537.jpg
ใช้จ่ายช่วง บอลโลก คึก! คาด เงินสะพัด ทะลุ 6.8 หมื่นล้าน

ใช้จ่ายช่วง บอลโลก คึก! คาด เงินสะพัด ทะลุ 6.8 หมื่นล้าน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.09 น.

รศ.ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัยอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจ "พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วง FIFA World Cup 2026" จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 พบว่า มหกรรมลูกหนังระดับโลกที่กำลังจะเปิดฉากวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ณ สนามเอสตาดีโอ อัซเตกา เม็กซิโก ซิตี้ สร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าเงินสะพัดรวมจะอยู่ที่ประมาณ 68,635 ล้านบาท

ส่วนกรณีที่มีการถ่ายทอดสด แบ่งเป็นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 21,061 ล้านบาท และการใช้จ่ายนอกระบบในส่วนของพนันบอลอีก 47,574 ล้านบาท แต่ประเด็นเรื่อง "ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด" ที่ยังไม่ลงตัว กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะหากไม่มีการถ่ายทอดสด ตัวเลขจะร่วงลงเหลือเพียง 57,660 ล้านบาท หรือหดตัวถึง 34.2% เมื่อเทียบกับช่วงยูโร 2024 ส่วนต่างเกือบ 1.1 หมื่นล้านบาทที่อาจหายไปจากระบบเศรษฐกิจนี้ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดไม่ใช่แค่เรื่องความบันเทิง แต่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ


ทั้งนี้ แม้จะมีการถ่ายทอดสด เงินสะพัดรวมก็ยังลดลงจากยูโร 2024 ถึง 21.7% สาเหตุหลักเป็นเพราะเวลาแข่งขันตรงกับช่วงดึกถึงเช้าตามเวลาประเทศไทย ทำให้พฤติกรรมการรับชมและการใช้จ่ายถูกจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดจากข้อมูลช่วงเวลาที่คนพร้อมดูมากที่สุดในวันทำงาน คือ 23.00–00.00 น. อยู่ที่ราว 60-61% แต่พอเข้าสู่ช่วงตี 3 ถึงตี 4 ความเต็มใจดูลดลงเหลือเพียง 24-32% ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ตัวเลขดีขึ้นบ้าง โดยช่วง 05.00-06.30 น. มีผู้พร้อมดูถึง 63-68%

ขณะเดียวกันผลสำรวจยังชี้ว่าคนไทยให้ความสนใจฟุตบอลโลกครั้งนี้ค่อนข้างสูง โดยระดับ "มาก" ถึง "มากที่สุด" รวมกันถึง 48.5% ระดับ "ปานกลาง" อยู่ที่ 31.2% มีเพียง 12.8% ที่ไม่สนใจเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงแผนการติดตาม กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ 34.3% ระบุว่าจะดูเฉพาะทีมที่ชื่นชอบหรือแมตช์สำคัญเท่านั้น ส่วนคนที่ตั้งใจจะดูครบทั้ง 104 นัดมีเพียง 7.7% สอดคล้องกับรูปแบบการรับชมที่ 68.4% วางแผนดูสดเฉพาะนัดสำคัญแล้วดูย้อนหลังนัดอื่น อีก 19.5% จะดูย้อนหลังหรือไฮไลท์เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าเชียร์ทีมไหน "สเปน" ขึ้นแท่นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 15.8% ตามด้วยบราซิล 15.3% ฝรั่งเศส 14.9% เยอรมนี 13.2% และอังกฤษ 12.9% ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือเมื่อถามว่าทีมไหนจะได้แชมป์ สเปนยังคงครองตำแหน่งเต็งหนึ่งด้วยคะแนนทิ้งห่าง 19.7% ตามด้วยฝรั่งเศส 17.5% อังกฤษ 16.9% เยอรมนี 14.7% และโปรตุเกส 13.4% สะท้อนว่าแฟนบอลไทยมองสเปนในฐานะแชมป์โลกคนปัจจุบันว่ายังคงแกร่งที่สุด

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าจับตาอีกประการคือการเปลี่ยนผ่านของสื่อ โดย "โทรศัพท์มือถือ" กลายเป็นอุปกรณ์ที่คนนิยมใช้รับชมมากที่สุดถึง 37.5% แซงหน้าโทรทัศน์ในบ้านที่ได้ 34.2% ขณะที่ช่องทางการรับชมก็แข่งกันสูสี ฟรีทีวีนำเล็กน้อยที่ 32.8% แต่โซเชียลมีเดียตามมาติดๆ ที่ 32.6% เคเบิลทีวี/ดาวเทียม 25.9% และแพลตฟอร์มสตรีมมิง 8.6% ข้อมูลนี้ส่งสัญญาณถึงผู้ถือลิขสิทธิ์และแบรนด์สปอนเซอร์ว่ากลยุทธ์การเข้าถึงผู้ชมต้องเป็นแบบมัลติแพลตฟอร์ม ไม่สามารถพึ่งพาทีวีเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

ด้านพฤติกรรมการรับชม คนไทยยังคงเน้นความเป็นหมู่คณะ โดย 50.5% วางแผนดูกับกลุ่มเพื่อน 19.3% ดูกับครอบครัว มีเพียง 16.6% ที่ดูคนเดียว สถานที่รับชมยอดนิยมอันดับ 1 คือบ้านที่ 47.2% ตามด้วยร้านอาหาร 19.0% ลานจัดกิจกรรมของห้าง 14.8% และสถานบันเทิง 8.7% เมื่อเทียบกับบอลโลก 2022 ที่เวลาแข่งขันเป็นมิตรกว่าเพราะจัดที่กาตาร์ สัดส่วนการดูที่บ้านเพิ่มขึ้นจาก 34.6% เป็น 47.2% ขณะที่การไปดูที่ลานกิจกรรมและสถานบันเทิงลดลง สะท้อนว่าเวลาแข่งขันที่ดึกทำให้คนเลือกดูที่บ้านมากกว่าออกไปสังสรรค์นอกบ้าน

เมื่อดูรายการใช้จ่าย "ค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้าน" เป็นรายจ่ายอันดับ 1 โดย 63.8% ของผู้ติดตามระบุว่าจะมีค่าใช้จ่ายในหมวดนี้เฉลี่ยคนละ 3,819 บาทตลอดทัวร์นาเมนต์ รองลงมาคือค่าอาหารและเครื่องดื่มที่บ้านเฉลี่ย 2,718 บาท ค่าสินค้าและของที่ระลึกเกี่ยวกับบอลโลก 1,626 บาท และค่าสมัครแพ็กเกจสตรีมมิง 732 บาท ส่วนกลุ่มที่ตั้งใจเดินทางไปดูถึงสนามจริงมีสัดส่วน 8.6% ด้วยงบเฉลี่ยสูงถึง 150,000 บาท ภาพรวมพบว่า 54.8% ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยแหล่งเงินหลักมาจากเงินเดือนและรายได้ปกติ 58.8% เงินออม 33.3% ที่เหลือมาจากผู้ปกครอง โบนัส และการกู้ยืม

ประเด็นที่สร้างความกังวลไม่น้อยคือเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ซึ่ง 45.9% ของผู้ตอบยังไม่ทราบว่าประเทศไทยยังไม่มีผู้ถือลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ขณะที่ 47.1% ยังคาดหวังว่าจะได้ดูฟรีผ่านฟรีทีวี เมื่อถามว่าหากต้องจ่ายเงินสมัครแพ็กเกจ 68.6% ไม่ยินดีจ่าย มีเพียง 31.4% ที่ยอมควักกระเป๋า โดยราคาที่เต็มใจจ่ายมากที่สุดตลอดการแข่งขันคือ 300–499 บาท (32.0%) หากไม่มีช่องทางดูฟรี คนส่วนใหญ่ 31.6% จะไปดูที่ร้านอาหารหรือสถานบันเทิงที่มีสัญญาณ 25.6% จะหาลิงก์สตรีมออนไลน์ที่ไม่เป็นทางการ 21.8% จะดูเฉพาะไฮไลต์ และ 19.2% จะยอมสมัครแพ็กเกจสตรีมมิง ขณะที่ประชาชนสนับสนุนอย่างท่วมท้นถึง 84.7% ให้รัฐบาลช่วยออกค่าลิขสิทธิ์เพื่อให้ประชาชนได้ดูฟรี

ในเรื่องการพนันฟุตบอล ผลสำรวจพบว่า 37.7% วางแผนจะเล่นพนัน โดย 28.0% เล่นเฉพาะทีมที่ชอบ 6.6% เล่นบางนัด และ 3.1% เล่นทุกนัด ใช้รูปแบบเงินสด 50.7% เดิมพันด้วยอาหาร 24.6% และสิ่งของ 23.8% เงินเดิมพันเฉลี่ยต่อนัดอยู่ที่ 1,109 บาท ส่วนเงินเดิมพันรวมตลอดทัวร์นาเมนต์เฉลี่ยอยู่ที่ 19,933 บาท ที่น่าสังเกตคือสัดส่วนผู้เล่นพนันโดยรวมลดลงเหลือ 47.7% จากที่เคยพุ่งสูงสุดถึง 80.4% ในบอลโลก 2018 แม้จะยังเป็นตัวเลขที่สูง แต่แนวโน้มขาลงสะท้อนว่าปัจจัยเรื่องเวลาการแข่งขันและสภาพเศรษฐกิจมีผลกดดัน อย่างไรก็ตาม 72.1% ของผู้ตอบยังมองว่าการเข้าถึงการพนันฟุตบอลในปัจจุบัน "ง่าย" หรือ "ง่ายขึ้น" โดยเฉพาะผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันออนไลน์ที่รวมกันแล้วสูงถึง 37%

ด้านผลกระทบทางสังคม ประชาชนมองเห็นทั้งสองด้านอย่างชัดเจน ในด้านบวก 45.7% เห็นว่าบอลโลกช่วยกระตุ้นให้เยาวชนสนใจกีฬามากขึ้น 43.9% มองว่าช่วยลดความเครียด และอีก 43.9% คาดว่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น แต่ในด้านลบ ความกังวลอันดับ 1 คือ "ก่อให้เกิดหนี้สินเพิ่มขึ้น" ที่ 71.0% มองว่ามีผลกระทบมาก ตามด้วยอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 65.2% ประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนลดลง 63.0% การหยุดงานมากขึ้น 62.9% และอุบัติเหตุจากการพักผ่อนน้อย 61.9%

สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่ พบว่า 70.2% ได้รับสิทธิ์แบบประชาชนทั่วไป 20.6% ได้รับตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดย 85.2% ตั้งใจจะใช้สิทธิ์จนหมด และ 66.7% วางแผนนำเงินจากโครงการมาใช้จ่ายในช่วงบอลโลกไม่มากก็น้อย โดย 41.2% มองว่าโครงการช่วยลดค่าครองชีพได้ในระดับ "มาก" ถึง "มากที่สุด" ขณะที่ 48.0% มองว่าช่วยได้ "ปานกลาง" อย่างไรก็ตาม 51.5% ระบุว่าแม้ไม่มีโครงการก็จะใช้จ่ายเท่าเดิมอยู่แล้ว แสดงว่าโครงการช่วยเสริมกำลังซื้อบางส่วน แต่ไม่ได้เป็นตัวแปรหลักที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนอย่างมีนัยสำคัญ

โดยสรุป ฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดร่วมกัน 3 ประเทศคือสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ถือเป็นมหกรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งจำนวนทีมที่เพิ่มจาก 32 เป็น 48 ทีม จำนวนแมตช์ที่เพิ่มจาก 64 เป็น 104 นัด และระยะเวลาแข่งขันยาวนานถึง 39 วัน แต่สำหรับประเทศไทย ตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลนี้ไม่ใช่เรื่องกีฬาบนสนาม หากแต่เป็นเรื่อง "ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด" ที่จะกำหนดว่าเงินสะพัดจะอยู่ที่ระดับ 6.8 หมื่นล้าน หรือหดตัวลงไปเหลือ 5.7 หมื่นล้านบาท ในวันที่เศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้นทุกทาง คำตอบของสมการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคอบอล แต่เป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ

- 030 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top