542.jpg
‘ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ’เดือนพ.ค.ลดต่อเนื่อง ‘ส.อ.ท.’ชงรัฐบาล 3 ข้อ

‘ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ’เดือนพ.ค.ลดต่อเนื่อง ‘ส.อ.ท.’ชงรัฐบาล 3 ข้อ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.54 น.

‘ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ’เดือนพ.ค.ลดต่อเนื่อง ‘ส.อ.ท.’ชงรัฐบาล 3 ข้อ

17 มิถุนายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 84.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 85.3 ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งการปรับลดลงของดัชนีฯ มีปัจจัยกดดันจากภาคการผลิตที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของภาคการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์  นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ


ขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร และภาคการผลิต ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลงหรือเกิดความล่าช้าในกระบวนการผลิต อีกทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทาและปุ๋ยเคมี ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท อาทิ พลาสติก บรรจุภัณฑ์ ปิโตรเคมี และเกษตรแปรรูป ขณะที่ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง ยังเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนด้านการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม 2569 ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับปัจจัยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ส่งผลดีต่อการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า และเซมิคอนดักเตอร์

ขณะเดียวกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง อาทิ แผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐยังมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการผ่อนผันหลักเกณฑ์การคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า K) เป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นแก่ผู้รับเหมาภาครัฐ รวมถึงมาตรการขยายระยะเวลาผ่อนคลายเกณฑ์อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value Ratio: LTV) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และช่วยกระตุ้นความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในประเทศ

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า จากผลสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,347 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 75.7% และการเข้าถึงสินเชื่อ 34.3% ขณะที่ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ ราคาพลังงาน 75.5% เศรษฐกิจโลก 75.7% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 41.0% นโยบายภาครัฐ 37.8% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 32.9%

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 91.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.8 ในเดือนเมษายน 2569 โดยมีแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีการยุติการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3-4% จากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่ทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีก 200,000 ล้านบาท สำหรับการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ประมาณ 0.6-0.8% และมีส่วนช่วยประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคการผลิตในระยะต่อไป

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ผู้ประกอบการมีขอเสนอแนะต่อภาครัฐดังนี้  1. เสนอให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการอุดหนุนน้ำมันแก่ภาคขนส่งแบบมุ่งเป้า เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน ลดภาระต้นทุนของภาคการผลิต รวมทั้งช่วยชะลออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน

2. เสนอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ผ่านกลไก Supply Chain Financing ในโครงการ PromptBIZ ควบคู่กับการออกมาตรการจูงใจบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน

3. เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการนำเทคโนโลยี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก Small Modular Reactor (SMR) มาใช้เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกของประเทศไทยในระยะยาว เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top