วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่หนังไทยกำลังเฟื่องฟู มีหนังไทยให้ดูกันปีละกว่า200 เรื่อง
และหากนึกถึง “เซ็กซี่สตาร์” ที่โด่งดังในอดีต ย่อมต้องนึกถึง “ไก่” ดวงชีวัน โกมลเสน เจ้าของสัดส่วน 35-23-40 เธอผู้นี้สร้างกระแสความฮือฮาตั้งแต่เวทีประกวดนางงาม “มิสออด๊าซ” จนถึงการประกวด “มิสเวิลด์” ด้วยการเป็นสาวไทยคนแรกที่
พูดภาษาอังกฤษได้ นอกจากสวยและเก่งผลงานของเธอ ยังเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชายไทย หากหนังเรื่องไหนมีเพียงชื่อของสาวคนนี้ หนังเรื่องนั้นย่อมเป็นที่ต้องการของสายหนังในยุคนั้น คอลัมน์เรโทร สตาร์ ได้เปิดบันทึกเรื่องราวของเธออีกครั้งแบบหมดเปลือก
ไปปักหลักอเมริกาตั้งแต่เด็ก
“หลังจากจบชั้น ม.ศ.3 ไก่เดินทางไปอยู่ที่ประเทศอเมริกากับครอบครัวมีคุณแม่และพี่น้องอีก 4 คน ไก่เป็นคนโต เรียนอยู่ที่ประเทศอเมริกาตั้งแต่ตอนอายุ 14 อยู่ที่นั่น 5 ปี จนจบอนุปริญญา แต่ช่วงที่อยู่ที่นั่นได้มีโอกาสได้ ประกวด กุลสตรีไทย ที่แอลเอเขาจับประกวดเพราะช่วงนั้นคนไทยน้อย มีแค่ราวๆ 5,000 กว่าคน สมัยนั้นเราเหมือนเป็นเด็กกะโปโลมากไม่เคยคิดว่าตัวเองสวย หน้าตาดี เพราะตอนเด็กๆ จะใส่แว่นหนามาก เนื่องจากสายตาสั้น ไม่เคยดูแลตัวเองใส่แต่กางเกงยีนส์ เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบไม่ก็บู๊ท รองเท้าส้นสูงใส่ไม่เป็นต้องมาหัดกว่าจะเดินได้แล้วต้องสวมชุดไทย แต่ไม่คิดว่าเราจะได้ตำแหน่งในตอนนั้นนะรู้สึกขำ ตลกว่าได้มายังไง แล้วช่วงนั้นพอเราได้รางวัล คุณบุรินทร์ วงศ์สงวน ติดต่อขอให้จะมาประกวดนางสาวไทย แต่ต้องยกเลิกไปเพราะมีเหตุการณ์ 14 ตุลาเกิดขึ้นก่อน เราเลยอยู่ที่เมืองนอกต่อทำงานด้วย เรียนไปด้วย”
ตัดสินใจกลับมาเมืองไทย
“ช่วงอายุ 17-18 ปี ช่วงนั้นคุณพ่อเสีย เราเลยเริ่มมีความรู้สึกว่าจะทำยังไงต่อ เป็นห่วงคุณแม่ และน้องๆ เราเป็นพี่คนโตเลยต้องกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องดูแลทุกอย่าง ตอนนั้นเราเลยตั้งใจขอเวลาปีหนึ่งเพื่อเก็บเงินแล้วดูช่องทางว่าจะทำอะไรต่อไป เลยได้ข้อสรุปว่าลองกลับเมืองไทยดีกว่า ตอนที่กลับมาแรกๆ เราก็ยังไม่ชินนะ ร้อน เบื่อไปหมด ช่วงนั้นอายุราว 19-20 ปี พอกลับมาเราไม่รู้จะทำอะไรดี เลยไปปรึกษาเพื่อนๆ บ้างว่าถ้าขืนอยู่แบบนี้คงแย่ถึงจะทำงานรายได้ก็ไม่พอ เพราะต้องส่งทางบ้านด้วยตัวเองก็ยังไม่จบปริญญาตรี ได้แค่ดีโพรม่าเปรียบเหมือนอนุปริญญาบ้านเรา เลยคิดว่าจะเดินทางกลับไปอยู่อเมริกาต่ออย่างน้อยยังมีงานทำ รายได้ดีกว่า และอาจเรียนต่อไปเรื่อยๆ”
โชคชะตาชักนำโดนชวนประกวดนางงาม
“คนเราทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับโชคชะตา ทั้งที่เราไม่เคยสนใจเรื่องงานบันเทิงเลย ตอนนั้นเป็นช่วงที่ตัดสินใจจะกลับแล้วได้นัดกับเพื่อนที่ร้านกานดา ตรงเกศสยาม ช่วงที่เดินผ่านเกศสยาม ปรากฏว่าได้พบกับคุณสมชาย นิลวรรณ (เสียชีวิตแล้ว) ท่านวิ่งออกมาหา เพราะสะดุดตากับการแต่งตัว ซึ่งไก่ไม่คิดว่าการที่เราแต่งตัวปกติอย่างที่เมืองนอก แต่เมื่อมาเมืองไทยจะกลายเป็นดูเปรี้ยวในสายตาคนอื่น วันนั้นใส่กางเกงยีนส์ รองเท้าเริ่มส้นสูงบ้าง เสื้อสายเดี่ยวผมปล่อยยาว แล้วรูปร่างเราดูสูงใหญ่ ราว 170 กว่า เขาเรียกเราเข้าไปคุยเขาถามเราเลยว่าสนใจประกวดนางงามไหม ตอนนั้นเราคิดในใจนะ ว่าเอาอีกแล้วหรือแต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนที่อเมริกานะ เพราะที่นั่นคนน้อยนี่มันประกวดระดับประเทศ แล้วเขาก็ให้เรายืนวัดส่วนสัด เขาบอกเลยว่า ติด 1 ใน 5 แน่นอน เราตกใจว่าเขาเห็นอะไรของเขา เราเลยขอกลับไปปรึกษากับที่บ้านก่อน เพราะว่าสมัยก่อนการประกวดนางงาม การเป็นดารา การแสดงภาพยนตร์ มันเหมือนอาชีพเต้นกินรำกิน โชว์ส่วนสัด เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วเขาไม่ค่อยยอมรับ ซึ่งที่บ้านต้องโทร.ไปขออนุญาตคุณปู่ เพราะเราใช้นามสกุลจริง ชื่อจริง แล้วเขาเป็นตระกูลตำรวจ ไก่โดนคัดค้านนะไม่ยอม แต่ตอนนั้นเราคิดว่าเรารับปากแล้วถ้าชนะเราก็จะได้เงินรางวัลสมัยนั้น 50,000 บาท เยอะมาก ซึ่งเงินจำนวนนี้น่าจะพอทิ้งไว้ให้น้องกับแม่ได้ แล้วยังมีของอีกมูลค่าเยอะ เราเลยตัดสินใจบอกคุณแม่ว่าเราไม่ได้ทำอะไรเสียหาย และถ้าเราไม่ลองใครจะมาเลี้ยงปากท้องเรา ส่วนเรื่องต้องใส่ชุดว่ายน้ำไก่คิดว่าโอเคนะ เพราะอยู่เมืองนอกใส่ทูพีซเสียด้วยซ้ำไป เราเลยตัดสินใจโทร.ไปนัดอาสมชาย ซึ่งเขาพาเราไปพบ คุณรุ่งทิวา จุละเดชเจ้าของเวิลด์คลับ สมัยนั้นดังมากเป็นสถานที่ออกกำลังกายแถวราชดำริ ให้เขาเป็นสปอนเซอร์ให้”
ตัดสินใจเข้าประกวดนางงาม
“ปีนั้นเป็นปีที่มีปฏิรูปการเมืองการปกครอง เมื่อไม่มีการประกวดนางสาวไทย ไก่เลยได้มาประกวด “มิสออด๊าซ” ซึ่งผลปรากฏว่าเราติดเป็นตัวเก็ง 1 ใน 5 ตอนนั้นเป็นที่ฮือฮากันมากเพราะต้องใส่ชุดว่ายน้ำแบบทูพีซ ทุกคนจะคิดว่าทำไมเราถึงกล้าใส่ แล้วอีกอย่างรูปร่างของเราเอวเล็กมากไม่ถึง 22 แต่ช่วงต้นขาสะโพกจะใหญ่มันเลยทำให้ดูเป็นเคิร์ฟ ตอนนั้นมีกระแสข่าวออกมาทั้งบวกและลบ แต่เมื่อตัดสินใจแล้วต้องเดินหน้า เพราะคิดว่าเราไม่ได้ทำอะไรเสียหายวันที่ประกวดรอบชิงชนะเลิศที่ช่อง 5 สนามเป้า วันนั้นตรงกับวันที่ 6 ตุลาคมพอดี จำได้แม่นเลยประกวดกันอยู่เขาประกาศเคอร์ฟิว เลยต้องรีบตัดสินปรากฏว่าเราได้ตำแหน่ง “มิสออด๊าซ” เพราะนางสาวไทยจัดไม่ได้เป็นรุ่นที่ 2 ต่อจาก เนาวรัตน์ ยุกตะนันทน์ ตอนนั้นยังไม่ทันหายเหนื่อย เขาเลยบอกให้เราเตรียมตัวเลยนะต้องไปที่ประเทศอังกฤษ เพื่อประกวดมิสเวิลด์ เราตกใจเพราะไม่คิดว่าต้องไประดับชาติ ด้วยความที่เราเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง เพราะอยู่เมืองนอกเราช่วยตัวเองมาโดยตลอด ตอนนั้นคิดว่าไหนๆ มาถึงตรงนี้แล้วก็ทำให้มันเสร็จๆ ไป
เข้าประกวดมิสเวิลด์
“พอเข้าประกวดมิสเวิลด์ ช่วงปี พ.ศ. 2519 กลายเป็นที่ฮือฮาอีกแล้วทุกคนจะจับตามองไม่ใช่แค่ในประเทศไทยแต่เป็นต่างประเทศด้วยเพราะเราเป็นหญิงไทยคนแรกที่ไปประกวดแล้วพูดภาษาอังกฤษได้ โดยไม่ต้องมีล่าม ตอนไปประกวดเราได้ประสบการณ์เยอะนะ สนุกมาก ได้เห็นได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนอย่างเรียนแต่งหน้า หัดกันคิ้ว ต้องติดขนตา พอเราแต่งออกมามันเลยทำให้ดูดี ดูคม ตอนนั้นเราได้ติด 1 ใน 10 ถือว่าเราพอใจแล้วจาก 70 กว่าคนทั่วโลก เกินกว่าที่เราคิดไว้”
เริ่มก้าวสู่วงการบันเทิงด้วยทูพีซ
“เริ่มมีหนังติดต่อมาทางคุณแม่ตั้งแต่ตอนที่เราไปประกวดที่เมืองนอก แต่ตอนนั้นเราตั้งใจว่าอยากจะกลับไปเรียนต่อที่อเมริกา แต่พอเราไปอังกฤษเราชอบที่นั่นเลยลังเลอยากไปเรียน เพราะอากาศดี ภาษาเพราะ แต่เป็นช่วงที่หนังติดต่อกันเข้ามาทีเดียวเริ่มจาก คุณสมโภช แสงเดือนฉาย (ผู้สร้างหนัง)คนแรกที่มานั่งเฝ้าที่บ้านตลอด ท่านมาเฝ้าคุณแม่ตั้งแต่เราไปประกวดที่อังกฤษเขาชวนให้เราเล่นบอกเป็นหนังเด็กๆ เรื่อง “ยอดมนุษย์คอมพิวเตอร์”เราเลยตัดสินใจด้วยความสงสารที่มาเฝ้ารอเรา แต่พอตัดสินใจไม่คิดว่าจะมีฉากโป๊ คือต้องใส่ทูพีซ ทั้งที่จริงๆ เป็นเรื่องชาวบ้านนุ่งผ้านุ่ง ใส่เสื้อคอกระเช้า แต่จะมีตอนหนึ่งที่พระเอกอิมเมจินเห็นว่าเราอยู่เรือหาปลา แต่ใส่บิกินี เราไม่คิดว่าจากตรงนั้นมันกลายเป็นภาพลักษณ์ของเราไปเลยซึ่งพอข่าวออกไปว่าเราตัดสินใจเล่นเรื่องนี้ ปรากฏว่าช่วงนั้นมีหนังติดต่อเข้ามาทีเดียวถึง 15 เรื่อง แต่ตอนนั้นเราคิดว่าอยากกลับไปเรียนต่อ แต่เมื่อโอกาสเข้ามาทางคุณแม่เองก็บอกให้รับไปก่อนเพราะไหนๆ โอกาสเข้ามาแล้ว เราเลยคิดว่าจะเล่นแค่นี้ให้จบๆ ไปแต่เล่นไปเล่นมามันเลยติดพัน ช่วงนั้นทุกคนติดต่อเข้ามาบอกว่าสายหนังขอมาเลยต้องมี ดวงชีวัน นะ สักฉากเดียวก็ยังดี”
ฉายา “สะโพกดินระเบิด”
“คงเพราะเราสะโพกใหญ่ แต่เอวเล็กนิดเดียวพอใส่ชุดว่ายน้ำมันเลยกลายเป็นหุ่นเราดูเป็นเคิร์ฟฉายานี้ได้มาตอนที่ประกวดนางงามต่อเนื่องมาจนถึงเล่นหนัง แล้วพอมาเล่นหนังมันก็ตอกย้ำอีก เพราะบทที่ได้รับส่วนใหญ่ 5-6 เรื่องแรกให้เราใส่ทูพีซทั้งหมด หลังๆ มาเป็นชุดนอน กลายเป็นภาพของเราไปทางเซ็กซี่ แต่เราก็ขอเลือกถ้าไม่มีเหตุผลพอจะปฏิเสธ บางทีให้ใส่ชุดนอนจะให้โนบราเราไม่ยอม จะต้องใส่ขาสั้นเสื้อในข้างในด้วย คือสมัยก่อนถ้าโนบราก็จะเรียกว่าดาวโป๊ ยุคนั้นเขารับกันได้นะ แต่ของไก่จะอยู่ก้ำกึ่งไม่โป๊จะไปทางแนวเซ็กซี่มากกว่าคือเขาต้องการให้เราโชว์รูปร่าง แต่มันก็ทำให้เราเริ่มคิดมากเพราะตอนนั้นหนังสือพิมพ์เริ่มเขียนว่าเราว่าเป็นดาวโป๊ ดาวยั่ว ถ้าจะเล่นก็เล่นได้แค่บทแบบนี้ ตอนนั้นรู้สึกเสียใจเฮิร์ตมาก เราไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนั้น เพราะที่เมืองนอกเขาก็แต่งกัน คือที่ผ่านมาเราคิดถึงแต่ชีวิตปกติ เรียนจบ ทำงาน มีครอบครัว มีสามี มีลูก ที่รู้สึกเลยคิดว่าถ้ามีลูกกลัวว่าเขาจะรู้แล้วเสียใจ เพราะสมัยก่อนคำว่า ดาวโป๊ ดาวยั่ว ดาวเซ็กซ์ คือมันแรงมากนะ”
เรื่องที่ทำให้คนรู้จัก
“คิดว่าน่าจะเรื่อง “นางฟ้าท่าเรือ” เรื่องนี้จะมีเลิฟซีนที่หวือหวา เล่นกับ กรุง ศรีวิไล แต่ไม่ใช่เลิฟซีนเรื่องแรกหรอก แต่เรื่องนี้บทอาจจะแรงหน่อย เล่นเป็นแม่เล้าด้วย มีเรื่อง “ใต้ฟ้าสีคราม” เป็นเรื่องแรกของ นพพล โกมารชุน เรื่อง “ไกรทอง” เรื่องนี้เล่นกับ สรพงศ์ ชาตรี และสมบัติ เมทะนี หลายเรื่องเยอะมาก เพราะบางเรื่องอยากแค่เอาชื่อเราไปใส่ ขนาดท่านทักษิณ ชินวัตร ยังซื้อสายเหนือ ท่านเคยบอกหนังต้องมีเราทุกเรื่อง จะออกมาก หรือน้อยไม่สนใจ”
บทเลิฟซีน
“ครั้งแรกที่รู้จะมีบทแบบนี้ตกใจนะ กลัว เราจะเล่นยังไงดี แต่จริงๆ พอไปถึงกองแล้วพี่ๆ เขาสอนพี่แอ๊ด-สมบัติ ดีมาก เป็นสุภาพบุรุษ เขาจะสอนให้เราทำแบบนี้ แบบนี้แล้วเขาจะบัง เล่นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ไม่มีจูบจริงแบบสมัยนี้นะ”
สอบติดแอร์โฮสเตส ถูกขอร้องให้ออกจากวงการ
“ช่วงที่เล่นหนัง 15 เรื่องแรกตอนนั้นเราไปสอบแอร์โฮสเตสทิ้งไว้ แล้วเราก็ได้ ตอนนั้นคิดว่ายังไงก็ไปเป็นแอร์ดีกว่า เพราะไม่ชอบข่าวที่ออกมาอีกทั้งเรามีแฟนด้วยเขาขอร้องให้เราแต่งงาน ออกจากวงการไปเป็นแอร์เถอะ แต่มันค้านกับครอบครัวเราเพราะการเป็นแอร์ การแต่งงานคือจบชีวิตเราแล้ว เราจะช่วยน้องๆ เราต่อไม่ได้แล้ว ซึ่งตอนนั้นเรายังจะต้องส่งเสียทางบ้านให้น้องทุกคนเรียนอยู่ ถ้าเราออกมาก็ไม่มีใครเป็นเสาหลัก เลยไม่ได้ไปเป็นแอร์ตามที่ตั้งใจไว้แฟนเราก็ต้องเลิก เพราะเราไม่มีเวลาให้กัน”
ช่วงฮอตสุดขีด
“ช่วงนั้นที่เรารู้สึกว่าดังมากๆ อายุประมาณ 21-22 ปี จำได้เลยวันที่ 31 ธันวาคม คืนเคานท์ดาวน์เรารับงานทั้งหมด 20 งาน วิ่งรอกโชว์ตัว สนุกมาก”
เรื่องราวของ “สะโพกอมตะ” ยังไม่จบเพียงแค่นี้ คนที่ตั้งฉายาให้เธอเป็นใคร และเขานั่นแหละที่ทำให้เธอมีหนังติดต่อกัน 15 เรื่องรวด
(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี