542.jpg
สมาคมเหล็กฯหนุน รมว.อุตสาหกรรม แบนเตาหลอม IF จี้เบรก ร่าง มอก.ใหม่

สมาคมเหล็กฯหนุน รมว.อุตสาหกรรม แบนเตาหลอม IF จี้เบรก ร่าง มอก.ใหม่

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.40 น.

สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน แถลงจุดยืนหนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมยกเลิกเตาหลอมกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง คัดค้าน ร่าง มอก. ฉบับใหม่ที่อาจเปิดช่องโหว่เอื้อประโยชน์กลุ่มทุน ชี้ใช้เศษเหล็กปนเปื้อนแต่ไร้ระบบปรุงน้ำเหล็ก ทำลายโครงสร้างไทย เสี่ยงตึกถล่ม-หักเปราะกะทันหันในระยะยาว เผยผลวิจัยอาเซียนเหล็กจากเตา IF ตกมาตรฐานพุ่งร้อยละ 67

แถลงการณ์ร่วมสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน เรื่อง หลักการควบคุมกระบวนการทางโลหะวิทยาในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง เพื่อความปลอดภัยสาธารณะอย่างยั่งยืน


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยนโยบายเชิงรุกและแสดงวิสัยทัศน์เด็ดขาดในการเตรียมพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอมด้วยกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (Induction Furnace: IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง เนื่องจากข้อถกเถียงด้านความปลอดภัยและคุณภาพ โดยมุ่งผลักดันให้ปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเตาอาร์กไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) และกระบวนการปรุงน้ำเหล็กขั้นที่สอง (Refining Process) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนและสอดรับกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากลนั้น

สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน ในฐานะผู้แทนภาคอุตสาหกรรม ขอแถลงจุดยืนสนับสนุน ยืนยันข้อมูลทางวิชาการบริสุทธิ์เพื่อชี้แจงข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน และแสดงความกังวลเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน ดังนี้

1. ให้กำลังใจภาครัฐ ร่วมแก้ไข “10 ปีที่สูญหาย...ยังไม่สายเกินไปที่จะก้าวผ่าน”

ทางสมาคมฯ ขอขอบพระคุณและขอให้กำลังใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นอย่างยิ่ง ที่เล็งเห็นภัยเงียบและตระหนักถึงความปลอดภัยเชิงโครงสร้างของประเทศ นโยบายเชิงรุกในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะอุดช่องโหว่ความเสี่ยงในอุตสาหกรรมเหล็กเส้นไทย

ในความเป็นจริง ปัญหากระบวนการหลอมระบบ IF ที่ขาดมาตรฐานการปรุงน้ำเหล็กบริสุทธิ์ ได้สร้างความเสี่ยงสะสมในโครงสร้างสิ่งก่อสร้างของไทยมานานนับ 10 ปี ทางสมาคมฯ จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ต้องเข้ามาขับเคลื่อนแก้ไขในทันที แม้จะปล่อยให้ความเสี่ยงนี้ล่วงเลยมานานนับทศวรรษ แต่หากทุกภาคส่วนจับมือร่วมกันปฏิรูปในปัจจุบัน "ก็ยังไม่สายเกินไป" ที่จะปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

2. ข้อกังวลเชิงนโยบาย คัดค้านการเร่งรัดผ่าน “ร่าง มอก. เอื้อประโยชน์เตา IF”

ทางสมาคมฯ และภาคีเครือข่ายวิศวกรมีความกังวลอย่างยิ่ง ต่อสัญญาณความเคลื่อนไหวที่มีความพยายามผลักดันและเร่งรัดให้มีการอนุมัติผ่านร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ร่าง มอก. เหล็กเส้นก่อสร้าง ฉบับใหม่) ที่ยังคงเปิดช่องและเอื้อให้ใช้เทคโนโลยีจากเตา IF ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างต่อไป

สมาคมฯ ขอเน้นย้ำว่า หากภาครัฐปล่อยให้ร่าง มอก. ฉบับดังกล่าวประกาศใช้ จะถือเป็นการแช่แข็งอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้ล้าหลัง ทำลายเจตนารมณ์นโยบายความปลอดภัยเชิงรุกของท่านรัฐมนตรีฯ และเป็นการส่งต่อความเสี่ยงภัยพิบัติทางโครงสร้างอาคารไปให้ประชาชนไทยแบกรับอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

3. ชี้แจงข้อเท็จจริงทางวิชาการและโลหะวิทยา

เพื่อไม่ให้หน่วยงานภาครัฐและสังคมสับสนต่อทัศนะเชิงเทคนิคบางประการที่คลาดเคลื่อน สมาคมฯ ขอชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ดังนี้:

ประเด็นข้ออ้างว่า "มอก. ปัจจุบันไม่ได้บังคับให้ต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF)"

ข้อเท็จจริง (ถูกต้องตามกฎหมาย): เป็นการหาช่องว่างทางภาษาเพื่อปกปิดข้อจำกัดของเทคโนโลยี เนื่องจากใน มอก. 20-2559 (เหล็กเส้นกลม) และ มอก. 24-2559 (เหล็กข้ออ้อย) ฉบับปัจจุบัน มีบทบัญญัติเชิงบังคับกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “จะต้องมีกระบวนการทำน้ำเหล็กบริสุทธิ์ (Refining Process) อย่างเหมาะสม เช่น การมีเตาปรุง หรือ การลด P (ฟอสฟอรัส) และ ลด S (ซัลเฟอร์) การปรับแต่งส่วนประกอบทางเคมี และขจัดสารฝังใน (Inclusion) ได้อย่างเหมาะสม” ในโลกโลหะวิทยาจริง "ไม่มีกระบวนการใดสกัดสารมลทินและชั้นตะกรันให้บริสุทธิ์ได้ หากไม่มีขั้นตอนการปรุงน้ำเหล็กขั้นที่สอง" การปฏิเสธความจำเป็นของกระบวนการทำน้ำเหล็กบริสุทธิ์ จึงขัดต่อเกณฑ์ มอก. ปัจจุบันโดยสิ้นเชิง

ประเด็นข้ออ้างว่า "เตา IF ทันสมัย นำไปใช้ผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless) หรือเหล็กพิเศษเกรดสูงได้"

ข้อเท็จจริง (มิติทางวัตถุดิบ): เป็นการหยิบยกบริบทมาอ้างอิงอย่างคลาดเคลื่อน เตา IF ใช้หลอมเหล็กสแตนเลสเกรดสูงได้เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านั้นใช้ "วัตถุดิบบริสุทธิ์คัดเกรดพิเศษ (Virgin Materials) ตั้งแต่ต้นทาง" เตาจึงทำหน้าที่เพียงแค่ "หลอมให้ละลาย" แต่บริบทของอุตสาหกรรมเหล็กเส้นไทยคือการรีไซเคิล "เศษเหล็กชุมชนปนเปื้อนสูง" (เศษตัวถังรถยนต์, สังกะสี, ตะปู) การผลิตด้วยเตา IF เพียงขั้นตอนเดียว ขาดขีดความสามารถทางเคมีและกลไกในการแยกตะกรันออกจากน้ำเหล็กอย่างมีประสิทธิภาพ สารมลทินทั้งหมดจึงฝังแน่นอยู่ในเนื้อเหล็กเส้นกลายเป็นจุดบกพร่องถาวร และเป็นเหตุให้เหล็ก ที่ผลิตจาก IF ด้อยคุณภาพ

4. มิติการควบคุมกระบวนการ (Process Control) สำคัญกว่าการตรวจผลลัพธ์สุดท้าย

ในอุตสาหกรรมมีความเห็นบางประการที่ระบุว่า คุณภาพควรประเมินจากผลทดสอบทางกล (Mechanical Properties) บนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หรืออ้างอิงประวัติการขายเพื่อทำสิ่งปลูกสร้างในอดีต อย่างไรก็ดี ในทางวิศวกรรมวัสดุและการควบคุมสายการผลิตขนานใหญ่ (Mass Production) มีข้อเท็จจริงที่สำคัญ ดังนี้

 

  • ภัยเงียบทางโลหะวิทยาและข้ออ้างในอดีต: การที่สิ่งปลูกสร้างในอดีตยังไม่แสดงอาการบกพร่อง ไม่ได้เป็นสิ่งค้ำประกันความปลอดภัย 100% ในระยะยาว เนื่องจากสารมลทินและฟองอากาศที่ซ่อนเร้นในเหล็กระบบ IF จะไม่แสดงอาการเมื่อทดสอบแรงดึงระยะสั้น แต่เมื่อโครงสร้างต้องรับน้ำหนักและแรงเค้นสะสมต่อเนื่องข้ามทศวรรษ สารฝังในเหล่านี้จะเหนี่ยวนำให้เกิด "สภาวะล้า (Fatigue)" และเสี่ยงต่อ "การหักเปราะอย่างกะทันหัน (Brittle Failure)" เมื่อเผชิญแรงสั่นสะเทือน
  • หลักฐานเชิงประจักษ์ระดับภูมิภาค (South East Asean Iron and Steel Institute (SEAISI) 2025): งานวิจัยโดย รศ.ดร. นูรูลอัคมัล โมฮัมหมัด ชาริฟ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย พบว่าเหล็กเส้นจากกระบวนการ IF มีอัตราชิ้นงานแตกหักระหว่างทดสอบแรงกระแทก (Impact Test) สูงถึงร้อยละ 67 และส่วนผสมเคมีไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเหล็กมาเลเซีย (MS 146:2014) ถึงร้อยละ 12.5 ขณะที่ระบบ EAF และ BOF ผ่านเกณฑ์สมบูรณ์ 100%
  • แนวทางมาตรฐานสากลและกรณีศึกษาต่างประเทศ
    • ประเทศญี่ปุ่น: : ไม่ปรากฏการใช้เทคโนโลยี IF ในการผลิตเหล็กเส้นโครงสร้าง
  • สาธารณรัฐประชาชนจีน: ประกาศยกเลิกและห้ามใช้เทคโนโลยี IF ในการผลิตเหล็กเส้นสำหรับงานก่อสร้างอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 (2018)  และ สำนักข่าวต่างประเทศและองค์กรสากลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าทั่วโลก ต่างรายงานไปในทิศทางเดียวกันชี้ชัดว่า แนวนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมที่มีการประกาศควบคุมและยุติการใช้เทคโนโลยีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ในสายการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างอย่างเด็ดขาดนั้น เป็นการขับเคลื่อนบนเกณฑ์มาตรฐานร่วม 3 มิติหลัก คือ 'คุณภาพทางโลหะวิทยา ความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม'

5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสกัดกั้นช่องโหว่ทางกฎหมาย

เพื่อตัดวงจรข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและการหลบเลี่ยงเกณฑ์ความปลอดภัย สมาคมฯ ขอเสนอมาตรการเชิงระบบต่อหน่วยงานผู้ออกกฎหมาย ดังนี้

  1. มาตรการจำกัดพื้นที่การใช้งานตามขีดจำกัดจริง ห้ามใช้เหล็กเส้นจากเตา IF ที่ไม่มีระบบปรุงน้ำเหล็ก (LF) ในการก่อสร้างอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ และโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ โดยต้องจำกัดให้ผลิตได้เพียง "เหล็กเส้นกลม ชั้นคุณภาพ SR24 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 15 มิลลิเมตร เท่านั้น" (เพื่อใช้เฉพาะในงานโครงสร้างขนาดเล็กที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรับแรงดึงสูง)
  2. มาตรการบังคับใช้เทคโนโลยีเตาปรุงเหล็ก (Ladle Furnace): กำหนดให้สายการผลิตเหล็กเส้นโครงสร้างทุกโรงงานในประเทศ ต้องติดตั้งเครื่องจักรเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace) เป็นเครื่องจักรภาคบังคับในการขออนุญาตตั้งโรงงานหรือต่ออายุใบอนุญาตโรงงาน เพื่อระบบการผลิตที่ได้คุณภาพสม่ำเสมอและโปร่งใสที่สุด

สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน ขอยืนยันว่าการตั้งหลักเกณฑ์นี้ตั้งอยู่บนหลักวิศวกรรมควบคุมเพื่อ "การเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกวัตถุประสงค์" การปล่อยให้นำเศษเหล็กสกปรกมาหลอมผ่านเตาที่ไม่มีระบบปรุงน้ำเหล็กบริสุทธิ์เพื่อทำเหล็กเส้นก่อสร้างอาคาร คือความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สมาคมฯ ขอคัดค้านร่าง มอก. เหล็กเส้นก่อสร้างที่เปิดช่องให้เตา IF อย่างถึงที่สุด และพร้อมยืนหยัดเคียงข้างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในการปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลอย่างแท้จริง

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top