533.jpg
คลังหั่นGDPโต1.6% ลุ้น‘ไทยช่วยไทยพลัส’ดันฟื้น

คลังหั่นGDPโต1.6% ลุ้น‘ไทยช่วยไทยพลัส’ดันฟื้น

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 ประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลดลงเหลือ 1.6% จากเดิมเดือนมกราคม 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2% สาเหตุหลักมาจากการได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

นายวินิจ กล่าวว่า แม้เผชิญกับความไม่แน่นอนสูง แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนจาก 4 เครื่องยนต์หลัก คือ 1.การส่งออก คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ขณะที่การนำเข้าคาดว่ามูลค่าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.9% สอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และผลิตเพื่อส่งออก


2.การบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.3% ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน ส่วนการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% เป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการเร่งรัดการลงทุนจริงต่อเนื่อง และปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

3.ภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

“ภาคการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ โดยรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจยังมีบทบาทสำคัญในการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยครึ่งปีแรกมียอดเบิกจ่ายสูงถึง 1.17 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 50% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ยังปรับเพิ่มงบลงทุนสำหรับปี 2569 อีกประมาณ 50,000 ล้านบาทด้วย” นายวินิจ กล่าว

4.เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.% ต่อปี ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.0% ของ GDP

อย่างไรก็ดี ต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1.ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2.ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3.สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง และ 4.ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังอยู่ในระดับสูง

“สศค. ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังห่างไกลจากภาวะเงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะงักงัน เนื่องจากตัวเลขลงทุนยังขยายตัว และ GDP ยังเป็นบวก ไม่ได้ติดลบ สศค. ยังประเมินผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยว่าหากกระตุ้นการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นทุกๆ 100,000 ล้านบาท จะดัน GDP ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 0.27% ขณะที่มาตรการกระตุ้นการบริโภค เช่น คนละครึ่งในอดีต มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังเร่งพิจารณารายละเอียดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะชัดเจนเร็วๆนี้” นายวินิจ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top