537.jpg
ร้านอาหาร VAT ยอดดิ่ง 50% —

ร้านอาหาร VAT ยอดดิ่ง 50% — "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่รัฐต้องเร่งแก้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.16 น.

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index: RSI) ประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งจัดทำร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าตัวเลขปรับลดลงต่อเนื่องในทุกองค์ประกอบ ทุกประเภทร้านค้า ไม่มีข้อยกเว้น ภาพรวมชัดเจนว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคไทยยังคงอ่อนแรง ขณะที่ต้นทุนทั้งค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบพุ่งขึ้นไม่หยุด โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่แบกรับต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นราว 15–20% จนผู้ประกอบการส่วนใหญ่เตรียมทยอยปรับราคาสินค้าขึ้นไม่เกิน 5% ในหลายหมวดหมู่ สะท้อนภาวะที่เรียกว่า "Cost-Push Inflation" — ของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่อำนาจซื้อของคนไทยกลับลดลง


สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ดัชนีเดือนล่าสุดจะร่วง แต่ความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้าระหว่างกรกฎาคม–กันยายน กลับดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 50 จุดอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างมุมมองเชิงบวกกับเชิงลบ แรงหนุนหลักมาจากความหวังที่ผู้ประกอบการมีต่อโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ว่าจะช่วยประคองกำลังซื้อและบรรเทาค่าครองชีพได้ในระยะสั้น ทว่าเบื้องหลังตัวเลขที่ดูสดใสนี้ ยังซ่อนความกังวลลึก ๆ ว่าเมื่อโครงการสิ้นสุดลง ทุกอย่างอาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้งเหมือนเดิมแต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่เร่งด่วนกว่านั้น คือ "จุดบอด" ของมาตรการที่กำลังสร้างรอยร้าวในภาคค้าปลีก ณัฐ อธิบายว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนนับตั้งแต่โครงการเริ่มต้น คนมุ่งใช้สิทธิ์กับร้านค้ารายย่อยและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการเป็นหลัก เม็ดเงินจึง "กระจุกตัว" อยู่ในกลุ่มร้านที่ได้รับสิทธิ์ ขณะที่ร้านค้าและร้านอาหารขนาดกลางที่อยู่ในระบบภาษี รวมถึงร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างทั่วถึง ทั้งที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ — โดยเฉพาะรายที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีและจด VAT อย่างถูกต้อง — ล้วนเป็นกลไกสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งในแง่การจัดเก็บรายได้ภาครัฐ การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทาน กลายเป็นว่าคนที่ทำถูกกฎหมายกลับเจ็บตัวหนักที่สุด



สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงเสนอแนวทางปรับปรุงโครงการในเฟสถัดไปผ่านแนวคิด "ขยาย-สร้าง-รักษา" ประการแรกคือ "ขยาย" สิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ เปิดให้ร้านค้าทุกขนาดรวมถึงร้านที่จดทะเบียนภาษีถูกต้องสามารถรับสิทธิ์ได้ เพื่อกระจายเม็ดเงินให้หมุนเวียนในทุกระดับของห่วงโซ่อุปทาน ไม่กระจุกอยู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะร้านค้าโมเดิร์นเทรดที่มีสินค้าจำนวนมากมาจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย การเปิดให้เข้าร่วมจึงไม่ใช่การช่วยทุนใหญ่ แต่เป็นการส่งต่อเม็ดเงินไปถึงผู้ผลิตรายย่อยอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ยังเสนอให้เชื่อมโยงมาตรการกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ใช้จ่ายในโมเดิร์นเทรดได้ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาประหยัดได้หลากหลายขึ้น


ประการที่สองคือ "สร้าง" แรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี หากมาตรการของรัฐถูกออกแบบให้ร้านค้าในระบบภาษีได้รับประโยชน์ด้วย จะส่งสัญญาณเชิงบวกที่ทำให้ร้านค้าขนาดเล็กเห็นคุณค่าของการเข้าระบบอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในยุคที่ภาครัฐกำลังส่งเสริมให้ร้านค้าขนาดเล็กนำเทคโนโลยีและระบบ AI มาช่วยบริหารจัดการ ซึ่งจะทำให้ร้านเล็ก ๆ ยินดีเติบโตและก้าวเข้าสู่ระบบภาษีด้วยตัวเอง แทนที่จะหลีกเลี่ยงและประการสุดท้ายคือ "รักษา" สมดุลของการจ้างงาน เพราะธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่คือกลุ่มที่มีลูกจ้างรวมกันเป็นจำนวนมาก การปล่อยให้กลุ่มนี้ซบเซาโดยไม่ได้รับการเยียวยาอาจนำไปสู่การเลิกจ้างในวงกว้าง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วให้หนักขึ้นไปอีก


"เราเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลขยายขอบเขตการช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการในระบบภาษี จะเป็นการประคองทั้งธุรกิจฐานรากและธุรกิจที่ขับเคลื่อนโครงสร้างภาษีของประเทศให้รอดพ้นจากภาวะซบเซาไปด้วยกัน" นายณัฐ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่าสมาคมฯ พร้อมร่วมมือกับรัฐบาลและทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับ และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

-032

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top