วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569
จากกระแส “ครูกายแก้ว” ในความเห็นของอาจารย์โก้ ศุภกร “ท่านคือใคร มีตัวตนจริงหรือไม่”
อาจารย์โก้ :ในความคิดของอาจารย์โก้ บอกได้เลยว่า ท่านมีอยู่จริง และพลังงานที่อาจารย์โก้สื่อสารได้นั้น “ใครไม่เชื่อ ก็ไม่ควรลบหลู่” เพราะศาสตร์สีเทาไปจนถึงดำ ที่เกี่ยวกับความเชื่อจากประเทศเพื่อนบ้านนั้น ค่อนข้างมีความลึกลับและซับซ้อนเป็นอย่างมาก รวมไปถึงสามารถที่จะส่งผลความรุนแรง กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ที่ลบหลู่ได้เลย เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมา ไม่สามารถมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ ซึ่งในคำตอบข้อนี้ เป็นมุมมองที่ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล แต่สำหรับอาจารย์โก้แล้ว เชื่อว่าในนามของ “ครูกายแก้ว” มีอยู่จริง แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าศาสตร์และที่มาของท่าน “เป็นศาสตร์มืด” และค่อนข้างเป็นสีเทา ที่อาจจะมีความขัดแย้งกับหลักพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง
และเจาะลึกลงไปให้อีกว่า เมื่อพูดถึง “ครูกายแก้ว” จากการสัมผัสส่วนตัวของอาจารย์โก้นั้น สัมผัสได้ถึงบริวารของ “ปู่ยม หรือ พญายมราช” เพราะฉะนั้นทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่า ด้วยสายญาณของพ่อปู่พญายมราช ท่านก็จะมีบริวารเยอะแยะมากมายที่เกี่ยวกับ “อสูร” ทั้งหมด หนึ่งในนั้น อาจารย์โก้ คิดว่าเป็นครูกายแก้ว ซี่งท่านมีหน้าที่ในการ “ตรวจสอบ ตรวจตรา และเอาผิดคนที่ผิดสัจจะ หรือกระทำอะไรที่ไม่โปร่งใส หน้าที่ของท่านจะเกี่ยวกับการ“ชดใช้ สะสางวิบากกรรมทั้งหมด” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนที่จะได้มาสัมผัสพลังของครูกายแก้ว อย่างไรเสียก็ต้องมีกฎแห่งกรรมเหนี่ยวนำมา เพราะถ้าเกิดไม่มีกรรมเป็นตัวผูก คุณก็จะไม่มีวันได้รู้จัก หรือมากราบไหว้บูชาครูกายแก้ว
การกราบไหว้ขอพร ทำได้ แต่ต้องมีสติ ถ้าขอและถวายสัจจะเมื่อไหร่ อย่าลืมว่า สิ่งที่ประดิษฐานตรงหน้าคุณ ท่านคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แขนงแบบนั้น เพราะฉะนั้นความรุนแรงที่จะตามมา คุณต้องรับให้ได้ อะไรจะเป็นตัวการันตีว่าสิ่งที่คุณขอจนวันนึงที่คุณประสบความสำเร็จ คุณจะยึดถือขนบแบบนี้ด้วยความสม่ำเสมอ บอกเลยว่า ไม่มีใครการันตีได้เลย เพราะกาลเวลาเปลี่ยน กาย ใจ จิต ของคนย่อมเปลี่ยน เพราะฉะนั้น เมื่อความสม่ำเสมอไม่พร้อมเหมือนวินาทีที่คุณเอ่ยสัจจะขอพร แน่นอนว่า “การเอาคืน” จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะคุณกำลังเล่นกับของแรงที่ไม่ได้มีพลังเมตตาเหมือนกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่า ข้อดีก็มี คือ ได้ไว ได้แน่ ได้โชค ได้ลาภ ส่วนข้อเสีย ก็คือ “เมื่อมี เดี๋ยวก็ต้องจากไป” และการเอาคืนของท่าน อาจารย์โก้ จะไม่เป็นผู้ตอบ แต่ให้คุณ ในฐานะผู้ที่ไปกราบไหว้ ต้องชั่งน้ำหนักในหัวใจตนให้ดีว่า “คุณมั่นใจแล้วหรือยัง เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะสิ่งเหล่านี้ลบหลู่ไม่ได้” แต่ในทางกลับกันถ้าคุณอยากได้พลังใจ อยากได้แสงสว่างของชีวิต จุดที่เป็นคำตอบที่ดีที่สุด ที่อาจารย์โก้ จะให้ได้ คือ “แสงธรรม ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
จากที่มีกระแสว่า “การบูชาอสูรกาย เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนเช่นกัน” อาจารย์โก้ มีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไร
อาจารย์โก้ :การที่คุณบูชาอสูรกาย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การที่คุณอยากขอให้ตนเองมั่งมีศรีสุข ขอให้ตนเองประสบความสำเร็จในชีวิต โดยขอกับศาสตร์มืด สีเทา สีดำนั้น คุณจะได้ง่าย และได้ไวกว่า แต่ข้อเสียก็คือ “สิ่งที่ได้มา จะไม่คงทนถาวร” เป็นการขอเพื่อทำให้คนยึดติดกับกิเลสมากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างกับสายปฏิบัติ , สายขาว หรือสายของพุทธ ที่การขอแต่ละครั้ง จะสำเร็จเห็นผลช้า เพราะต้องพ่วงไปด้วยการพิสูจน์ตัวตน หรือการปฏิบัติบูชา แต่สิ่งที่ได้มาจะเป็นการทำให้กิเลสที่คุณมีนั้น “เบาบางลง” และทำให้คุณเชื่อมั่นในการกระทำของตนเองมากขึ้น
เพราะฉะนั้นในแง่ของความสำเร็จ อาจารย์โก้ คิดว่าการขอกับศาสตร์มืด สีเทา สีดำ นั้น สำเร็จไวกว่า แต่ผลกระทบก็มีไม่น้อยเช่นกันเพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีการเปล่งวาจาในการขอเท่ากับว่าคุณได้ถวายสัจจะ ไม่ว่าจะเจตนาลึกซึ้ง หรือวางเจตนาบางเบาก็ตามแต่ ทุกอย่างที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้มีการถวายสัจจะออกไป สิ่งเหล่านี้จะเหมือน “โซ่ตรวน” ที่คล้องผู้ที่ขอไว้ทั้งหมด ซึ่งการเอาคืนนั้น น่ากลัวตรงที่ว่า ถ้าหากคุณขอให้สักคนนึงรักเรา แล้วเราได้ตามคำขอ ในกรณีที่คุณทำตามสัจจะบูชาอยู่อย่างสม่ำเสมอ ก็อาจจะยังไม่เกิดผลกระทบอะไรกับชีวิตของคุณ แต่ถ้าหากเมื่อใดที่คุณผิดสัจจะ หรือไม่ได้ทำตามที่เคยเอ่ยไว้แต่ต้น เมื่อคุณได้คนรัก คุณก็จะต้องเสียคนรักไปเช่นกันหรือเมื่อคุณได้โชคลาภชิ้นใหญ่ คุณก็จะเสียเงินก้อนใหญ่เหมือนกันพูดง่ายๆ คือ “ได้อะไรมา ก็จะเสียสิ่งนั้นไป” นี่คือการเอาคืน ของศาสตร์มืด สายสีเทา สีดำ จึงเป็นที่มา ของการบอกว่า “ทุกการขอมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ” เพราะท่านเอาคืนจริง และเอาคืนอย่างสมน้ำสมเนื้อ
ไม่เหมือนกับสายพุทธ หรือสายสีขาว เพราะเป็นการขอกำลังใจในการดำเนินชีวิต ต่อให้คุณจะประสบความสำเร็จมากน้อยขนาดไหน สุดท้ายแล้วคุณก็จะภูมิใจในสิ่งที่ตัวคุณเป็น เพราะคุณได้ผ่านการขัดเกลาอยู่เรื่อยๆ ผ่านการเจริญสติ ผ่านการประเทืองปัญญา เลยเป็นการขอที่น่ายึดเป็นแบบอย่างมากกว่า
ไม่ว่าจะเลือกบูชาอะไร อยากให้อาจารย์โก้ ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า “ควรที่จะยึดหลักหรือแนวความคิด ในการบูชาอย่างไร”
อาจารย์โก้ : คนส่วนใหญ่เวลาจะบูชาอะไรสักอย่างนึงที่เรียกว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” อาจารย์โก้เชื่อว่า จุดเริ่มต้นก็คือการอยากได้ความสบายใจ ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทุกๆ คน โดยที่ไม่ปฏิเสธว่า ทุกคนมีกิเลส “รัก โลภ โกรธ หลง” ทั้งหมด แต่ในเมื่อเรายังไม่ได้บรรลุ ยังไม่ได้ขัดเกลาอย่างถึงพร้อม เราก็ควรพัฒนาตนเองให้มีกิเลสพอดี และไม่เยอะจนเกินไป “คนทุกคนอยากประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น” แต่สิ่งที่อาจารย์โก้ พูดอยู่เสมอว่า ความสำเร็จเหล่านั้น เมื่อได้มาง่าย คุณจะไม่เห็นคุณค่า คุณจะไม่ภาคภูมิใจในตนเอง เพราะคุณเลือกที่จะไปพึ่งพาสิ่งภายนอก จุดสำคัญที่อาจารย์โก้ อยากบอกคือ “คุณจะต้องเชื่อมั่นในตนเอง และหาแก่นแท้ของตัวเองให้เจอ” ณ วันนี้อาจารย์โก้กลับมองว่า สิ่งที่ยึดและควรกราบสักการะบูชา คือ “พระรัตนตรัย” หรือ “พระธรรม ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
ไม่ว่าในวันนั้น เราจะสุขหรือทุกข์ เราจะยากดีมีจน “ธรรม” จะเป็นเพื่อน จะเป็นกัลยาณมิตรแท้ ที่ทำให้คุณยืนหยัดและสู้ในทุกสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้นศาสตร์มืด ของดำ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาตามกระแส สักวันก็จะหมดกระแสไป แต่ธรรมของพระพุทธเจ้า เป็น “อกาลิโก” ไม่ว่าจะผ่านกาลเวลาสักกี่หมื่น กี่พันกัป ท่านก็ยังคงอยู่ แต่อยู่ที่ว่าเราก็ต้องเปิดใจและนำหลักคำสอนของพุทธ มาปรับใช้ คุณก็จะเป็นคนนึงที่ประสบความสำเร็จ และสามารถใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ด้วยความเข้าใจ จนกว่าชีวิตจะหาไม่
ช่องทางการติดตามอาจารย์โก้ ศุภกร
Facebook แฟนเพจ “โก้ ศุภกร”
Instagram :masterko_hora
Tiktok :masterko_hora
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี