537.jpg
หวั่นทุบอุตฯ‘กุ้ง’พัง ผู้เลี้ยงเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต3ข้อ

หวั่นทุบอุตฯ‘กุ้ง’พัง ผู้เลี้ยงเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต3ข้อ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.00 น.

หวั่นทุบอุตฯ‘กุ้ง’พัง ผู้เลี้ยงเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต3ข้อ

ที่กรมประมง วันที่ 4 มิถุนายน 2569 สมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย นำโดยนายครรชิต เหมะรักษ์ นายกสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย พร้อมตัวแทนจาก 20 จังหวัด เดินทางเข้าพบนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคากุ้งทะเลตกต่ำเป็นการเร่งด่วน


นายครรชิต กล่าวว่า ปีนี้ผู้เลี้ยงกุ้งเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จาก 3 ประเด็น คือ 1.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและส่งออกสินค้า ทำให้ราคากุ้งในประเทศลดลง 2.ไตรมาส2 ของทุกปี จะเป็นช่วงที่ราคากุ้งตกต่ำ จำเป็นต้องมีการบริหารเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา และ 3.ปัญหาการค้าชายแดน โดยเฉพาะบริเวณชายแดนกัมพูชา และมาเลเซีย ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร ขณะที่การชะลอนำเข้าจากบางประเทศเกิดขึ้นกะทันหัน ทำให้เกษตรกรไม่มีเวลาเตรียมตัวหรือปรับแผนการผลิต

ทั้งนี้ ต้องการให้กรมประมงเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผ่านกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งเพื่อความยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งเดินต่อไปได้ ขอให้เปิดประชุมไม่เกินวันที่ 10 มิถุนายน นี้ พร้อมขอให้รัฐบาลนำโครงการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ใช้งบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ดึงผลผลิตส่วนเกินออกจากระบบและกระจายสู่ผู้บริโภค ตั้งเป้าไว้ 10,000 ตันในเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน ในราคาที่จะชดเชยเพิ่มเติมให้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 20 บาทจากราคาอ้างอิง คาดว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้

ส่วนระยะยาว สมาคมต้องการให้คณะกรรมการกุ้ง (Shrimp Board) มีอำนาจตัดสินใจ มากกว่าเป็นเพียงอำนาจระดับกรมหรือกระทรวง แต่ควรมีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับ “คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ” เนื่องจากกุ้งเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่นเดียวกับข้าวและยางพารา จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารอย่างเป็นธรรม

สำหรับภาพรวมกำลังผลิตกุ้งไทยต่อปีอยู่ที่ 250,000 ตัน ตลาดหลักคือการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ปีละ 100,000 ตัน ส่วนสหรัฐอเมริกายังเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดปีละ 50,000 ตัน ปัญหาที่กำลังประสบอยู่ขณะนี้ คือ ผลผลิตส่วนเกิน 50,000 ตันที่เป็นปัจจัยสำคัญในการฉุดรั้งราคากุ้งทั้งระบบให้ตกต่ำ

ขณะที่นายยุทธนา รัตโน ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง กล่าวว่า ต้นทุนหลักของผู้เลี้ยงกุ้ง ประกอบด้วย ค่าอาหารสัตว์น้ำ ค่าพลังงาน ค่าลูกกุ้ง ค่าสารเคมี รวมถึงค่าแรงงาน โดยข้อมูลต้นทุนการผลิตที่กรมประมงร่วมกับเกษตรกรและสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออกจัดทำไว้ พบว่า กุ้งขนาด 100 ตัวต่อกิโลกรัม มีต้นทุนเฉลี่ย 119 บาทต่อกิโลกรัม ขนาด 80 ตัวต่อกิโลกรัม มีต้นทุน 123 บาท และขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม มีต้นทุน 135 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันราคากุ้งหน้าบ่ออยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ย 10-20% ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนต่อเนื่อง โดยมองว่าราคากุ้งที่เหมาะสมควรสูงกว่าต้นทุนอย่างน้อย 20% เพื่อให้เกษตรกรมีผลตอบแทนเพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงในการผลิต เช่น กุ้งขนาด 100 ตัวต่อกิโลกรัม ควรมีราคาประมาณ 125-130 บาทต่อกิโลกรัม จึงจะสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“ปัญหาราคากุ้งหน้าบ่ออยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุน มาจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง กลไกการตลาดที่ไม่เอื้อต่อผู้ผลิต และมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายผลผลิต และรายได้ของเกษตรกรโดยตรง หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เกษตรกรจำนวนมาก จะขาดสภาพคล่อง ต้องยกเลิกการผลิต และอาจจะลุกลามไปยังอุตสาหกรรมกุ้งทะเลไทยทั้งระบบ คาดว่าปีนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศจะขาดทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากราคากุ้งตั้งแต่ขนาด 55 ตัวถึง 100 ตัวต่อกิโลกรัม ล้วนอยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุนการผลิต” นายยุทธนา กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top