วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569
nn ประกาศรับสมัครงานมากกว่าหนึ่งพันล้านตำแหน่งใน 6 ทวีป และพบว่าAI กำลังสร้างตลาดแรงงานโลกแบบ “สองเส้นทาง” โดยงานกลุ่มหนึ่งได้รับการยกระดับให้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและดุลยพินิจของมนุษย์มากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง AI ช่วยให้ผู้ไม่มีประสบการณ์สามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น ผลการศึกษาพบว่า งานในกลุ่มที่ AI ช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญ เช่น นักรังสีวิทยา หรือ นักสรรหาบุคลากร มีการเติบโตของตำแหน่งงานมากกว่างานที่ AI ทำให้สามารถปฏิบัติได้ง่ายขึ้นถึงสองเท่า และมีการเติบโตของค่าจ้างสูงกว่า 42 % สำหรับงานระดับแรกเข้า AI กำลังเปลี่ยนความคาดหวังของนายจ้างอย่างมีนัยสำคัญ จากการวิเคราะห์ตำแหน่งงานระดับแรกเข้า 2.4 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ พบว่างานที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงมีแนวโน้มต้องการทักษะที่โดยปกติมักพบในบทบาทระดับอาวุโส เช่น ความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารแบบเผชิญหน้าสูงกว่างานอื่นถึง 7 เท่า นอกจากนี้ ตำแหน่งงานระดับแรกเข้ากลุ่มดังกล่าวยังเติบโต 35% นับตั้งแต่ปี 2562 ขณะที่ตำแหน่งงานระดับแรกเข้าอื่นๆ ลดลง 10% สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการเริ่มต้นอาชีพในยุค AI
ช่องว่างระหว่างบริษัทที่ใช้ AI ได้มากที่สุดกับบริษัทที่ใช้ AI ได้น้อยที่สุดกำลังกว้างขึ้น โดยบริษัทในอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI สูงมีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น 34% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 ขณะที่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI น้อยที่สุดมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น 24% ภายในกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI สูง ยังเริ่มเห็นปรากฏการณ์ “super-star companies” อย่างชัดเจน โดยบริษัท 20% แรกที่ใช้ AI ได้โดดเด่นที่สุดมีผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง
163% เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงโดยรวมเกือบ 5 เท่า ที่น่าสนใจคือ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงไม่ได้ลดการจ้างงาน แต่กลับมีจำนวนพนักงานเติบโตเร็วกว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่ำ โดยเพิ่มขึ้น 52% เทียบกับ 36% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 สะท้อนว่า AI มีบทบาทเป็นเครื่องเร่งการเติบโต มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุน
เมื่อองค์กรใช้ AI เพื่อยกระดับผลิตภาพมากขึ้น ค่าจ้างของพนักงานที่มีทักษะ AI ก็เพิ่มสูงขึ้นตาม โดยค่าจ้างเพิ่มพิเศษเฉลี่ยสำหรับผู้ที่มีทักษะ AI อยู่ที่ 62% เพิ่มขึ้นจาก 57% ในปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ระดับค่าจ้างเพิ่มพิเศษแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม โดยบางอุตสาหกรรม เช่น สินค้าอุปโภค-บริโภค มีค่าจ้างเพิ่มพิเศษสูงถึง 118% ขณะที่ภาครัฐและภาคสาธารณะอยู่ที่ 16% ขณะเดียวกัน ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน AI เช่น วิศวกรรมพรอมต์ (prompt engineering) หรือการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) เพิ่มขึ้น 69% เทียบกับตลาดงานโดยรวมที่เติบโต 9% หรือเร็วกว่าเกือบ 8 เท่า นอกจากนี้ จำนวนตำแหน่งงานด้าน AI ในปี 2568 ยังสูงเกือบสองเท่าของปี 2567 และเติบโตเร็วกว่าตลาดงานโดยรวมนับตั้งแต่ปี 2558 และ อุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคมมีสัดส่วนตำแหน่งงานด้าน AI สูงที่สุดที่ 11% รองลงมาคือบริการวิชาชีพที่ 6% ขณะที่กลุ่มสุขภาพมีสัดส่วนต่ำที่สุดที่น้อยกว่า 1%
เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในชีวิตประจำวัน ทักษะของมนุษย์ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะความสามารถด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องการคนที่สามารถใช้วิจารณญาณ คิดอย่างมีเหตุผลสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจอย่างมีจริยธรรมเมื่อทำงานกับข้อมูลหรือข้อเสนอแนะที่สร้างโดย AI สำหรับนายจ้างในไทย นี่หมายความว่า กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรต้องไปไกลกว่าการสอนให้พนักงานใช้เครื่องมือ AI ได้ แต่ต้องช่วยให้พนักงานประเมินผลลัพธ์จาก AI ได้อย่างรอบคอบ ใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสม และเสริมทักษะมนุษย์ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ องค์กรที่ผสานการใช้ AI เข้ากับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างจริงจัง จะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการเพิ่มผลิตภาพ ดึงดูดและรักษาบุคลากร และสร้างมูลค่าจากการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว
** PwC ประเทศไทย **
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี