาเซียนจึงมีต่อตะวันออกกลาง
กระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร
ถ้าถามว่าอาเซียนจะทำอะไรได้บ้าง แน่นอนผลกระทบก็มีหลายมิติหลายด้านด้วยกัน เช่น ผลกระทบในเรื่องของพลังงาน ราคาพลังงาน ความมั่นคงพลังงาน ผลกระทบที่จะตามมาถึงเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ อาจจะกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารด้วย
“ยืนยันว่าเป็นการประชุมที่อาเซียนอยากแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราจะต้องมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว อาเซียนจะต้องทำอย่างที่ผมได้กล่าวมา ต้องยกความร่วมมือของอาเซียนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน การสร้างความเข้มแข็งก็คือการพร้อมที่จะร่วมมือกันในยามวิกฤต เพื่อทำให้เห็นว่าอาเซียนมีศักยภาพที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ดังนั้น ผมคิดว่าการประชุมครั้งนี้ แม้ว่าอาจจะต้องมีการขยายผลต่อไป แต่โดยที่มีการประชุมวันนี้ ได้แสดงถึงการที่อาเซียนมีความพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย ที่สำคัญคือประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มเสนอการประชุมครั้งนี้” รมว.กต.กล่าว
ตรวจปั้มถนนพระราม2
นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยนายอำพร วายลม พลังงานจังหวัด, นายพงศ์สุธี สุขศิริ พาณิชย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันตามแนวถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลัก เพื่อตรวจสอบมาตรฐานหัวจ่ายและปริมาณน้ำมันคงคลัง
จากการตรวจสอบพบว่า สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งมีปริมาณน้ำมันสำรองค่อนข้างน้อย โดยบางปั๊ม ‘น้ำมันดีเซล’ และ ‘E20’ หมดเกลี้ยง ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เหลือในปริมาณจำกัด จนผู้ประกอบการต้องนำป้ายมาติดหน้าหัวจ่ายเพื่อแจ้งขออภัยในความไม่สะดวก นอกจากนี้บางแห่งยังต้องใช้วิธีจำกัดปริมาณการเติมไม่เกินคันละ 1,000 บาท เพื่อบริหารจัดการน้ำมันที่เหลือให้เพียงพอต่อผู้ใช้รถในวงกว้าง
ในส่วนของการเติมใส่แกลลอน ปั๊มน้ำมันจะพิจารณาเป็นรายกรณี โดยเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าประจำที่จำเป็นต้องใช้ในการเกษตร การก่อสร้าง และเรือประมง เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคการผลิต
อย่างไรก็ตาม ปลัดจังหวัดได้เน้นย้ำผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยต้องติดป้ายราคาชัดเจน , ห้ามกักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผล และหากพบการกระทำผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สต๊อกปุ๋ยกรุงเก่าเพียงพอ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ปุ๋ยเคมี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ คลังสินค้าของผู้จำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด และปุ๋ยไวกิ้ง ในพื้นที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นคลังเก็บปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่ของประเทศ เพื่อติดตามปริมาณสต็อกและสถานการณ์การกระจายสินค้าในช่วงฤดูเพาะปลูก
จากการตรวจสอบพบว่าคลังสินค้ายังคงมีปริมาณปุ๋ยเคมีจำนวนมาก โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 และผู้ประกอบการยังมีแผนนำเข้าสินค้าเพิ่มเติมเพื่อทยอยเติมสต็อกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณปุ๋ยในประเทศยังเพียงพอรองรับความต้องการใช้ของภาคเกษตร ทั้งในช่วงเตรียมเพาะปลูกและฤดูกาลผลิตถัดไป โดยกรมการค้าภายในขอให้เกษตรกรมั่นใจในสถานการณ์สินค้าและไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน
นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ประชุมหารือร่วมกับ 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจการเกษตร รวมถึงผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายปุ๋ยรายสำคัญ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการซัพพลายและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดโลก โดยได้รับการยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกปุ๋ยทั้งในโรงงานและคลังสินค้ายังมีเพียงพอ และการสั่งซื้อแม่ปุ๋ยยังดำเนินการได้ตามปกติ
เร่งน้ำเข้าปุ๋ยเพื่อเกษตรกร
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เร่งกระจายความเสี่ยงด้านการนำเข้า โดยขยายและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติมจากหลายประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ปัจจุบันมีการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศซาอุดีอาระเบียและมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประเทศมาเลเซียและบรูไนยังสามารถจัดส่งสินค้าได้ตามปกติ อีกทั้งประเทศไทยยังมีแหล่งนำเข้าจากหลายภูมิภาค เช่น โอมาน จีน รัสเซีย แคนาดา เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในยุโรปและอาเซียน ทำให้ระบบจัดหาปุ๋ยมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถทดแทนแหล่งนำเข้าได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ประสานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มอบหมายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก เร่งสำรวจและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมเพิ่มปริมาณนำเข้าจากมาเลเซียและบรูไน รวมถึงเร่งเจรจากับทางการจีนเพื่อผ่อนคลายมาตรการและเพิ่มปริมาณส่งออกปุ๋ยฟอสเฟตมายังไทย เพื่อให้การนำเข้าปุ๋ยดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง
ในด้านการดูแลราคา กรมการค้าภายในได้กำกับติดตามโครงสร้างราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายอย่างเข้มงวด หลังพบร้านค้าบางพื้นที่ปรับราคาสูงขึ้นกระสอบละ 50–100 บาท โดยผู้ผลิตยืนยันว่าสินค้าสต็อกเดิมยังจำหน่ายราคาเดิม พร้อมกำชับห้ามจำกัดการขาย ห้ามกักตุนสินค้า และห้ามขายพ่วงปุ๋ยโดยเด็ดขาด เพราะจะมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี