'โอ๋ ภัคจีรา'เล่าทั้งน้ำตา! วันที่ตัดสินใจแยกทาง ยอมออกจากบ้านเพื่อไม่ให้ลูกเสียใจ

'โอ๋ ภัคจีรา'เล่าทั้งน้ำตา! วันที่ตัดสินใจแยกทาง ยอมออกจากบ้านเพื่อไม่ให้ลูกเสียใจ

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.10 น.

เปิดใจ โอ๋ ภัคจีราพูดหมดทั้งน้ำตา! ในวันที่ตัดสินใจแยกทาง เสียใจที่สุดคืออะไร?  ถึงการเปลี่ยนผ่านชีวิตคู่ ตัดสินใจด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ทำหน้าที่พ่อแม่ร่วมกันแม้สถานะเปลี่ยนไป พร้อมบทเรียนดูแลใจตัวเอง การรับมือกระแสสังคม เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมั่นคงในบทบาทคุณแม่ ยอมเสียสละเพื่อความสุขของลูก ยอมออกจากบ้านเพื่อไม่ให้ลูกเจ็บ รวมถึงกลับมาดูแลรูปร่างและสุขภาพอีกครั้งในวัยใกล้ 50 ปีเป็นผู้หญิงที่รักตัวเองมากขึ้น

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วที่ถ่ายรายการ โอ๋พูดว่าทำยังไงดีเรื่องรูปร่าง คงหมดหวังแล้ว ?


โอ๋ ภัคจีรา : เอาจริง ๆ ไม่ได้ซีเรียสเรื่องหุ่นตัวเอง แต่ว่าพอคนในวงการทัก เขาก็คงห่วงใยว่าอยากให้เราผอม อยากให้เราสวย คนก็คาดหวังแต่เราก็ชอบกิน ชอบที่จะออกไปข้างนอก แล้วงานก็ไม่ได้รับเพราะว่าโอ๋เป็นแม่แบบ full time เราก็เลยไม่ค่อยแคร์สักเท่าไหร่

เห็นเวอร์ชั่นของตัวเองในวันนี้ที่โตขึ้นกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วไหม โตขึ้นยังไงบ้าง ?

โอ๋ ภัคจีรา : คือโอ๋จะพูดว่าถ้าย้อนจากวันนั้นที่เราเป็นเด็กคนหนึ่งที่มองว่าอยากได้เงิน ๆ ฉันต้องทำทุกอย่างเพื่อเงิน วันนี้มันไม่ใช่แบบนั้น วันนี้รู้สึกว่าเราเป็นมานานแล้ว วงการต้องมีเปลี่ยนไป เราต้องแก่ขึ้น ต้องมีครอบครัว ฝันนะว่านี่คือชีวิตที่เรามาไกลเกินฝัน มีลูกน่ารัก มีครอบครัวแล้ว มันเหมือนความคิดเราถูกฟิกซ์ว่ามีแค่ครอบครัวแค่นั้น โอ๋สั่งเสียกับน้องเลยนะ เพราะเมื่อก่อนโอ๋เลี้ยงน้อง ส่งเรียนเมืองนอก แล้วก็คาดหัวพวกมันนะว่าถ้าแกไม่ทำดี ถ้าแกไม่ได้ตั้งใจเรียน ฉันมีลูกแล้ววันนี้พวกแกจบนะ โอ๋จะบอกกับพวกเขาตลอดว่าดูแลตัวเอง หัดทำงาน เรียนหนังสือ เราก็จะสั่งเสียเขาไว้ก่อน เพราะเมื่อก่อนเราดูแลเขา full time ก็จะบอกเขาว่าฉันมีลูกแล้วทุกอย่างคือจบ ชีวิตฉันคือลูกฉัน แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น เรามีน้องแสนดี ทุกอย่างคือแสนดี เดี๋ยวนี้คนถามในไลน์ว่าว่างไหมวันนี้ พี่บอกต้องดูลูก ทุกคนบอกแสนดีมัน 13 แล้วนะ (หัวเราะ) แต่ทุกวันนี้ยิ่งลูกพูดว่า แม่อยากให้มารับ มันไม่ได้เลย ทุกวันนี้ยังนอนด้วยกัน ใครบอกว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ต้องการแล้ว ให้ไปส่งแล้วไล่กลับ ไม่มีทุกวันนี้ยังประคองกอดกัน เดินเข้าไปบอกแสนดีไม่อายเขาเหรอแม่มาส่ง แสนดีบอกว่าไม่เป็นไร

อะไรเกี่ยวกับลูกของคุณที่ทำให้เห็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่เปลี่ยนไป ?

โอ๋ ภัคจีรา : โอ๋ขาดด้วยแหล่ะ เหมือนพอ 15 ตัวเองทำงาน เงิน ทำงาน แล้วโอ๋เลี้ยงทั้งครอบครัว ครอบครัวโอ๋ไม่มีใครมีอาชีพ ทุกวันเราเลือกไม่ได้ คือทำงาน ๆ (น้ำตาคลอ) พ่อ แม่ น้อง เราเซฟทุกคนมาตลอด แล้วรู้สึกว่าเราไม่เคยได้อะไร วันหนึ่งเราได้มาอยู่ในวงการ มาเป็นพิธีกรเรายังรู้สึกเลยว่าเราความรู้น้อยจังเลย ถ้ามีโอกาสเราน่าจะได้อีกสักภาษานะ หรืออย่างเรื่องความรักเราจะ sensitive เพราะเราไม่เคยได้ จะให้คนคนอื่นก่อนเสมอ พ่อเราเป็นอย่างนี้แม่เราเป็นอย่างนี้ ทุกวันมันคือเงิน มันคือบ้านที่เราต้องหา เราต้องไปเช่าบ้าน เราต้องไปเช่าอพาร์ทเมนต์ 3,500 แต่ให้พ่อแม่ได้อยู่ที่ดี ๆ เช่าเป็นหมื่นให้พ่อแม่ แล้วเก็บเงินทุกวัน กินข้าวกองถ่าย จนวันหนึ่งเราซื้อบ้านในราคา 2 ล้านได้ วันหนึ่งเรามีลูก จะไม่มีวันให้ลูกเราขาด ก็ไม่รู้ว่ามันถูกต้องหรือเปล่าแต่มันไม่มีวัน มันแย่ตรงที่บางคนอาจจะมีอาชีพ แต่อันนี้พ่อเราก็ไม่มีอาชีพ แม่ก็เป็นแม่บ้าน ก็เลยรู้สึกว่าเราพึ่งใครไม่ได้ โอ๋เคยป่วยแล้วไปนอนโรงพยาบาลยังไม่มีใครเอาออกมาเลย เพราะไม่มีเงินเราต้องไปขอยืมแฟนสมัยเด็ก ๆ ไม่ได้เรียกแฟนหรอกก็อาจจะเป็นผู้ชายที่มาชอบมารับกลับบ้าน เพราะว่าเราไม่มีเงิน ถ้าย้อนกลับไปมีคนมีบุญคุณกับเราเยอะมาก ๆ เลย อย่างผู้จัดไม่จำเป็นต้องเลือกเราก็ได้ เราทำงานมีงานต่อเนื่อง ตอนนั้นงานเยอะมาก มันเหมือนสวรรค์เห็นว่าจะต้องมาดูแลครอบครัวนี้ มันเป็นอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นครอบครัวเราต้องนอนข้างถนนนะ คือยังคิดไม่ออกเลยว่าเราจะทำอะไรในอายุ 15 ที่ความรู้มันแค่นั้น รู้สึกเหมือนกันว่าพอเราโตมาเลยมีอำนาจในตัวเอง ว่าเราทำมาดีที่สุดแล้ว แล้วก็ทำดีที่สุดเกินที่ใครจะรู้สึกนอกจากตัวเรา แล้วก็รู้สึกว่าแสนดีไม่มีทางเจอแบบนี้เหมือนเราแน่นอน

แสนดีได้รับการเติมเต็มไม่เคยรู้สึกขาดเรื่องความรัก ?

โอ๋ ภัคจีรา : ใช่แสนดีมีแต่ความรัก คือพ่อเขารักแสนดีมาก ๆ ทุกวันนี้ก็จะคุยกันเรื่องลูก คือเขารักของเขามากจริง ๆ เรายังคิดว่าขอให้เขารักแบบนั้น เพราะเราไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แล้วเราไม่อยากมีลูก เราไม่อยากมีอีก ก็แอบสงสารเบียร์นะ (แฟนใหม่) เบียร์ก็จะไม่มีได้ลูกของเรา (หัวเราะ)

ได้คุยกับเบียร์เรื่องนี้ว่าจะยังไง ?

โอ๋ ภัคจีรา : พูดตั้งแต่คบกันเลย โอ๋เป็นคนวางแผน ถึงบอกว่าตั้งแต่ชีวิตโอ๋เป็นอย่างนี้ โอ๋เลือกแม้กระทั่งพ่อของลูก เชื่อแล้วว่าพี่เฟี้ยตเป็นพ่อของลูกโอ๋ได้ ไม่มีวันเสียใจเลยเพราะโอ๋เลือกแล้ว แล้วหลังจากนั้นชีวิตโอ๋มันเหมือนปิดหนังสือไปหมดแล้ว เล่มนี้ปิดแล้ว ฉันอยู่กับครอบครัวนี้ เหมือนในหูในตาโอ๋จะมีแต่ครอบครัวนี้ เฟี้ยตแสนดีๆ จนวันหนึ่งเราเปลี่ยนสถานะ ก็ยังรู้สึกว่าเราจะทำยังไง เราคุยกันนะว่าจะทำยังไงให้แสนดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดที่ไม่ได้ขาดที่สุด

บอกกับลูกว่ายังไง เพราะบางคนจะรู้สึกว่าไม่อยากให้ลูกต้องมาเศร้ากับเรื่องนี้ ?

โอ๋ ภัคจีรา : พูดตรง ๆ เพราะตอนนั้นแสนดีประมาณ 10 ขวบ พี่เฟี้ยตอาจจะคิดแบบนั้น แล้วเราก็คิดแต่มันทำยังไงได้ ก็เลยบอกตรง ๆ ว่าพ่อแม่แยกกันนะ แต่ว่าเด็กสมัยนี้ด้วยอินเตอร์ เขามีสอนกันบ้างอยู่แล้ว เราก็ค่อย ๆ พูดแต่ไม่ได้กดดัน เพราะเรายังเข้าไปที่บ้านนั้นอยู่ตลอดเวลา หมอบอกว่าสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ให้ลูกรู้สึกเปลี่ยนแปลงที่สุดคือบ้าน ถ้าเราทำได้ ครอบครัวไหนที่กำลังจะแยกกันถ้าทำได้ดีที่สุดคือลูกไม่ควรจะย้ายไปที่ไหน คือไม่ควรจะอยู่กับแม่ 3 วัน พ่อ 2 วันอะไรอย่างนี้ คือเอาจริง ๆ ถ้าเขาอยู่ที่เดิมได้ เราเลยคิดเองไงว่าคงเป็นเรา เพราะเรามาแต่ตัวเราก็ออกไปดีกว่า (ร้องไห้) เรารู้สึกว่ายอมเจ็บที่ออกไปให้ลูกเพราะว่าพี่เฟี้ยตมีหน้าที่การงานมั่นคงกว่าเรา

ผ่านมากี่ปีแล้ว ?

โอ๋ ภัคจีรา : 3 ปี ซึ่งถึงบอกว่ามีเบียร์ก็ดี เหมือนมีดอกไม้ใหม่ ๆ มันก็จรรโลงใจนะ คือเบียร์ก็เป็นคนเข้ามาเติมพลังงานดี ๆ ในชีวิตเรา ก่อนหน้านี้เรายังเห็นไม่แน่นอนหรอกว่าเขาจะอะไรได้ แต่ไม่ได้คิดว่าเราจะแต่งงานใหม่หรือมีครอบครัวใหม่ เรารู้จักเขาเหมือนมีต้นสายปลายเหตุที่เรารู้จัก ไม่ใช่เล่นแอปพลิเคชันหรืออะไร เพราะว่าเราเป็นดารา คิดเสมอว่าเราคงไม่มีครอบครัวใหม่แล้ว แต่ว่าพอหลังจากที่คบกันเรารู้สึกว่ามันก็เป็นพลังงาน เป็นแรงกำลังใจ เป็นพลัง เหมือนซัพพอร์ตเราในแง่จิตใจ แล้วก็ความคิด บางทีเรารู้สึกไม่ดีหมายถึงว่าพอมาคิดอะไรวน ๆ เช่น คิดถึงลูก เขาก็อยู่ที่เดิมแต่เราก็รู้สึกว่าเมื่อก่อนมันก็เคยอยู่ตรงนั้น มันก็จะเศร้านิดหนึ่ง เขาก็จะพาเราไปเปลี่ยนเรื่อง หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้เขาก็ยังไม่เคยจะมาบ่นเรา ว่าเราเข้าไปอยู่กับลูกหลายวัน ถ้าวันไหนที่เขาลงรูปเราเหมือนเราเห็นแล้วกลางคืน เริ่มแล้วเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เพราะเราจะมาดูตอนเช้าเพราะว่าโอ๋จะต้องมาส่งลูกตอนเช้า เห็นลง IG ว่าคิดถึง ลงอะไรอย่างนี้ เราเลยรู้ว่าเมื่อคืนนี้ฉันไม่ได้อยู่ด้วย เขาก็จะดราม่าได้เท่านี้ เขาก็จะพูดอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเราเข้มแข็งว่าไม่อยากมีลูกนะเบียร์ อยากอยู่กัน 2 คน บอกเลยตั้งแต่แรกว่าเราจะไม่มีลูก แล้วก็บอกเขาตั้งแต่เริ่มคบกันว่าถ้าเธออยากจะมีลูกจริง ๆ นะเบียร์เลิกกับโอ๋ไปเลย แล้วลองไปหาคนที่พอที่จะมีลูกที่ไม่ใช้ฉัน เพราะฉันไม่อยากมีจริง ๆ เขาก็เลยบอกว่า ไม่เอาตามใจ เพราะว่าถ้าอยากมีเขาก็อยากมีกับโอ๋ ฉันไม่ได้เป็นแม่แบบเก่งกาจฉันเหนื่อยแล้ว คืออยากแก่ ๆ จูงมือกัน แล้วก็มานั่งคุยกัน

สวรรค์ส่งเบียร์ให้โอ๋เลย ?

โอ๋ ภัคจีรา : จริง ต้องประทานจริง ๆ นะ เพราะว่าไม่มีทางที่อายุ 40 กว่าแล้ว เป็นแม่หม้าย เราคิดตลอดว่ามันจะมีผู้ชายที่ไหน ใครก็อยากมีลูกของตัวเอง เราก็ขอบคุณเขาเสมอนะที่เข้ามา

ย้อนกลับไปตอนที่เริ่มดูแลสุขภาพดูแลร่างกายและรักตัวเองมากขึ้น เห็นอะไรในวันนั้นที่ไม่รู้ตัว ?

โอ๋ ภัคจีรา : มันก็ใส่เสื้อผ้าสวยขึ้น ถามว่ามองย้อนกลับไปไม่ได้มีความคิดอะไรจริง ๆ นะ แล้ววันนี้ถามว่ามันดีขึ้นไหม มันย่อมดีกว่าแน่นอน เพราะว่าสุขภาพ การเดิน หรือว่าความสวยงาม อย่างแรกเลยคือความสวยงาม แน่นอนว่าตอนที่เราอวบอย่างนี้บางคนเขาก็อาจจะติฉินนินทา แต่ด้วยความเราเป็นดาราด้วยคนก็มอง แล้วตอนนี้คนมาเห็นเราแบบนี้เขาก็จะพูดแค่ว่าอย่ากลับไปอ้วนอีกนะ แล้วที่เราผอมมาเพราะคนที่รักเราเหมือนกัน เราก็รู้สึกว่าเบียร์เคยพูดกับโอ๋ว่าจะอ้วนจะผอมเขาไม่เคยรู้สึกเลย เพราะเขามาเจอเราในตอนที่เราไม่สวยอยู่แล้วในตอนอ้วน แต่ว่าทุกคนก็จะบอกว่าโอ๋เมื่อก่อนหุ่นดีมาก ๆ เลย เราก็แบบฉันทำได้ เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอดู แล้วก็แล้วก็มีพี่เป๊กอยู่ดี ๆ โทรหาเรา แล้วก็ไปขุดเราขึ้นมาว่าโอ๋เมื่อก่อนสวยมากเลยนะ หุ่นดีมากเลย เธอต้องลองกลับมาหุ่นดีบ้างได้แล้ว

เคยติดอันดับ 100 ของสาวสุดฮอตของ FHM เวลาคนบอกว่าเมื่อก่อนสวยมาก แต่ตอนนี้อาจจะยังความรู้สึกเป็นยังไง ?

โอ๋ ภัคจีรา : ไม่ได้คิดอะไรเลยจริง ๆ เพราะอย่างที่บอกว่ามันต้องแก่สิ ลูกเรามันโตมาคาตาเรา เราก็รู้สึกเราเป็นแม่คนหนึ่ง แล้วก็เรามีสิทธิ์อ้วน (หัวเราะ) คือตอนนั้นโอ๋ผอมมาก ตอนเข้าวงการหนัก 48 สูง 170 ฉันเป็นโมเดลนะ ฉันเป็นนางแบบ แล้ววันนี้เราอยู่วงการมา 30 ปีเพราะฉะนั้นเรามีสิทธิ์อ้วนเราคิดอย่างนั้นตลอด พี่เป๊กเขาก็อยากให้โอ๋ผอมลง อยากให้สวยขึ้น มาหวังดีและยังให้เรารู้สึกมั่นใจกับตัวเองมากขึ้น เหมือนให้งานเรา ซึ่งตอนนี้เราอายุ 49 จะ 50 แล้วมันยากในการจะลด เราก็เลยมีตัวช่วย ซึ่งก่อนหน้านี้เราหนัก 78 ตอนนี้น้ำหนักลดลงเหลือ 58 ค่ะ 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top