วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
SCB EIC เปิดเผยว่า สาเหตุที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 85.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี ตัวเลขนี้เมื่อมองผิวเผินอาจทำให้หลายฝ่ายโล่งใจว่าครัวเรือนไทยกำลังเริ่มฟื้นตัวจากภาระหนี้สินที่สะสมมานาน แต่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ออกมาเตือนว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปเช่นนั้น เพราะเบื้องหลังตัวเลขที่ดูสวยงามนี้ ซ่อนความเปราะบางที่รุนแรงกว่าที่คิด
ประเด็นสำคัญคือ สาเหตุที่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงเร็วในไตรมาสนี้ ไม่ได้มาจากการที่ครัวเรือนมีวินัยทางการเงินดีขึ้นหรือมีความสามารถในการชำระหนี้แข็งแกร่งขึ้นแต่อย่างใด แต่มาจากสองแรงส่งที่แยกจากกันคนละทิศทาง ด้านหนึ่งคือครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินหลักได้ยากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้านหนึ่งคือเศรษฐกิจในภาพรวมขยายตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งสองปัจจัยนี้เมื่อมาบรรจบกันจึงทำให้ตัวเลขอัตราส่วนดูดีขึ้นในทางบัญชี ทั้งที่ปัญหาที่แท้จริงยังไม่ได้คลี่คลาย
หากพิจารณาที่ยอดหนี้ครัวเรือนโดยตรง จะพบว่าในไตรมาส 1 ปี 2569 หนี้ครัวเรือนกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังจากไตรมาสก่อนหน้าแทบไม่เติบโตเลยที่ 0.05% แต่แรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตนี้กลับมาจากสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ไม่ใช่สินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักซึ่งยังคงหดตัวต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปี อยู่ที่ราว -2.1% สะท้อนว่ามาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดอย่างมาก ขณะที่สินเชื่อจากสถาบันการเงินภาครัฐ ซึ่งทำหน้าที่พยุงสภาพคล่องให้ครัวเรือนตามนโยบายรัฐบาล ก็เติบโตชะลอลงเหลือเพียง 1.6% เท่านั้น
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เมื่อประตูสินเชื่อในระบบหลักปิดแคบลง ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ทางเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่าแต่มีต้นทุนสูงกว่า โดยเฉพาะสินเชื่อผ่านโรงรับจำนำที่เร่งตัวขึ้นถึง 18.3% สะท้อนการนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันระยะสั้นเพื่อประคองสภาพคล่อง ควบคู่กับสินเชื่อจากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ยังขยายตัวได้ 5.0% เนื่องจากเป็นแหล่งเงินกู้ที่อิงความสัมพันธ์กับสมาชิกและมีกลไกหักชำระที่ชัดเจนกว่า ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่าความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือนไทยไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่กำลังเคลื่อนย้ายออกไปสู่แหล่งเงินกู้นอกกลุ่มสถาบันการเงินหลักมากขึ้นเรื่อยๆ
ในอีกด้านหนึ่ง ตัวหารของสมการอย่าง Nominal GDP ก็ขยายตัวได้ดีถึง 2.9% ในไตรมาส 1 ปี 2569 จากแรงหนุนของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ขยายตัวดี ทำให้ GDP โตเร็วกว่ายอดหนี้ครัวเรือน ผลลัพธ์คือสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ปรับลดลงในเชิงตัวเลข ทั้งที่มูลค่าหนี้ครัวเรือนจริงยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนก็ยังไม่ได้ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
SCB EIC จึงสรุปภาพรวมว่านี่คือปรากฏการณ์ "การลดหนี้จากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ" หรือ Constraint-driven Deleveraging ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการลดหนี้ที่มาจากฐานะการเงินครัวเรือนฟื้นตัวจริง โดยประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะยังคงลดลงต่อเนื่องไปแตะระดับ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2569 ภายใต้แรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเข้าถึงสินเชื่อที่ยังคงจำกัดจากมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด ซึ่งอาจผลักดันให้ครัวเรือนบางส่วนหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมครัวเรือนที่ระมัดระวังการก่อหนี้ใหม่มากขึ้นท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้าและค่าครองชีพที่ยังสูง และปัจจัยสุดท้ายคือแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่อาจเร่งตัวขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งจะยิ่งทำให้ Nominal GDP ขยายตัวสูงและกดสัดส่วนหนี้ให้ลดลงต่อในเชิงตัวเลข ทั้งที่ภาระหนี้ที่แท้จริงยังไม่เบาลง
หากมองไปข้างหน้า SCB EIC ยังคงเป็นห่วงสุขภาพการเงินของครัวเรือนไทยผ่าน 4 สัญญาณเตือนสำคัญ เริ่มจากตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนแอลงทั้งอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ชั่วโมงการทำงานที่ลดลง และค่าจ้างเฉลี่ยที่กลับมาหดตัว ซึ่งล้วนกดดันรายได้และความสามารถในการชำระหนี้โดยตรง ตามมาด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าภาระหนี้ของครัวเรือนบางส่วนยังไม่ถูกสะท้อนอยู่ในตัวเลขทางการเลย โดยเฉพาะหนี้จากกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และหนี้นอกระบบ ซึ่งครัวเรือนรายได้น้อยมีแนวโน้มพึ่งพามากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนก็ยังอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะสินเชื่อด้อยคุณภาพทั้ง Stage 2 และ Stage 3 แม้จะทยอยปรับดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง และสัญญาณเตือนสุดท้ายที่น่ากังวลที่สุดคือ ครัวเรือนที่มีหนี้กว่าครึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่มีสัดส่วนภาระชำระหนี้สูงกว่ารายได้ที่หาได้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ Nominal GDP ปรับลดลงในครั้งนี้จึงไม่อาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณของฐานะการเงินครัวเรือนไทยที่แข็งแรงขึ้น หากแต่เป็นภาพสะท้อนของข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อและรายได้ที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงในทุกกลุ่ม ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการฟื้นตัวของการบริโภคภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะข้างหน้า
-032
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี