Logo วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
542.jpg
หน้าแรก / โลกธุรกิจ
เปิดวิวัฒนาการซูเปอร์เอสยูวีลัมโบร์กินี

เปิดวิวัฒนาการซูเปอร์เอสยูวีลัมโบร์กินี

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
Tag : ซูเปอร์เอสยูวีลัมโบร์กินี
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เข้าสู่ตลาดรถเอสยูวี เริ่มต้นจากการรังสรรค์ Cheetah รถต้นแบบที่เดิมถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำภารกิจทางทหาร และนำไปสู่รุ่น Urus SE ซึ่งเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงสุด ของคอนเซ็ปต์ซูเปอร์เอสยูวีลัมโบร์กินี และยังเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่ดีเยี่ยมที่สุดในคลาสเดียวกัน

Cheetah เปิดตัวครั้งแรกในงานGeneva Motor Show ปี 1977 ซึ่งในเวลานั้น ทั้ง Cheetah และ LM001 ที่พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดเดียวกัน ยังคงอยู่ในสถานะรถต้นแบบเท่านั้น ก่อนที่โครงการจะถูกระงับไปในเวลาต่อมา  อย่างไรก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญของ Giulio Alfieri ได้มีการนำแนวคิดเดิมกลับมาพัฒนาใหม่ โดยย้ายขุมพลัง V12 จาก Lamborghini Countach Quattrovalvole มาติดตั้งด้านหน้ารถ ส่งผลให้กำเนิด Lamborghini LM002 อย่างเป็นทางการในปี 1986

LM002 ไม่ได้เป็นเพียงรถออฟโรดสมรรถนะสูง ที่โดดเด่นเหนือยุคสมัยเท่านั้น แต่ยังถือเป็นต้นแบบ และรากฐานสำคัญของแนวคิด “Super SUV” ที่ลัมโบร์กินีนำมาต่อยอดจนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา และกลายเป็นหนึ่งในบทสำคัญของประวัติศาสตร์แบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความสามารถในการทำความเร็วเกิน 200 กม./ชม. และพิชิตเนินทรายในทะเลทรายได้อย่างง่ายดายด้วยยางจาก Pirelli ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้ LM002 คือส่วนผสมแห่งความเป็นเลิศที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งในด้านภาพลักษณ์อันหรูหรา คุณสมบัติเฉพาะตัว และสมรรถนะอันโดดเด่น โดยมีการผลิตดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปี 1992 รวมจำนวนทั้งสิ้น 301 คัน และใน 25 ปีต่อมา มรดกของรถยนต์รุ่นนี้ก็ถูกสานต่อในรุ่น Urus

Urus เปิดตัวครั้งแรกเป็นรถต้นแบบในปี 2012 ก่อนเปิดตัวเวอร์ชันผลิตจริงในปี 2017 ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของทั้งแบรนด์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบรุ่นแรกของลัมโบร์กินีรวมทั้ง เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง และระบบเลือกพลศาสตร์การขับขี่ Tamburo ทำให้ Urus ผสานจิตวิญญาณในสนามแข่งของซูเปอร์สปอร์ตคาร์ เข้ากับความอเนกประสงค์ของรถเอสยูวีได้อย่างลงตัว สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ และขับเคลื่อนให้ฐานการผลิตลัมโบร์กินีในเมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส เกิดการขยายตัวครั้งสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ชื่อรุ่น Urus นำมาจากคำภาษาละติน โดย Urus หมายถึงชื่อวัวออรอช (aurochs) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษยุคดึกดำบรรพ์ของสายพันธุ์วัวในปัจจุบัน เมื่อเวลาผ่านไป รถยนต์ตระกูล Urus ได้วิวัฒนาการผ่านการตีความแนวคิดซูเปอร์เอสยูวีในรูปแบบต่าง ๆ โดยแต่ละรุ่นต่างนำเสนอเอกลักษณ์ทางเทคนิค และสไตล์ที่โดดเด่นเป็นของตนเอง โดยเฉพาะรุ่น Urus Performante ที่นำเสนอพลศาสตร์การขับขี่และสมรรถนะขั้นสูงสุด ขณะที่รุ่น Urus S ได้ตีความคอนเซ็ปต์ซูเปอร์เอสยูวีและนำเสนอในรูปลักษณ์อันสมดุลอย่างลงตัว ระหว่างสมรรถนะ ความหรูหรา และความอเนกประสงค์

ในช่วงต่อมาได้เปิดตัวรุ่น Urus SE ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชันแรกของแบรนด์ และนับเป็นรถรุ่นที่ 2 ที่เปิดตัวภายใต้กลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ของบริษัท โดย Urus SE ไม่ได้เป็น Urus ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยผลิตมาเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอนของแบรนด์ลัมโบร์กินี ด้วยการนำระบบไฟฟ้ามาเสริมสมรรถนะ ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของนักขับ และมอบประสบการณ์อันเร้าใจซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ลัมโบร์กินี

รถตระกูล Urus ได้สะท้อนถึงปรัชญาของลัมโบร์กินีได้อย่างสมบูรณ์และยังมีขอบเขตที่เหนือล้ำกว่าความเป็นเลิศทางเทคนิคและสมรรถนะ ด้วยการนำเสนอโปรแกรม Ad Personam และรุ่นพิเศษอีกมากมาย ทำให้ซูเปอร์เอสยูวีรุ่นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเอ็กซ์คลูซีฟ สไตล์อันโดดเด่นและการตกแต่งแบบเฉพาะบุคคล ตั้งแต่คอลเลกชัน Pearl Capsule และ Graphite Capsule ไปจนถึง Urus SE รุ่นพิเศษที่เปิดตัวในงาน Art Basel Miami Beach 2024 และล่าสุด กับรุ่น Urus SE “Tettonero” Capsule ซึ่งเผยโฉมเร็ว ๆ นี้ในงาน Milan Design Week 2026

สุดท้าย Urus รุ่นพิเศษที่พัฒนาขึ้น สำหรับตำรวจรัฐบาลกลางของอิตาลี ตกแต่งโดย Centro Stile Lamborghini ด้วยลวดลายสีน้ำเงินและขาวตามแบบฉบับดั้งเดิม และติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการขนส่งอวัยวะเร่งด่วน และภารกิจทางการแพทย์ พร้อมคุณสมบัติเฉพาะ อาทิ ระบบทำความเย็นแบบพกพา เครื่องกระตุกหัวใจ และอุปกรณ์ฉุกเฉิน

ภายใต้บริบทนี้ สมรรถนะเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 666 แรงม้า จึงพร้อมแปรเปลี่ยนเป็นขุมพลังในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างรวดเร็วฉับไว เพื่อร่วมปกป้องและรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

โพลการเมืองระอุ! ปชน. ยืนหนึ่ง - อนุทิน-ภท. เบียดแซง พท. ขึ้นที่ 2

ยิปซี 12 นักษัตร : พยากรณ์ระหว่างวันที่ 5 - 11 กรกฎาคม พ.ศ.2569

หมอสมอง เปิดข้อควรรู้ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ อาการเวียนศีรษะ ที่หลายคนยังไม่รู้

โซเซียลถาม กระแต นับถือศาสนาอะไร? กันแน่! แถมควักเงินล้าน ซื้อหินมาบูชา เพื่ออะไร?

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved