วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯได้เดินหน้าให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งเป็นสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทั้งดิน น้ำ อากาศ และภูมิปัญญาของชุมชน ทำให้มีความโดดเด่นทั้งด้านคุณภาพและเรื่องราวที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการสินค้า GI ให้สามารถขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับประเทศและนานาชาติ การเจรจาการค้า และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันสินค้า GI ไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 254 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.15 แสนล้านบาท
โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมฯได้ร่วมกับ นายอิทธิพงศ์ ตันมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายโชควัตร ภูรินทร์ณัฐภูมิ ประมงจังหวัดอุทัยธานี และนางสาวสิการย์ เฟื่องฟุ้ง พาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตสินค้า GI “ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี” ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลาแรดตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง ชูศักยภาพต่อยอดสร้างมูลค่าสินค้าในมิติต่างๆ พร้อมชื่นชมผู้ประกอบการรวมกลุ่มเข้มแข็ง สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้กรมฯได้ตรวจติดตามการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการรักษามาตรฐานของสินค้า โดย นางวันเพ็ญ นาทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลาแรดตำบลท่าซุง ได้นำคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจเยี่ยมกระบวนการเพาะเลี้ยงปลาแรดในกระชัง พร้อมอธิบายขั้นตอนการคัดเลือกพันธุ์ การเลี้ยง การให้อาหาร การควบคุมสภาพแวดล้อม การนำปลาไปจำหน่าย และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ออกสู่ตลาดมีคุณภาพตรงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้
โดยในอดีตชาวบ้านพึ่งพาการจับปลาในธรรมชาติ ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน จึงได้ปรับตัวมาเลี้ยงปลาในกระชังที่สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้มากขึ้น การมีระบบควบคุมดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับสินค้าให้สามารถเข้าสู่ตลาดระดับพรีเมียม ร้านอาหารคุณภาพ และช่องทางจำหน่ายสมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังมีการรวมกลุ่มและพัฒนาสินค้าร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุน วางแผนการผลิต และสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาดได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี โดยการทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายชนิด ภายใต้แบรนด์ “แรดตัวแม่” เช่น ปลาแรดแดดเดียว ปลาร้าด่วนจากปลาแรด แหนมปลาแรด ข้าวเกรียบปลาแรด เป็นต้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักสุขภาพ เช่น เจลาตินและคอลลาเจนจากปลาแรด เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ที่ดีให้กับสมาชิกของกลุ่ม อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของผู้คนในพื้นที่อีกด้วย
“การลงพื้นที่ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า GI ไทยที่สามารถพัฒนาได้ครบวงจร ตั้งแต่การรักษาคุณภาพตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น การสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่ตลาดสมัยใหม่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว”นางอรมน กล่าว
โดยกรมฯได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการเห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งกรมฯพร้อมส่งเสริมให้มีการตรวจประเมินคุณภาพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนแนวทางต่อยอดผลิตภัณฑ์ทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการขนส่ง และสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย การส่งเสริมการตลาดออนไลน์ การสร้างเรื่องราวสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า (Storytelling) ตลอดจนการผลักดันให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น งาน “GI Market” และเวทีการค้าระดับนานาชาติ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดให้กว้างขึ้น และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้“ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี” เป็นสินค้า GI หนึ่งเดียวของจังหวัดอุทัยธานี ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน โดยมีลักษณะเด่น คือ เกล็ดหนา เนื้อแน่นนุ่มเป็นเส้นใย มีรสหวาน และไม่มีกลิ่นโคลนหรือกลิ่นสาบ ซึ่งเป็นผลจากความเชื่อมโยงกับสภาพภูมิศาสตร์ของลุ่มน้ำสะแกกรังที่มีน้ำใสสะอาดไหลเวียนดี อุดมด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ ประกอบกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาในกระชังของชุมชนที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มีการให้อาหารเม็ดโปรตีนสลับกับผักผลไม้ต่างๆ และดูแลสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม จึงส่งผลให้ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี มีคุณภาพแตกต่างจากแหล่งอื่นอย่างชัดเจน และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตปลาแรดในพื้นที่กว่า 119 ราย ซึ่งล้วนมีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าและขอใช้ตรา GI อย่างถูกต้อง สามารสร้างปริมาณการผลิตรวมกว่า 940,000 กิโลกรัมต่อปี และหลังได้รับ GI ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 100-120 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมอยู่ที่ราคา 70 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ GI ในการยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี