วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
เสียงร้อง “อุ๊ย” ดังขึ้น เมื่อมีการชี้ชวนให้ดูรูปปั้น “ทหารหาญ” และ “นักรบ” ผู้ปกป้องชาติไทย ณ ค่ายบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม“ลุงตู่กับลุงป้อมนี่”
ใช่แล้ว, หากท่านไปเยือนค่ายบางกุ้ง หรือ “วัดบางกุ้ง” ในปัจจุบัน จะพบว่ามีการจำลองสภาพบางส่วนของ “ค่ายบางกุ้ง” สมรภูมิรบที่สำคัญในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา จนถึงกรุงธนบุรี โดยมีชายชาติทหารซ้อมมวย ฝึกฝนการต่อสู้ เพื่อร่วมต้านทานข้าศึกอยู่ในสถานที่แห่งนี้
“ค่ายบางกุ้ง” เป็นค่ายเก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หลังจากถูกพม่าตีแตกในคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ ก็ถูกทิ้งเป็นค่ายร้าง จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีใหม่ แล้วทรงมีพระบรมราชโองการให้ลูกเรือสำเภาจีนที่สละเรือมาสวามิภักดิ์ไปเฝ้าไว้ โดยตั้งให้เป็นหน่วยทหาร “ภักดีอาสา” มี “ไต้ก๋งเจียม” ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น “ออกหลวงเสนาสมุทร” เป็นผู้บังคับบัญชา
ออกหลวงเสนาสมุทรได้ปรับปรุงค่ายบางกุ้งขึ้นใหม่ตามตำราพิชัยสงครามฉบับ “ง่อกี้” โดยก่ออิฐเป็นเชิงเทินหอรบไปตามลำน้ำแม่กลอง ล้อมเอา “วัดบางกุ้งน้อย” ซึ่งสร้างขึ้นมาตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้กลางค่าย เพื่อเป็นที่สักการะและขวัญกำลังใจของทหาร ขุดคูป้องกันค่าย ซึ่งปัจจุบันก็คือ “คลองบ้านค่าย” และขุดคลองอีกคลองแยกจากแม่น้ำแม่กลองมาเพื่อใช้น้ำ ปัจจุบันคือ “คลองบางกุ้ง” เรียกค่ายนี้กันว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง”
พระอธิการบุญผึ่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ซึ่งเกิดที่บางกุ้ง ได้เล่าไว้เมื่อปี พ.ศ.2521 ขณะที่ท่านมีอายุ 81 ปีว่า ปู่ย่าตายายเล่ากันมาว่า มีเศรษฐีคนหนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บางกุ้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีข้าทาสบริวารมากมาย แต่จนเข้าวัยกลางคนแล้ว ก็ยังไม่มีบุตรสืบสกุล ฝ่ายภรรยามีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา ปรารถนาจะฝากทรัพย์ไว้กับพระศาสนาเพื่อจะได้ติดตัวไปใช้ในชาติหน้า จึงได้สร้างวัดขึ้นที่บางกุ้ง ใกล้บ้านของตน เป็นวัดที่ใหญ่มากในสมัยนั้น
ต่อมาท่านเศรษฐีได้น้องสาวภรรยาเป็นภรรยาอีกคน หวังจะได้บุตรธิดาสืบมรดก แต่อยู่กินกันมาหลายปีก็ไม่มีบุตร ภรรยาคนใหม่ก็หวังจะฝากทรัพย์สมบัติไว้กับพระศาสนาเช่นกัน จึงสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งติดกับวัดบางกุ้งเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า จึงให้ชื่อว่า “วัดบางกุ้งน้อย”
ปลายปี พ.ศ.2310 พระเจ้าอังวะได้รับรายงานจากเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต เวียงจันทน์ ซึ่งฝักใฝ่พม่า ว่า พระยาตากได้ตั้งตัวเป็นใหญ่จะฟื้นฟูกรุงศรีอยุธยาที่พม่าเผาราบไปแล้วขึ้นมาอีก พระเจ้าอังวะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่เชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาที่ถูกทำลายจนย่อยยับ ผู้คนก็ถูกกวาดต้อนมาจนเหลือน้อย จะมีใครก่อการใหญ่ได้อีก ประกอบกับกำลังกังวลการทำสงครามกับจีน จึงสั่งให้ “พระยาทวาย” ยกกองทัพเข้ามาดู ถ้าพบใครกำเริบตั้งตัวเป็นใหญ่ก็ให้ปราบเสีย
เจ้าเมืองทวายยกกำลังพล 3,000 คน เข้ามาทางด่านไทรโยคในฤดูแล้งปลายปี พ.ศ.2310 เห็นว่ากาญจนบุรีและราชบุรียังเป็นเมืองร้าง เรือรบของพม่าที่จอดทิ้งไว้ที่ไทรโยค รวมทั้งค่ายริมฝั่งแม่น้ำที่ราชบุรีก็ยังไม่มีใครทำลาย เดินทัพอย่างสบาย จนมาเจอ “ค่ายบางกุ้ง” จึงล้อมไว้
ในพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวว่า
“พระเจ้าตากสินทรงทราบข่าวข้าศึกด้วยความยินดียิ่ง ได้โปรดให้ พระมหามนตรี (บุญมา) จัดกองทัพเรือ 20 ลำ แล้วพระองค์ก็ทรงเรือพระที่นั่งสุพรรณพิชัยนาวา เรือยาว 18 วา ปากเรือกว้าง 3 ศอกเศษ พลกรรเชียง 28 คน พร้อมด้วยศาสตราวุธมายังค่ายบางกุ้ง โดยลัดเลาะมาทางคลองบางบอน ผ่านคลองสุนัขหอน และมาออกแม่น้ำแม่กลอง พระมหามนตรีคาดการณ์ว่าค่ายบางกุ้งล่อแหลมกำลังจะแตกอยู่แล้วจึงรีบเดินทัพ พอไปถึงก็เข้าโจมตีทัพพม่าที่กำลังล้อมค่ายไทย-จีนที่บางกุ้งโดยฉับพลัน”
ขณะเรียกประชุมนายทัพนายกองเพื่อปลุกใจก่อนเข้าโจมตีนั้น ทรงเน้นว่า
“ถ้าช้าไปอีกวันเดียวค่ายบางกุ้งจะแตก แล้วขวัญทหารไทยจะไม่มีวันฟื้นคืนดีได้ การรบทุกครั้งการแพ้ชนะอยู่ที่ขวัญกำลังใจ ถ้าไทยแพ้อีกในครั้งนี้ พม่าจะฮึกเหิม พวกไทยจะครั่นคร้ามและกู้ชาติไม่สำเร็จ การรักษาค่ายบางกุ้งไว้ให้ได้ในครั้งนี้ ได้ชื่อว่าท่านทั้งหลายได้ช่วยขวัญกำลังใจของไทยในการรบครั้งต่อไป”
การรบครั้งนี้ถึงขั้นตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น พระมหามนตรีซึ่งต่อมาก็คือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 ได้ใช้ดาบสิงห์สุวรรณาวุธ ด้ามและฝักกนกหัวสิงห์ไล่ฆ่าฟันข้าศึก
ฝ่ายทหารจีนในค่าย เมื่อทราบว่าพระเจ้าตากสินนำทัพมาช่วยด้วยพระองค์เอง ก็มีกำลังใจ เปิดประตูค่ายจุดประทัด ตีม้าฬ่อ ตะลุยออกมา ทำให้พม่าถูกตีขนาบ อีกทั้งเป็นคืนเดือนมืด ไม่รู้ว่ากองทัพไทยยกกันมามากแค่ไหน เสียงโห่ร้องอื้ออึงและประทัดม้าฬ่อทำให้ทหารพม่าเสียขวัญ ทหารไทยยิ่งได้ใจไล่ฆ่าฟันทหารพม่าตายเกลื่อน เจ้าเมืองทวายเห็นว่าจะรับไม่ไหวแน่ จึงถอยทัพออกไปทางด่านเจ้าเขว้า ด้านแม่น้ำภาชี เมืองราชบุรี
ขณะที่ พงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ กล่าวว่า
“ลุศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก (พ.ศ.2311) โปมัง พะม่านายทัพ คุมพลทหารพะม่าทัพบกทัพเรือประมาณ 2,000 เศษ ยกเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ตีล่วงมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งเข้าไว้ใกล้จะเสียอยู่แล้ว ครั้นทรงทราบในทันใดนั้นมีพระราชหฤทัยประดุจได้พระลาภอันอุดมกว่าลาภทั้งปวง จึงให้เตรียมพลโยธาทหารเรือประมาณ 20 ลำเศษ แล้วทรงเรือพระที่นั่งสุวรรณมหาพิชัยนาวา สรรด้วยเครื่องศาสตราวุธ ครั้นได้ศุภมงคลนิทานสกุณฤกษ์ พระทัยพร้อมพหิพยันดรราชฤทธิ์ ก็ยกพลนิกายโดยชลมารคด้วยอาการอันรวดเร็วดุจพระยาชวันราชหงส์อันนำหน้าสุวรรณหงส์ทั้งหลายทั้งปวงไปในราตรีนั้น ฝ่ายทัพเรือพะม่ายกลงมาตรัสเห็นแล้วก็รีบเรือรับ เรือพระที่นั่งกับทั้งเรือทหารทั้งปวงไล่ตะลุมบอน ยิงปืนจ่ารงค์มณฑลนกสับคาบศิลา ถูกพะม่าล้มตายพ่ายขึ้นไปเถิงทัพใหญ่จึงให้ยิงปืนตับใหญ่ พะม่าแตกตื่นล้มตายด้วยฝีมือทหารไทยฟันแทงในน้ำเป็นอันมาก บ้างหนีขึ้นบกเล็ดลอดซ่อนเร้นสะดุ้งใจ ที่หนีไปแว่นแคว้นแดนอังวะได้นั้นน้อยนัก ทหารไทยเก็บได้เครื่องศาสตราวุธเรือรบไล่ครั้งนั้นได้เป็นอันมาก พระเกียรติยศก็ฤาชาปรากฏดุจพระยาไกรสีหราชอันเป็นที่กลัวแห่งหมู่สัตว์จตุบาททั้งปวง” (หมายเหตุ :สะกดตามเอกสารเดิม)
ชัยชนะที่ค่ายบางกุ้งนี้ มีผลอย่างมากต่อขวัญและกำลังใจของกองทัพไทย หากพ่ายแพ้ครั้งนี้การกู้ชาติของพระเจ้าตากสินจะต้องมีปัญหา เพราะขวัญกำลังใจถูกทำลายลงอีก ทั้งเมืองสมุทรสงครามที่อุดมสมบูรณ์และยังไม่เคยถูกพม่ารุกรานเหมือนกรุงศรีอยุธยา ก็คงถูกปล้นสะดมไม่เหลือความมั่งคั่งด้วยศิลปวัฒนธรรมมาถึงทุกวันนี้แน่
ครั้นเผด็จศึกสำเร็จแล้ว พระเจ้าตากสินทรงพาทหารเข้าพักที่ค่ายบางกุ้ง ทรงประชุมเหล่าทหารหาญทั้งไทย-จีนให้มีความสามัคคีปรองดองเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความรักกันฉันญาติมิตร ตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท ตรัสว่า
“เนื้อต่อเนื้อไม่เอื้อเฟื้อเป็นเนื้อกลางป่า เนื้อใช่เนื้อได้เอื้อเฟื้อเป็นเนื้ออาตมา”
มีความหมายว่า คนที่เป็นญาติพี่น้องกัน ถ้ามิได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็เหมือนไม่ใช่ญาติ แต่คนที่มิใช่ญาติหากได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็เหมือนเป็นญาติสนิท
สงครามที่ค่ายบางกุ้งนี้ นอกจากจะทำให้ขวัญกำลังใจของคนไทยที่สูญสิ้นไปกลับคืนมาแล้ว ยังทำให้ชุมนุมต่างๆที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ยามแผ่นดินว่างกษัตริย์ ได้หันมายอมรับกองกำลังกู้ชาติของพระเจ้าตากสิน รวมกันกลับมาสู่ความเป็นปึกแผ่นเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง
ต่อมาในปี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกทัพไปรบพม่าที่ค่ายบางแก้ว เมืองราชบุรี เสด็จไปตามลำน้ำแม่กลอง ครั้นเสด็จผ่านค่ายบางกุ้งได้หยุดทัพพักเสวยพระกระยาหารกลางวันที่วัดกลางค่ายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2317 ก่อนเสด็จต่อไปราชบุรีเมื่อบ่ายโมงเศษ
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ค่ายบางกุ้งหมดความสำคัญลง ตัวค่ายและโบสถ์วัดบางกุ้งน้อยที่อยู่กลางค่ายถูกทิ้งร้างเกือบ 200 ปี ทำให้ธรรมชาติมีเวลาสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นกับโบสถ์ คือพันธุ์ไม้ 4 ชนิด มี โพธิ์ ไทร ไกร กร่าง ได้อาศัยขึ้นบนหลังคา และแผ่รากกระจายไปตามฝาผนังเลื้อยลงถึงดิน ผนังโบสถ์ทั้ง ๔ ด้านจึงมีรากไม้ทั้ง 4 ชนิดนี้เกาะรัดเหมือนตาข่าย ส่วนกิ่งใบก็ปกคลุมหลังคาจนร่มครึ้ม ตัวหลังคาก็ผุพังไปเหลือแต่โครงไม้บางส่วน จนกลายเป็น “โบสถ์อันซีน” ในกิจกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบันอีกด้วย
ในปี พ.ศ.2510 นายอภัย จันทวิมล ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้เลือกค่ายบางกุ้งเป็นที่ตั้งค่ายลูกเสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยตั้งศาลเพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2511 ต่อมาค่ายลูกเสือนี้ได้ยุบเลิกไป ทางวัดบางกุ้งใหญ่จึงได้รวมอาณาเขตวัดบางกุ้งน้อยไว้เป็นอารามเดียวกัน และพัฒนาค่ายบางกุ้งให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้าง “พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน” ขึ้น
ส่วนโบสถ์กลางค่ายซึ่งได้ชื่อว่า “โบสถ์ปรกโพธิ์” เป็นโบสถ์ก่ออิฐถือปูนกว้าง 8 เมตร ยาว 23 เมตร มีหน้าต่างด้านข้างด้านละ 3 บาน มีประตูทางเข้าออกทางด้านหน้าประตูเดียว ส่วนภาพเขียนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาบนฝาผนัง ได้ถูกน้ำฝนที่รั่วเข้ามาจนภาพเลือนหายไปหมด จึงได้เทฝ้าเพดานเป็นคอนกรีตกันฝน เพราะไม่อาจซ่อมหลังคาได้ ต้องปล่อยให้อยู่ในสภาพผุพังเช่นเดิม
ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 2 เมตร นามว่า “หลวงพ่อนิลมณี” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อดำ” ประดิษฐานอยู่
นอกเหนือจากการมาชม “โบสถ์โพธิ์ปรก” ที่เป็นอันซีนเมืองสมุทรสงคราม กราบขอพรหลวงพ่อนิลมณี และขอโชคลาภจาก "ศาลนางไม้เจ้าจอม" กราบถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แล้ว อย่าลืมตามหา รูปปั้นเลียนแบบใบหน้า “ลุงตู่” พลอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับลุงป้อม “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ให้พบด้วย จะได้ถือว่า มาถึง “ค่ายบางกุ้ง” อย่างสมบูรณ์แบบ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี