วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569
533.jpg
เจมส์ เรืองศักดิ์ เปิดบทเรียนภาวะมีบุตรยาก พร้อมเผยวันที่ชีวิตคู่ดิ่งสุด

เจมส์ เรืองศักดิ์ เปิดบทเรียนภาวะมีบุตรยาก พร้อมเผยวันที่ชีวิตคู่ดิ่งสุด

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.13 น.
Tag :

ใครจะคิดว่า เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ วางแผนชีวิตครอบครัวละเอียดถึงขั้นลิสต์ทุกอย่างก่อนแต่งงาน เผยเบื้องลึกในรายการ MY DADDY James เล่าภาวะมีบุตรยากนานกว่า 1 ปีไม่สำเร็จ จุดที่หนักสุดคือวันที่ภรรยาแท้งครั้งแรก! เตือนผู้ชายกล้ามโตไม่ได้แปลว่ามีลูกง่าย รู้หน้าไม่รู้สเปิร์ม! และแนวคิดสำคัญคือการเป็น “พ่อที่มีอยู่จริง” เวลาของลูกแพงกว่าเวลาในชีวิต แนวคิดนี้จึงกลายเป็นสูตรความสัมพันธ์ที่ทำให้ทั้งครอบครัวเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง

 


ย้อนกลับไปในวันที่ครอบครัวเจอภาวะการมีบุตรยาก ตอนนั้นยากง่ายแค่ไหน แล้วก็จัดการกับปัญหานี้ยังไง ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : คือเราก็เป็นคู่แต่งงาน เหมือนคู่ทั่วไปที่แบบคิดว่า พี่เจมส์ก็เป็นนักกีฬา เล่นกีฬา ตอนนั้นเล่นไตรกีฬา แข็งแรง ครูก้อยอยู่ในวัยเจริญพันธุ์เลย แล้วก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ถือว่าหน้าตาดีสวย ความเข้าใจของเราก็คือว่าผู้ชายก็แข็งแรง ผู้หญิงก็ดูดี ก็แต่งงานก็ต้องมีลูกเลยสิ แต่ตอนนั้นเราพยายามทำตามธรรมชาติ 6 เดือนก็ไม่ได้ 1 ปีก็ไม่ได้ พอได้ก็ไม่ติด ตอนนั้นพี่แต่งงานตอนอายุประมาณ 39 ครูก้อยตอนนั้นน่าจะ 30 กว่า ๆ ปีหนึ่งก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้เลยก็ได้แต่ไม่ไปต่อ มันก็เกิดภาวะความรู้สึก ผู้หญิงจะเป็นมากกว่าเรา เขาจะรู้สึกดราม่า รู้สึกว่าฉันไม่มีคุณค่า ฉันไม่สามารถเป็นแม่ได้ ในขณะที่เขามองเห็นผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกัน หรือว่าเขามองดูคนอื่นๆ แล้วทำไมเขาถึงได้ มีชีวิตปกติได้ ทำไมเราถึงไม่ได้ ด้วยความที่แบบว่า ตอนนั้นยังไม่ใช่ "ครูก้อย Baby and Mom" คือไม่ใช่ครูก้อยที่มีความรู้เรื่องมีบุตรยาก ก็จะโทษตัวเอง หดหู่ ดำดิ่ง แล้วก็ถึงขนาดแบบว่าบางคืน วันที่จำได้เลย วันที่เขาไม่ได้ลูก แล้วก็มีลูกไม่ไปต่อ บางทีก็มีการเพ้อเลย แบบทำไมก้อยถึงเป็นอย่างงี้ ๆ

 

ตอนนั้นคือลองทำธรรมชาติ และลองทำแบบวิทยาศาสตร์แล้วด้วย ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : ใช่ ตอนนั้นก็เบสิก ๆ ก่อน คือกระบวนการวิทยาศาสตร์มันจะเริ่มไล่จากกระบวนการที่เรียกว่า เป็นกระบวนการง่าย ๆ ก่อน อย่างขั้นตอนแรก ไปปรึกษาแพทย์ แพทย์แนะนำให้ไปนับวันก่อน ง่าย ๆ ที่สุดก่อน แล้วทำกันเองตามธรรมชาติ กับขั้นตอนที่ 2 เขาเรียก IUI ก็คือแค่การที่หมอนำอสุจิ แล้วก็นำไข่ของฝ่ายหญิง แล้วก็ผ่านหลอดทดลอง แล้วคุณหมอก็ผสมเข้าไปในระบบภายในของเพศหญิง เราก็ลองทำด้วยวิธีนี้แล้วก็ไม่ไปต่อ จนรู้สึกว่าบรรยากาศในชีวิตคู่ตอนนั้น มันกลายเป็นแบบมันดิ่ง แล้ววันที่แบบแย่ที่สุด ดิ่งที่สุด คือวันที่ครูก้อยแท้งครั้งแรก จำได้เลยว่าโทรมารับสายโทรศัพท์ แล้วเขาก็ร้องไห้แบบคนเหมือนคนประคองสติไม่อยู่ ถ้าอธิบายทางวิทยาศาสตร์ตอนนั้นก็คือ มันเป็น Natural Selection ก็คือธรรมชาติคัดสรรตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ออก ก็เป็นเรื่องปกติมาก ๆ แต่ความที่ไม่มีความรู้ตอนนั้น ก็คือก็เข้าใจว่าเป็นเพราะตัวเขา พอครูก้อยเป็นอย่างนั้น เราก็ลึก ๆ นะ ส่วนตัวก็คิดว่า หรือว่าจริง ๆ เขาดีอยู่แล้ว แล้วจริง ๆ เป็นที่เรา บรรยากาศมันเป็นอย่างงี้ มันเลยทำให้บรรยากาศของชีวิตคู่ตอนนั้น มันมีแต่ความรู้สึกมาคุ แต่เราด้วยความมันเป็นผู้ชาย เราก็ต้องพยายามประคับประคอง ไม่เป็นไร อยู่ 2 คนก็ได้ อะไรประมาณนี้ อันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ในการที่ครูก้อยลุกขึ้นมาเรียนรู้ หาข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับการมีบุตร รวมไปถึงการมีบุตรยาก ก้อยก็เริ่มอ่านวิจัย ปรึกษากับคุณหมอ แล้วก็เริ่มไปเข้าอบรมสัมมนา เรื่องราวที่เกี่ยวกับ Fertility หรือเกี่ยวกับเรื่องของระบบการเจริญพันธุ์ต่าง ๆ เขาไปถึงขั้นนั้นเลยสุดทาง เพื่อจะให้รู้จริงกับเรื่องนี้ แล้วพอทำไปก็เริ่มรู้สึกว่า เข้าใจแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขามันคืออะไร ทำไมเขาถึงมีบุตรยาก แล้วเหตุการณ์ที่มีก้อนเนื้อก้อนเลือดไหลออกมามันคืออะไร พอเข้าใจตรงนั้นกลายเป็นครูก้อยอีกคนหนึ่งเลย

 

แล้วเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตหรือว่าเปลี่ยนอะไรไหม ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : เปลี่ยนเยอะมาก พอเริ่มมีความเข้าใจจึงค้นพบว่า แท้จริงแล้วมันเกิดจากตัวเรา สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลย มันต้องรู้ก่อนว่าปัญหาคืออะไร เกิดจากอะไร ปัญหาของฝ่ายหญิงหรือเปล่า หรือเป็นปัญหาของฝ่ายชายหรือเปล่า สิ่งที่ครูก้อยได้เจอในตอนนั้นก็คือคนมีความเข้าใจว่า มีเงินจ่าย ครบ จบแน่ สมมุติว่าเรามีปัญหาแล้วเราก็เดินเข้าไปหา อาจจะโรงพยาบาล หรือคลินิกมีบุตรยาก ฉันมีเงินนะ จ่ายปึ๊บ จะได้ลูกหรือเปล่า ไม่ใช่ ไม่มีโรงพยาบาลไหน หรือคลินิกอย่างไหน การันตี 100% ว่าการทำครั้งนั้น คุณจะได้ลูก 100% เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กระบวนการทางการแพทย์ คือ ก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์นี่คือเป็นที่มาของคำว่า "คัมภีร์ครูก้อย" ตอนนั้น

 

พอรู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ผู้ชายอย่างเราจะรู้สึกอายถ้าเกิดว่ามีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก ควรจะเปิดใจยังไง ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : จริง ๆ ทั้งชายทั้งหญิงที่มีความรู้สึกอย่างนั้น คนความเชื่อไทยเดิม ๆ บอกว่า เป็นสะใภ้ที่ไม่สมบูรณ์นะ หรือผู้ชายมันจะมีความเชื่ออันหนึ่งคำว่าไม่มีน้ำยา ความเชื่อนั้นในความรู้สึกผู้ชายเป็นความรู้สึกของความแบบต้อยต่ำ เราก็แข็งแรงทุกอย่างแต่ไม่มีน้ำยา ความรู้สึก 2 อย่างนี้ มันเลยทำให้หลาย ๆ คู่ที่มีบุตรยาก ไม่ค่อยอยากที่จะเปิดเผยเรื่องนี้สู่ครอบครัว เช่น การไม่เปิดเผยคือการไม่ไปตรวจนั่นเอง ฉันไม่ได้เป็นอย่างงั้นหรอกก็แข็งแรงดีทุกอย่าง ตรวจสุขภาพทุกครั้งก็แข็งแรงดีทุกอย่าง แท้จริงแล้วตรวจสุขภาพทุกครั้งไม่ได้ตรวจเรื่องนี้เลย มันก็เลยทำให้ปัญหาก็ยังไม่ถูกแก้ ยังไม่ถูกค้นพบ ยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นปัญหา อันนี้คือความเชื่อผิด ๆ ของผู้ชาย ดังนั้นผู้ชายถ้าสมมุติว่า เกณฑ์ของการมีบุตรยากคืออะไร คือถ้าอยู่ด้วยกันอย่างธรรมชาติแล้ว 6 เดือนหรือปีหนึ่ง ปฏิบัติกิจอย่างสม่ำเสมอเพียงพอแล้วไม่มีลูก แสดงว่าคุณเข้าข่าย สิ่งหนึ่งก็คือต้องยอมรับก่อนว่าคุณคือผู้มีโอกาสมีบุตรยาก เดินเข้าไปที่โรงพยาบาลตรวจเช็คสุขภาพเลย สุขภาพฝ่ายชาย สุขภาพฝ่ายหญิง จะเจอว่าปัญหาคืออะไรต้องยอมรับ

 

เรียกว่าในยุคผมเขาจะบอกว่าอายุ 35-40 แก่ไปแล้วไม่มีลูกแล้ว มีมุมมองยังไงที่จะมาบอกเด็ก ๆ ว่ามันยังไม่ได้สายขนาดนั้น ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : คือต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า โลกปัจจุบันมันไม่เหมือนโลกสมัยก่อน เอาโลกยุค 90 ก็พอ ความยากของการสร้างครอบครัวสักครอบครัวหนึ่งในยุค 90 ก็ไม่ง่ายแล้วนะ มาถึงยุคนี้ ก็ยิ่งยากกว่าอีก สมมุติว่าคู่หนึ่งคิดจะแต่งงาน การตั้งตัวถึงขนาดเรียกได้ว่าสามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้ก็เป็นความคิดที่ยากที่เขาที่คิดว่าเขาจะมีลูกสักคน มันเลยทำให้เป็นความคิดที่รู้สึกกลัว กลัวว่าลูกออกมาแล้วจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ ตามที่พ่อแม่เลี้ยงเรามา หรือกลัวสภาวะที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมปัจจุบันว่าน่ากลัวเหลือเกิน ซึ่งความกลัวเหล่านี้มันก็เลยทำให้คนหลีกเลี่ยงการจะมีลูก ก็อาจจะหาเหตุผลว่าโลกยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้หรืออะไรก็แล้วแต่

 

ด้วยความคาดหวัง ด้วยเศรษฐกิจด้วย จนพอตัวเองพร้อมจริง ๆ อายุมันก็ล่วงเลยไปแล้ว ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : ใช่ ๆ แต่เจมส์เชื่อไหม ว่าสิ่งหนึ่งที่มันฝืนไม่ได้คือ พี่เรียกว่าเป็น A call of nature แล้วกัน มันเป็นเสียงเรียกจากธรรมชาติ คือ ธรรมชาติฉลาดมาก ฝังยีนนี้ให้กับมนุษย์ทุกคน ให้มนุษย์มีความรัก ให้มนุษย์มีความรู้สึกว่าฉันอยากมีทายาทเพื่ออะไร เพื่อให้มนุษย์โลกได้สืบพันธุ์ต่อ ๆ กันไป ไม่ให้มนุษย์สูญพันธุ์ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้มันอาจจะถูกปกคลุมโดยความคิด โดยแบบค่านิยมในยุคนั้น แต่สุดท้ายเวลาเราแก่ตัวขึ้นไป ค่านิยมมันจะค่อย ๆ หลุดออกไป แล้วความคิดจากธรรมชาติมันจะเรียกกลับมาอีก ยังไงสุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่ามันจะยากลำบากเพียงใด สุดท้ายมนุษย์จะไขว่คว้าที่จะมีลูกให้ได้พี่เชื่ออย่างนั้น คงไม่ไปบอกให้ทุกคนมีลูก แล้วมันคงไม่ใช่ คงไม่ขนาดนั้น แต่คงบอกว่าเปลี่ยนความคิดซะใหม่ดีกว่าว่าทำยังไงให้มันพร้อมดีกว่า ทำยังไงให้มันไปได้กับความโลกใบนี้ที่มันเปลี่ยนแปลง มีความน่ากลัว มันมีวิธี

 

สำหรับ น้องเมดา วางแผนไหมว่าต้องห่างกันขนาดนี้ไหม ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : วางแผน คือเน้นคุณภาพในการมีมากกว่าจำนวน แล้วก็ความเร็ว เราอยากจะให้เด็กคนหนึ่งเกิดออกมาแล้ว เขาได้รับเวลา ได้รับความรัก อย่างมีคุณภาพที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ คือนิสัยส่วนตัวของพี่อย่างหนึ่ง พี่เป็นคนที่แบบรักความยั่งยืน เป็นคนที่แบบว่าทำอะไรแล้วชอบวางแผน ไม่ชอบอะไรที่ฉาบฉวย ก็เลยมีความคิดว่า ช่วงเวลา 6 ปี ของการห่างกันของเด็กคนหนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับพี่ กับการที่แบบเลี้ยงเขาแล้วให้เวลาคุณภาพกับเขาจริง ๆ แล้วคนที่ 2 ก็ค่อยมา

 

วางแผนยังไงกับทั้งตัวเอง ครอบครัว สำหรับลูกที่กำลังจะเกิดมา และลูกที่เกิดมาแล้วตอนนั้นคิดเยอะไหม ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : พี่เป็นคนที่ไม่เคยคิดอยากจะมีครอบครัวเลย จริง ๆ คือพี่เป็นคนที่แบบว่ารักความสุขในชีวิต รักอิสระมาก ๆ แล้วช่วงชีวิตของการได้เป็นศิลปินในยุค 90 มันมีความสุขมาก มันมีอิสระในชีวิต มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเยอะ มีความสุขมาก สำราญมาก ก็เลยมีความคิดว่าไม่เห็นจำเป็นจะต้องมีครอบครัวเลยอยู่ไปแบบนี้ พี่ถึงแต่งงานอายุ 39 แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง อย่างที่บอกว่า A call of nature มันก็ดังขึ้นในใจว่าถึงวันแล้วที่ว่าเราจะต้องมีครอบครัว จะต้องมีใครสักคนเข้ามาในชีวิต ก็เป็นจังหวะพอดีที่เจอภรรยาด้วย เป็นจังหวะที่ดาว 7 ดวง มันโคจรมาพบกัน วันนั้นพี่ตัดสินใจเลยว่าถ้าพี่จะเลือกทางสำราญก็จงให้ไปให้สุดเลย แต่ถ้าพี่จะเลือกทางที่สร้างครอบครัวต้องไปให้สุดเหมือนกัน อยู่ดี ๆ ก็มีความรู้สึกว่าฉันจะสร้างครอบครัวที่มีความสุข พอได้โจทย์แบบนั้นมีภาพในหัวเลยว่า ภาพครอบครัวที่มีความสุขเป็นยังไง คือมันเหมือนวางแผนธุรกิจเหมือนกันนะ

 

วางแผนลูกยังไง แล้วเป็นตามนั้นไหม ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : เรื่องของลูก ถ้าแต่งงานแล้วอยากมีลูก คุณจะต้องเป็น "พ่อที่มีอยู่จริง" คือต้องบอกอย่างงี้ว่า พ่อทุกคนรักลูกหมด พ่อที่ต้องออกไปตรากตรำทำงาน ไม่มีเวลาให้ลูกเลย เขาก็รักลูกนะ ไม่ใช่ไม่รัก แต่ด้วยความจำเป็น โน่นนี่ ๆ แต่ก็จะมีพ่ออีกแบบหนึ่งที่เขามีเวลาให้ ลูกลืมตามาก็เห็นพ่อ แล้วก็ให้เวลากับลูก อันนั้นคือสิ่งที่เด็กรับรู้ได้ คือให้เงินลูก มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ว่าลูกรับรู้ไม่ได้นะเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะช่วง 3 ปีแรกเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดเขาจะรับรู้ได้ว่า เวลาเท่ากับรัก เพราะฉะนั้นพี่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ก็กลับไปสะท้อนแผนเรื่องของการแบบว่า ก่อนแต่งงาน ว่าพี่วางแผนชีวิตในเรื่องของการเงิน เพื่อที่จะมีเวลาให้กับลูก พอเรามีลูกแล้ว พี่เรียกว่าเป็นพ่อที่มีเวลาให้กับลูก เป็นพ่อที่มีอยู่จริง และก็อ่านนิทานให้ลูกฟังทุกคืน ไปรับไปส่งเขาได้ทุกวัน

 

เราสร้างพ่อที่มีอยู่จริงนั่นหมายความว่า ลูกในอนาคตเราจะเป็นลักษณะไหน ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : เขาบอกว่าถ้าเมื่อไหร่พ่อมีอยู่จริง เสียงเล็ก ๆ ในหัวของลูก ก็จะได้ยินเสียงพ่อเวลาที่เขาจะไปทำสิ่งที่ไม่ดี เขาจะรู้สึกด้วยว่าไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจ กับลูกที่ไม่มีพ่อแม่ที่มีอยู่จริง เขาก็รู้สึกว่าชีวิตเขาก็จะโหวงเหวง ๆ เวลาทำอะไร มันเหมือนมันไม่มีสายใยเล็ก ๆ ที่มันแบบ สายใยที่มองไม่เห็นที่ยึดเขาไว้ เวลาที่เขาทำอะไรอาจจะขาดการยับยั้งชั่งใจ เพราะฉะนั้นพี่คิดว่า เวลาของพ่อแม่ที่ให้กับลูก ณ วันที่เป็นเด็ก มันจะเป็น Little Voice มันจะเป็นเสียงเล็ก ๆ ที่ทำให้ลูกมีความยับยั้งชั่งใจ ในการที่จะไปเดินก้าวในสิ่งที่ไม่ถูกต้องในอนาคตได้ สิ่งที่แพงที่สุดในโลกคือเวลาใช่ไหม เพราะมันซื้อกลับคืนไม่ได้ แต่สำหรับพี่สิ่งที่แพงกว่าเวลา คือ เวลาของลูกเพราะว่ามันย้อนไม่ได้

 

แล้วพอเราทำสิ่งนี้ได้เห็นผลหรือยัง ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : เห็นชัดเลย เมดาเป็นเด็กที่เขาเรียกว่าอะไร อยู่ในโหมดแบบว่า ความรักเหลือเฟือ พอความรักเหลือเฟือเขาไม่ต้องวิ่งไปมองหาความรักจากแบบอื่น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเดินไปสังคมไหน จุดไหน ที่เขาบังคับให้ลูกทำไม่ดี หรือมีแนวโน้มว่าลูกจะต้องทำไม่ดีตาม เขาเดินหันหลังออกมาเลย

 

เวลาเรามีลูกบางบ้านอาจจะมีปัญหา เพราะว่าภรรยาก็จะดูลูก สามีก็จะดูลูก แล้วภรรยากับสามีก็จะห่าง ๆ กัน ตอนนั้นเคยคิดวางแผนหรือว่าทำยังไงไหม ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : เชื่อไหมว่านี่คือหนึ่งในแผนเลยนะ 1 ในแผน ก่อนที่จะแต่งงาน คือ พี่กับภรรยานี่อาจจะบอกเว่อร์ก็เว่อร์นะ จังหวะก่อนที่จะจดทะเบียน มีการมานั่งเขียนกันเลย ลิสต์เป็นข้อ ๆ เลย ลิสต์ในเรื่องของการเงิน ลิสต์ในเรื่องของความสัมพันธ์ ลิสต์ในเรื่องของ บ้านฉันบ้านเธอ เพื่อนฉันเพื่อนเธอ พ่อแม่ฉันพ่อแม่เธอ และก็ลิสต์ในเรื่องของการมีลูกว่า เมื่อไหร่มีลูก ต้องอย่าทิ้งวัฒนธรรมของความเป็นแฟนกัน คือไม่ใช่แบบว่าเวลาฉันให้กับลูกหมด 100% ไม่ได้นะ เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เราเป็นผู้เลี้ยงดูลูกใช่ไหม ถ้าพ่อแม่ไม่มีความสุข ลูกจะเอาความสุขที่ไหน เพราะฉะนั้น เราต้องอย่าลืมว่าความสัมพันธ์ตรงนั้น อันนี้พูดแบบไม่เขินเลยนะ ธรรมชาติมันสร้างเรื่องนี้ให้ เพื่อให้มนุษย์คู่รัก แสดงความรักกัน การได้สัมผัสกายซึ่งกันและกัน ได้ถ่ายทอดเรื่องนี้ซึ่งกันและกัน มันเป็นการแสดงว่า ฉัน เธอยังเป็นที่หนึ่งของฉันอยู่

 

มีคำแนะนำไหมเผื่อบ้านไหนกำลังมีปัญหากัน เพราะว่าภรรยามัวแต่ดูลูก แล้วสามีไม่เข้าใจ ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : กลับไปย้อนไปตอนวันก่อนแต่งงาน คือกลับไปที่เรื่องแผน ภาพเดียวกันหรือเปล่า ภาพปลายทางเดียวกันหรือเปล่า ปลายทางของพี่กับภรรยาคือปลายทางเดียวกัน คือ เห็นภาพลูกมีความสุข แล้วก็เห็นเรา 2 คนมีความสุข ในวัยแบบว่าที่เราแก่ชราแล้ว ถ้าภาพเดียวกันก็กลับมาดูว่านี่มันคือส่วนหนึ่งของ Action Plan ก็คือการที่เรายังต้องประคองความรักกันอยู่เหมือนเดิม แล้วพอเราถอยกลับมาเราก็จะเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นพอเข้าใจก็จะไม่หงุดหงิดกัน

 

น้องเมตตา กำลังจะคลอดแล้ว พี่เจมส์ได้บอก น้องเมดา ยังไงไหม ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : คือเขาอยู่ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการแม่บำรุง ครูก้อยจะบำรุงตัวเอง เขาจะเป็นคนแบบว่า สมมุติว่าคุณแม่จะบำรุงโปรตีนเขาจะเป็นคนเชคโปรตีนให้คุณแม่ แล้วก็ถามว่าทำไม หนูอยากให้น้องแข็งแรง ตั้งแต่ขั้นตอนการบำรุง ขั้นตอนการไปหาหมอ ก็พาเข้าไปด้วย ขั้นตอนการไปอัลตราซาวด์ ขั้นตอนการไปตอนเอาตัวอ่อนมาใส่ อยู่ทุกขั้นตอนเลยนะ และก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไร น้องกำลังจะมาแล้ว เมื่อเขาอยู่ในทุกขั้นตอน เขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่ง สำคัญที่สุดเลยต้องอย่าทำให้คนโตรู้สึกว่า น้องออกมาแล้วเขาถูกแชร์ความรักไปลดความสำคัญไป เพราะฉะนั้นตอนนี้พี่จะเต็มที่กับเมดา ๆ แล้วก็ให้เขาอยู่ในขั้นตอน ทุกอย่างมันกลืน ๆ ไป

 

ลูกที่เกิดจากกระบวนการวิทยาศาสตร์กับธรรมชาติ แตกต่างกันไหม ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : เผลอ ๆ จะดีกว่า จริง ๆ แล้วความเชื่อของคนโบราณ เด็กหลอดแก้ว เหมือนเป็นคนไม่ใช่ปกติ จริง ๆ ไม่เลยนะครับ เด็กหลอดแก้วก็เป็นไข่เป็นอสุจิแล้วผสมกันเหมือนกัน ปฏิสนธิเหมือนกัน เพียงแต่ว่าคุณหมอช่วยให้กระบวนการนั้นมันชัวร์มากยิ่งขึ้น แล้วก็คัดเลือกเอาตัวที่ดีที่สุด ไข่ใบที่ดีที่สุด มาเจอกัน แล้วก็ให้อยู่ในสภาวะควบคุม จนถึงขั้นตัวอ่อน ตัวอ่อนเติบโตมาจนเป็น Blastocyst Day 5 แล้วถึงเอาเข้าไปฝัง และก็ไปตรวจโครโมโซม เพราะฉะนั้นกระบวนการมันก็คือเหมือนธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเด็กคนนั้นก็คือเด็กทั่วไป เลี้ยงได้ทั่วไป

 

อยากให้ช่วยเล่าแรงบันดาลใจในการทำเพจ BabyandMom.co.th ที่ร่วมกับครูก้อย ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : แรงบันดาลใจของ BabyandMom ต้องเล่าอย่างงี้ว่า ปัจจุบัน BabyandMom มีผู้ติดตามประมาณสัก รวมทุกช่องทางน่าจะ 700,000 คน ได้ คือเป็นรวมเอาผู้ที่อยากมีลูก แล้วรวมถึงผู้มีบุตรยาก ที่อยากได้ความรู้ ข้อมูล จะในเรื่องของภาวะเจริญพันธุ์ที่ถูกต้อง ก็จะมารวมตัวกันที่นี่ และก็เริ่มมาจากหัวใจของการเป็นแม่ผู้มีบุตรยากของครูก้อย อย่างที่เล่าว่า ครูก้อยคือแม่ผู้มีบุตรยาก จนเข้าไปเจอปัญหานี้ด้วยตัวเอง เข้าใจความรู้สึก ความทุกข์ เข้าใจถึงรอยบาดแผลที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่แค่ไม่มีลูกนะ แต่มันเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันเกิดจากความแค่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะจากไม่รู้เป็นรู้ คือการต้องเรียนรู้ BabyandMom เลยเติบโตจากการที่เราเรียนรู้ แล้วก็ส่งต่อความรู้นี้ไปให้แม่ ๆ ที่ติดตามเพจเรา พอเราเริ่มเกิดสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า "คัมภีร์ครูก้อย" ขึ้นมา ซึ่งเดี๋ยวครูก้อยกำลังจะเขียนหนังสือขึ้นมา

 

สำหรับผู้ชายบางคนดูแลตัวเองดีมาก แต่ว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวนั้นก็ได้ ผู้ชายอย่างเราควรดูแลตัวเองยังไง ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : จำคำพี่ไว้อย่างนะ "รู้หน้าไม่รู้สเปิร์ม" นี้เรื่องจริงเลย แข็งแรงกล้ามโต แต่ว่าสเปิร์มอ่อนแอเยอะ ต้องบอกอย่างงี้ว่าอันดับแรกก่อน ต้องมีความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายของผู้ชาย สเปิร์มต้องดูผ่านทางกระบวนการทางการแพทย์ก่อน 3 เรื่องที่เราต้องดูนะครับ 1 จำนวน 2 การวิ่งว่าย 3 ก็คือคุณภาพ คือเราจะต้องมีการไปพบแพทย์เพื่อตรวจก่อน ตรวจก่อนว่าเรามีความผิดปกติทางด้านไหน

 

คาดหวังอนาคตลูกเป็นยังไงบ้างหรือว่าอยากให้ลูกมีชีวิตในทิศทางไหน ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : คาดหวังสักแค่ 2 อย่าง ให้เขาปลอดภัย และมีความสุข พ่อแม่ก็เหมือนคนปลูกต้นไม้ ตั้งใจรดน้ำพรวนดิน ให้ต้นไม้มันโตแค่นั้นเอง ส่วนต้นไม้จะโตแตกไปทางไหน นี่เป็นเรื่องของต้นไม้ จงอย่าไปตอนบอนไซซะจนต้นไม้ไม่สามารถจะเติบโตไปในทางที่ต้นไม้ควรจะเป็นได้ เพราะฉะนั้นพี่เป็นคนที่เรามีความโชคดี เมดามีความโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ตรงจุดที่ว่าเขามีโอกาสที่จะได้ลองทำในสิ่งที่เขาอยากทำทุกอย่าง พ่อแม่ทำเต็มที่ เพราะฉะนั้นพี่จะบอกลูกเสมอว่า จงใช้ข้อดีให้เป็นข้อดี ก็คือมีโอกาสเลือก ให้ทำก็ทำไป เพราะฉะนั้นพี่ก็จะไม่ได้ให้ลูกต้องเครียด เราจะสนับสนุนให้เขาเขียนให้ได้ อ่านให้ออก แล้วก็ยกมือตอบคำถามครู และก็มีความสุขกับการเรียน ไปเล่นทุกวัน เพราะฉะนั้นพี่ไม่คาดหวังเลย พี่ก็ให้โอกาสเขาเลือก สุดท้ายเขาจะไปทางไหน ชีวิตเขาเลย

 

พี่เจมส์แชร์ประสบการณ์ความประทับใจในการเป็นคุณพ่อ ?

เจมส์ เรืองศักดิ์ : เพื่อนพี่หลายคน เขาจะกำลังคิดว่า เขาอยากมีลูกไหม เขาจะถามพี่นะ มีลูกดีไหม พี่ก็พยายามหาคำตอบดี ๆ มาตอบไว้ว่ามีลูกดี ไม่มีลูกดี จนวันหนึ่ง พี่รู้สึกคิดได้ด้วยตัวเอง ว่า พอเรามีลูก เราค้นพบคำหนึ่ง คำว่า "รักแท้" คืออะไร รักแท้ ๆ เลยนะ ไม่นับเรากับแม่ พี่ว่าลูกกับเรา คือ "รักแท้" บางทีความรักระหว่างชายหญิง มันอาจจะเป็นรักของการปรุงแต่งก็ได้ แต่ความรักระหว่างสายเลือดของพ่อกับลูก หรือแม่กับลูก มันเป็นรักแท้อย่างไร้เงื่อนไขจริง ๆ ซึ่งคนไม่มีลูกไม่เข้าใจ มันเป็นความรู้สึกที่แบบว่า ไม่ว่าจะไปเจอประสบการณ์แบบไหน ก็ไม่เหมือนกับมีลูกของตัวเอง เลี้ยงหลานก็ไม่ใช่ เลี้ยงบุตรบุญธรรมก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นพี่จะบอกเพื่อนว่า ไม่รู้ว่ามีลูกดียังไง แต่ว่าความประทับใจที่สุดของการมีลูก คือพี่เจอรักแท้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top