วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569
สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งวงการอสังหาริมทรัพย์ เมื่อสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ประกาศขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของ “สถานทูต” ซึ่งอยู่บน “ทำเลทอง” ของกรุงเทพมหานคร นั่นคือ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ-ซอยต้นสน เขตปทุมวัน บนพื้นที่กว้างขวางร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจี ติดกับพื้นที่ของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา
โดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ จะย้ายไปตั้งที่อาคารสำนักงานโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค โดยมีกำหนดการย้ายในเดือนสิงหาคม 2569 ที่จะถึงนี้“วงการอนุรักษ์อาคารและสถาปัตยกรรม” ก็สั่นสะเทือนเช่นเดียวกัน
เว็บไซต์ คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม ได้ขึ้นข้อความว่า “สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์” เป็นรายการ “มรดกที่น่าห่วงใย” โดยระบุว่า“...สยามสมาคมฯ ได้รับการแจ้งรายการ ‘มรดกที่น่าห่วงใย’ (Heritage Alert) โดยผู้แทนของชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย ที่แสดงความกังวลต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย
...ช่วยกันปกป้องสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพฯ หมุดหมายทางวัฒนธรรมและการทูตที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
...ชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก ต่างแสดงความวิตกอย่างยิ่งต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่จะขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย
...สถานทูตแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร การขายพื้นที่แห่งนี้จะเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ ไม่เพียงต่อประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมโลกด้วย เพราะเมื่อสูญเสียไปแล้ว จะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก
...สถานทูตแห่งนี้ ไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการทูต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์และมิตรภาพอันยาวนานกว่า 400 ปี ระหว่างสองประเทศ การดำรงอยู่ของสถานทูตแห่งนี้ ช่วยเสริมสร้าง soft power สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และอำนวยประโยชน์ต่อสาธารณะในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์พิจารณาการตัดสินใจนี้อีกครั้ง และดำเนินการปกป้องสถานที่ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้แห่งนี้”
อนึ่ง พึงทราบว่า อาคารสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ประกาศขายผืนนี้ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก
ที่ดินและอาคารอันเป็นที่ตั้งของสถานทู๖เนเธอแลนด์ประจำประเทศไทยแห่งนี้ เคยเป็นบ้านของ นายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ.1897 และเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่นายแพทย์ปัวซ์ เป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” (Phya Asvin Amnueyvej)
นายแพทย์อัลฟองซ์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) หรือที่คนไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 รู้จักในนาม “หมอปัวซ์” เป็นแพทย์ชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวลานั้น ในบางกอก มีการก่อสร้างโรงพยาบาลฝรั่งขึ้นแห่งหนึ่ง คือ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ต่อมาเมื่อโรงพยาบาลสร้างเสร็จเรียบร้อยใน ค.ศ. 1898 (พ.ศ.2441) คุณหมอปัวซ์ ได้รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ นับได้ว่าท่านเป็นแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลแห่งนี้ อีกทั้งรับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำสถานกงสุลฝรั่งเศสด้วย
ต่อมาคุณหมอปัวซ์ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำพระองค์ร่วมกับแพทย์ชาวต่างชาติอีกสองท่าน ท่านยังเป็นแพทย์ประจำราชสำนักเพื่อรักษาบรรดาเชื้อพระวงศ์ และรักษาบุคคลทั่วไป
ชื่อของคุณหมอปัวซ์ ปรากฏในบันทึกของ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) เรื่อง จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรจนถึงสวรรคต ความว่า
“วันที่ 20 ตุลาคม เวลา 3 โมงเช้า คุณพนักงานออกมาบอกว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถ มีรับสั่งให้มหาดเล็ก ไปตามหมอเบอร์เกอร์ หมอไรเตอร์ และหมอปัวซ์ ให้รีบมาเฝ้าโดยเร็ว
สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมารับสั่ง แก่ข้าพเจ้า (พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ) ให้จัดอาหารเลี้ยงหมอ และจัดที่ให้หมออยู่ประจำ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป...
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการมาฟังพระอาการ มากด้วยกัน ตั้งแต่ 5 ทุ่มได้บรรทมหลับเป็นปรกติ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ หมอฝรั่ง หมอไทย และมหาดเล็ก อยู่ประจำพรักพร้อมกันตลอดทุกเวลา...
วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่ง 3 คน ขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปด้วยตามเคย เมื่อกลับลงมาเห็นกิริยาท่าทางของหมอ และเจ้านายไม่สู้ดี ได้ความว่า พระอาการหนักมาก พระบังคนเบาที่คาดว่าจะมีก็ไม่มี พิษของพระบังคนเบาซึม ไปตามเส้นพระโลหิตทั่วพระองค์ จึงทำให้เป็นพิษเซื่องซึมบรรทมหลับอยู่เสมอ หมอตั้งพระโอสถถวาย เร่งให้มีพระบังคนเบาแรงขึ้นทุกที...
พวกหมอฝรั่งประชุมกัน เขียนรายงานพระอาการยื่นต่อเจ้านาย เสนาบดีว่า พระอาการมาก เหลือกำลังของหมอ ที่จะถวายการรักษาแล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานาถ และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาแต่เช้า ได้ทอดพระเนตรรายงาน พระอาการที่หมอทำไว้ ทรงปรึกษาหารือเห็นพร้อมกันว่า ควรให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ มาเฝ้าตรวจพระอาการดูด้วย...
พระอาการตั้งแต่เช้าไปจนเย็น ไม่มีพระบังคนหนัก และเบาเลย พระหฤทัยอ่อนลงมาก ยังบรรทมหลับเซื่องซึมอยู่เสมอเวลาย่ำค่ำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่งขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปด้วย และเห็นหายพระทัยดังยาวๆ และหายพระทัยทางพระโอษฐ์ พ่นแรงๆ จนเห็นพระมัสสุไหวได้แต่ไกล สังเกตดูพระเนตร ไม่จับใครเสียแล้ว ลืมพระเนตรคว้างอยู่อย่างนั้นเอง แต่พระกรรณยังได้ยิน
สมเด็จพระบรมราชินีนาถ กราบทูลว่า เสวยน้ำ ยังทรงพยักพระพักตร์รับได้ และกราบทูลว่าพระโอสถแก้พระศอแห้ง ของพระองค์เจ้าสายฯ ก็ยังรับสั่งว่า "ฮือ" แล้วยกพระหัตถ์ขวาและซ้ายที่สั่นขึ้นเช็ดน้ำพระเนตร คล้ายทรงพระกันแสง พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ซับเช็ดพระเนตรด้วยผ้าซับพระพักตร์ ชุบน้ำถวาย หมอฉีดพระโอสถถวาย ช่วยบำรุงพระหฤทัยให้แรงขึ้นตั้ง
แต่เวลานี้ต่อไป หมอฝรั่งนั่งประจำคอยจับพระชีพจร ตรวจพระอาการผลัดเปลี่ยนกัน ประจำอยู่ที่พระองค์ การหายพระทัยค่อยเบาลงๆ ทุกที พระอาการกระวนกระวายอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่มีเลย คงบรรทมหลับอยู่เสมอ เจ้านายจะขึ้นไปเฝ้าอีกครั้ง ก็พอหมอรีบลงมาทูลว่า เสด็จสวรรคตเสียแล้วด้วยพระอาการสงบ เมื่อเวลา 2 ยาม 45 นาที”ชื่อของคุณหมอปัวซ์ยังถูกกล่าวถึงการถวายการรักษาเจ้านายอีกหลายพระองค์
ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยของพระชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แด่นายแพทย์ปัวซ์ ขึ้นเป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” และพระราชทานบ้านพักให้อยู่อาศัย ซึ่งก็คือ ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของสถานทูตเนเธอแลนด์ที่ประกาศขาย รวมทั้งตัวอาคารบ้านพักเดิมด้วย
ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ผืนนี้ เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ.1911 (พ.ศ.2454) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะนั้น ที่ดินแถบนี้ยังเป็นทุ่งนา เมื่อมีการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง ที่ดินแถบนี้จึงมีราคาสูงขึ้น ชาวนาเจ้าของที่ พากันขายที่ดินและย้ายออกไปอยู่นอกเมือง ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) ได้ซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่ ไว้จากชาวนาที่ย้ายออกไป
ปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขายที่ดินและบ้านให้แก่พระยาราชสาส์นโสภณ ซึ่งภายหลังพระยาราชสาส์นโสภณก็ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ หรือสำนักงานทรัพย์สินฯ ในปัจจุบัน
ปี ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงชื่นชมต่อความจงรักภักดีและการอุทิศตนในหน้าที่ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช จึงพระราชทานที่ดินแปลงนี้ พร้อมตัวอาคารบ้านพักให้
ปี ค.ศ.1932 (พ.ศ.2475) พระองค์เจ้าบวรเดชขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผ่านกรมพระคลังข้างที่ เพื่อขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่จำนวน 2 ไร่ เพราะประสงค์นำเงินมาปรับปรุงตัวบ้าน และได้เงินมา 15,000 บาท ถือเป็นการปรับปรุงบ้านครั้งแรกและครั้งเดียว
ปีนั้นเอง เริ่มเกิดความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย และในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1933 (พ.ศ.2476) พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้นำทัพของกลุ่มซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “กบฏบวรเดช” พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร แต่ไม่สำเร็จ ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กัมพูชา และได้เปิดโรงงานทอผ้า ค้าขายถ่านที่นั่น
ระหว่างที่พระองค์เจ้าบวรเดชลี้ภัยนั้น บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษเพื่อใช้เป็นสำนักงานและสโมสรช่วงปี ค.ศ.1936-1939 แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาใช้ที่นี่เป็นสำนักงาน
เดือนตุลาคม ค.ศ.1946 (พ.ศ.2489) หลังสงครามสิ้นสุดลง ที่นี่ถูกปล่อยเช่าให้กับ Salesian บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิก เพื่อใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ส่วนตัว ส่วนอาคารไม้ชั้นเดียว 2 หลังที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ได้ใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ต่อมาจึงได้รับการพัฒนาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาดอนบอสโก (Don Bosco Vocational School)
หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองทุกคดี ปี ค.ศ.1948 พระองค์เจ้าบวรเดชจึงเสด็จกลับประเทศไทยหลังลี้ภัยในเขมร 16 ปี และทรงตั้งโรงงานทอผ้าที่อำเภอหัวหิน ทอผ้าโขมพัสตร์ขึ้นจำหน่ายได้รับความนิยมโด่งดังระดับโลก
ปี ค.ศ.1949 ทรงขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ ให้แก่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ด้วยราคา 1,850,000 บาท เพื่อใช้เป็นทำเนียบหรือที่พำนักของเอกอัครราชทูต และเป็นที่ทำการสถานทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เหล่านี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันคุณค่าของอาคารละที่ดินแปลงสำคัญ ที่กำลังจะถูกขาย และไม่อาจทราบได้ว่า ในภายภาคหน้าจะกลายเป็นอะไรต่อไป.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี