533.jpg
เจาะลึก‘สิทธิบัตร’ พลิกโอกาสไทยบนเวทีศก.สีเขียว

เจาะลึก‘สิทธิบัตร’ พลิกโอกาสไทยบนเวทีศก.สีเขียว

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

เจาะลึก‘สิทธิบัตร’ พลิกโอกาสไทยบนเวทีศก.สีเขียว

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2550-2569) จำนวน 793,093 กลุ่มสิทธิบัตร พบว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2563 เป็นผลจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก การลงทุนพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียวในหลายประเทศ ส่งผลให้จำนวนการยื่นจดสิทธิบัตรเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับโลก พบว่า จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนสิทธิบัตรสูงสุด 494,401 กลุ่มสิทธิบัตร มีบทบาทโดดเด่นทั้งด้านพลังงานสะอาดและวัสดุชีวภาพ ขณะที่ญี่ปุ่น 90,394 กลุ่มสิทธิบัตร , สหรัฐอเมริกา 58,403 กลุ่มสิทธิบัตร และเกาหลีใต้ 45,177 กลุ่มสิทธิบัตร มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนอินเดียเป็นประเทศที่น่าจับตามอง โดยเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน


นางอรมน กล่าวว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.เทคโนโลยีวัสดุหมุนเวียนทางชีวภาพ มี 75,362 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 48.8% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน 2.เทคโนโลยีพลังงานและการลดคาร์บอน มี 68,694 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 44.5% 3.เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน มี 5,762 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 3.7% และ 4.เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน มี 4,532 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 2.9%

เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านความยั่งยืนในไทยช่วง 5 ปี (2564-2568) พบว่า ประเทศไทยมีลักษณะเป็น “ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าการเป็นผู้นำในการสร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ จึงยังมีช่องว่างระหว่างผู้ยื่นชาวไทยและต่างชาติในตลาดสิทธิบัตรพอสมควร โดยคำขอสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 438 คำขอ (ไทย 54 คำขอ ต่างชาติ 384 คำขอ ส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรี่และระบบควบคุม) 2.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 161 คำขอ (ไทย 23 คำขอ ต่างชาติ 138 คำขอ) และ 3.กลุ่มเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ 46 คำขอ (ไทย 9 คำขอ ต่างชาติ 37 คำขอ)

ขณะที่คำขออนุสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 116 คำขอ (ไทย 108 คำขอ ต่างชาติ 8 คำขอ) 2.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานสะอาด 66 คำขอ (ไทย 63 คำขอ ต่างชาติ 3 คำขอ) และ 3.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ 18 คำขอ (ผู้ยื่นไทยทั้งหมด)

สำหรับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีความยั่งยืนในอนาคต คาดว่าจำนวนสิทธิบัตรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในปี 2573 ไทยจึงควรเร่งปรับตัวผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1.Invest Now ควรเร่งลงทุนในกลุ่มที่มีผลกระทบสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ เช่น AI สำหรับจัดการพืช , แบตเตอรี่ Solid-state และพลาสติกชีวภาพ PHA 2.Tropical Innovation สร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะสำหรับพืชเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง หรือยางพารา รวมถึงการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ทนความชื้นสูง ซึ่งเทคโนโลยีจากประเทศในเขตอบอุ่นมักไม่ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่เขตร้อน และ 3.AI as Infrastructure ทุกธุรกิจต้องตระหนักว่า AI, IoT และ Big Data คือแกนกลางร่วมของนวัตกรรมยุคใหม่ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม

“นวัตกรรมความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “เทคโนโลยีเดี่ยว” ไปสู่ “นวัตกรรมระดับระบบ” (System-level Innovation) และไทยยังมีโอกาสสำคัญในการเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมสำหรับเขตร้อน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับโลกในระยะยาว” นางอรมน กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top