533.jpg
ใน ‘พระธาตุเชิงชุม’ มีปราสาทเขมรซ่อนอยู่

ใน ‘พระธาตุเชิงชุม’ มีปราสาทเขมรซ่อนอยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
Tag :

หากนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสกลนครแล้ว เชื่อว่าหลายท่านคงนึกถึง “พระธาตุเชิงชุม” ปูชนียสถานสำคัญนี้  เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน แสดงรูปแบบเอกลักษณ์ของเจดีย์ล้านช้าง คือ ส่วนยอดของเจดีย์คล้ายบัวเหลี่ยม พระธาตุองค์นี้ สร้างครอบสวม “ปราสาทเขมร” ที่ก่อด้วยศิลาแลงไว้ข้างใน  โดยพบหลักฐานเป็นจารึกอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร บริเวณกรอบประตูทางด้านทิศตะวันออก

เนื้อหาของจารึกกล่าวถึงการอุทิศที่ดินและสิ่งของต่างๆ ให้แก่เทวสถาน  กำหนดอายุสมัยจากอักษรได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ -๑๗ ซึ่งสอดคล้องกับสถานที่ตั้งองค์พระธาตุที่ตั้งภายในแนวกำแพงเมืองและคูเมืองสกลนคร ซึ่งมีรูปทรงคล้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  อันเป็นคติการสร้างบ้านเมืองแบบวัฒนธรรมเขมรโบราณครั้นวัฒนธรรมล้านช้างแผ่ขยายอิทธิพลมายังที่ตั้งเมืองสกลนครเมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้ว  โดยปรากฏหลักฐานคือจารึกพระมหาเทโวโพธิสัตว์ (จารึกวัดบ้านริมท่าวัด) อำเภอเมืองสกลนคร ที่ระบุศักราช พ.ศ. ๒๑๗  จึงมีการก่อสร้าง “พระเชิงธาตุเชิงชุม” ครอบทับ “ปราสาทเขมร” ที่มีมาแต่เดิม


จะเข้าใจ “พระธาตุเชิงชุม” ได้  ต้องรุ้ว่า ประวัติที่มาของพระธาตุเชิงชุมนี้  ปรากฏเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “คติการบูชารอยพระพุทธบาท” ผ่าน “ตำนานอุรังคธาตุ” ตำนานเรื่องสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาในพื้นที่สองฝั่งโขงในตำนานดังกล่าว กล่าวถึงกำเนิดพระธาตุเชิงชุมไว้ว่าในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธองค์พร้อมพระอรหันต์ ได้เสด็จโปรดสัตว์และประทับรอยพระพุทธบาทตามสถานที่ต่าง ๆ ในแถบลุ่มน้ำโขงแล้ว  ได้เสด็จมายัง “เมืองหนองหารหลวง” ซึ่งสันนิษฐานว่า คือ “เมืองสกลนคร” ในปัจจุบันนี้

ณ สถานที่แห่งนี้  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทับรอยพระบาททับซ้อนลงบนรอยพระพุทธบาทของพระอดีตพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า และพระกัสสปพุทธเจ้า ที่ได้เคยเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้แล้ว ในบริเวณที่เรียกว่า “ภูน้ำลอด” ซึ่งสันนิษฐานว่า คือ บริเวณที่ตั้งของพระธาตุเชิงชุมในปัจจุบัน

“พระยาสุวรรณภิงคาร” ผู้ครองเมืองหนองหารหลวงจึงโปรดให้ก่อ “อูบมุง” (อุโมงค์) ครอบรอยพระบาทดังกล่าวไว้ จึงเป็นที่มาของนาม “พระธาตุเชิงชุม” อันหมายถึง “เจดีย์หรือสถานที่ซึ่งมีรอยพระพุทธบาทมารวมหรือชุมนุมกันอยู่แล้ว”

คำว่า “เชิง” หมายถึง เบื้องล่าง, ตีน และ “ชุม” หมายถึง ประชุม,ชุมนุมปัจจุบัน หากใครได้ไปสักการะพระธาตุเชิงชุม ก็จะได้เห็นตัวปราสาทขอมขนาดเล็ก ที่อยู่ในองค์เจดีย์พระธาตุเชิงชุมนี้  ข้างในเป้นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปมากมายหลายองค์ และ "ก้อนข้าวใหญ่" หรือ "เมล็ดข้าวใหญ่" เป็นก้อนหินทรายทรงกลมขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ภายในอุโมงค์หรือปราสาทขอมเดิม ชาวสกลนครเชื่อกันว่า นี่คือเมล็ดข้าวในตำนานนางโพสพ วรรณกรรมอิงพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงที่มาของข้าว อันเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์

ยังมีความเชื่อกันอีกว่า ก้อนข้าวศักดิ์สิทธิ์อายุร้อยกว่าปีนี้  ผู้ใดได้สัมผัส ผู้นั้นจะมีทรัพย์สินเงินทอง หลั่งไหลมาหาผู้นั้นแบบไม่ขาดสาย มีชีวิตที่ดี สุขภาพดี รุ่งเรืองความสุข การงาน การเงิน มั่งคั่งตลอดกาล !!!ถัดมาอีกหน่อย บริเวณวิหารหน้าประตูอูบมุงหรืออุโมงค์ปราสาทขอม เป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อพระองค์แสน” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนครคู่มากับ “พระธาตุเชิงชุม” ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มากอีกองค์หนึ่งของประเทศ

จากตำนาน หลวงพ่อพระองค์แสนนี้ สร้างขึ้นราวพุทธศักราช ๑๘๐๐ เพื่อแทนหลวงพ่อสุวรรณแสนองค์จริงที่เป็นทองคำทั้งองค์ มีน้ำหนังหนึ่งแสนตำลึงทอง (สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๓) เนื่องจากในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เมืองหนองหารหลวงเกิดแห้งแล้วต่อกัน ๗ ปี และเกิดศึกสงครามหลายครั้ง จึงย้ายเมืองไปอยู่ที่นครธม ก่อนย้ายได้นำพระสุวรรณแสน ทองคำไปซ่อนไว้ในน้ำ ไม่สามารถนำไปได้ด้วย  เหตุว่ากลัวข้าศึกจะมาแย่งชิงในระหว่างทาง

พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จึงได้สร้างหลวงพ่อพระองค์แสน (องค์ปัจจุบัน) แทนไว้ให้ ทำด้วยหินเหล็กเส้นชนิดสี่เหลี่ยมเป็นโครง(ผูกลวด) แล้วฉาบด้วยทรายผสมปูนขาวแช่น้ำเปลือก ไม้ (ยางบง) น้ำแช่หนัง - มะขาม - น้ำอ้อย และเถา ฝักกรูด ลงรักปิดทอง มีพุทธลักษณะเท่าเดิม ภายในก็บรรจุเครื่องรางของขลังสมัยก่อนไว้มาก ให้นามว่า "หลวงพ่อพระองค์แสน" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มาก ซึ่งต่อมามีการบูรณะซ่อมแซมอยู่หลายครั้ง (ครั้งล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๔ โดยกรมศิลปากร)

ในอดีตเมื่อราวปี ๒๔๙๙  องค์หลวงพ่อเดิมนั้นเกิดชำรุดหนัก เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปที่ก่ออิฐถือปูน พอโดนน้ำหรือความชื้นมากๆ เข้า ก็ทำให้องค์พระชำรุดไปตามกาลเวลา เมื่อมีการเฉลิมฉลองสมโภชราชธานีครบ ๒๐๐ ปีตามประกาศรัฐบาล จะมีการบูรณะปฎิสังขรณ์ขยายโบสถ์ และหลวงพ่อพระองค์แสนเกิดการชำรุด  จึงมีการจะสร้างหลวงพ่อองค์ใหม่มาแทนที่เมื่อการบูรณะเริ่มขึ้น  ช่างชาวญวนพยายามทุบองค์พระ และพยามลอกทองที่หุ้มออก  แต่พอทุบไปครั้งใด ก็ได้ยินแต่เสียงหัวเราะดังกังวานออกมา จนภายหลังถึงกับต้องล้มป่วยไป (ผู้รับเหมาคนที่จะรื้อพระคือ นายชุน ศรีดามา นักธุรกิจชาวเวียดนามรุ่นบุกเบิกสกลนคร หลังจากคนงานชาวญวนทุบพระจนแขนขวาร้าว หลวงพ่อยิ้มให้ คนงานโดดหนี ร้องตะโกนตลอดทางว่า ฝะหยิ้ม (ออกสำเนียงแบบไม่ชัด)ต่อมานายชุน ก็รถคว่ำแขนหัก คนสกลรุ่นเก่าๆ จึงเรียกนายชุนว่า องชุนฝะหยิ้ม  ด้วยเหตุนี้จึงต้องล้มเลิกการบูรณะเอาหลวงพ่อออก  ส่งผลให้ในปัจจุบัน  เมื่อท่านมาสักการะหลวงพ่อพระองค์แสน จะเห็นมีหลวงพ่อซ้อนกันอยู่ ๒ องค์ องค์หน้าคือหลวงพ่อองค์เดิม ส่วนองค์หลังเป็นองค์ใหม่ที่จะสร้างขึ้นมาแทนนั่นเอง

ทางทิศใต้ของพระธาตุเชิงชุมวรวิหารปรากฏอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งเติมใช้เป็น “สิม” หรือ “พระอุโบสถเดิม” ของวัดตามประวัติ ระบุว่า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๓ โดยขุนอร่ามรัษฎากร (เรือง สุคนธชาติ) ขุนสมบัติไพศาล (สา นวลมณี) ข้าราชการทั้งสองท่าน  พร้อมด้วยคณะญาติได้ว่าจ้างช่างชาวญวนก่อสร้างขึ้น  สิมจึงมีรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างงานช่างพื้นถิ่นอีสาน ศิลปะญวณ และสถาปัตยกรรมตะวันตกลักษณะเป็นสิมโถง ขนาด ๓ ห้อง ก่ออิฐถือปูน ผังอาคารอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาทรงจั่วไม่ซ้อนชั้น มุงด้วยกระเบื้องไม้ (แป้นเกล็ด)  หันหน้าไปทางทิศใต้ ด้านหน้าอาคารมีระเบียงยื่นออกมาก่อนถึงประตูทางเข้าสิม หน้าบันด้านนอกเขียนภาพจิตรกรรมหน้ากาลรูปร่างคล้ายมังกร กำลังคายวงโค้ง ถัดลงมาเป็นภาพดอกไม้ ๙ กลีบ ขนาบข้างด้วยเทพธิดา ยืนบนดอกบัว และเทวดาเหาะ ด้านบนสุดของหน้าบันตกแต่งด้วยลายพันธุ์พฤกษา ประตูทางเข้าเจาะช่องสำหรับเข้า - ออก จำนวน ๑ ช่อง

ภายในสิมประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยประทับบนฐานชุกชีขนาบข้างด้วยพระพุทธรูปประทับยืน ๒ องค์ ด้านหลังองค์พระเขียนลวดลายก้านต่อดอกเป็นวงกลมคล้ายท่อนพวงมาลัย  ผนังภายในตกแต่งด้วยลวดลายก้านต่อดอกเป็นวงกลม ตอนบนผนังเขียนลายพันธุ์พฤกษาโดยรอบ

กลางห้อง เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอย  ข้อมูลระบุว่า พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เจ้าเมืองสกลนครองค์สุดท้าย ผู้ว่าราชการเมืองสกลนครคนแรก เป็นผู้สร้างถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระธาตุเชิงชุม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ เดิมเคยประดิษฐานอยู่ประตูทางเข้าองค์พระธาตุ ก่อนย้ายมาประดิษฐานไว้ภายในสิมหรือพระอุโบสถหลังเดิมเช่นในปัจจุบัน

ลักษณะรอยพระพุทธบาทจำลองสลักจากหินทรายปิดทองเป็นรอยพระบาทข้างขวา มีขนาดความกว้างวัดจากขอบนอกประมาณ ๕๔ เซนติเมตร ความยาววัดจากขอบนอกประมาณ ๑๙๑.๕๐ เซนติเมตร รอยพระบาทสลักลึกลงไปประมาณ ๑๑ เซนติเมตร ขอบด้านนอกของรอยพระพุทธบาทซ้อนลดหลั่นกัน ๓ ชั้น หมายถึงพระอดีตพุทธเจ้า ๓ พระองค์

รอยพระบาทข้างขวาขนาดใหญ่ที่ปรากฏ หมายถึง รอยพระบาทของพระโคตมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ทางวัดอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าสักการะพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทดังกล่าวได้

พระธาตุเชิงชุมนอกจากมีคุณค่าความสำคัญในด้านพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับอาคารสิ่งก่อสร้างในวัฒนธรรมเขมรโบราณและวัฒนธรรมล้านช้างแล้ว ยังเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่เชื่อมโยงเรื่องราวผ่านตำนานอุรังคธาตุซึ่งเป็นวรรณกรรมสำคัญในแถบลุ่มน้ำโขงที่แต่งขึ้นในช่วงต้นรัชกาลพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช กษัตริย์ของอาณาจักรล้านช้างประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ทั้งยังมีศิลปะญวนเข้ามาปะปนจึงอาจกล่าวได้ว่าพระธาตุเชิงชุมสะท้อนให้เห็นคติความเชื่อเรื่องการนับถือรอยพระพุทธบาทที่ปรากฏในรูปแบบ

ของตำนาน ต่อมาเมื่อเข้าสู่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๕ พระยาประจันตประเทศธานี ได้อัญเชิญรอยพระพุทธบาทจำลองมาถวายแด่พระธาตุเชิงชุมเพื่อเป็นพุทธบูชา การถวายรอยพระพุทธบาทครั้งนี้ นอกจากความเสื่อมใสในพุทธศาสนาแล้วยังเป็นการสืบทอดคติการบูชารอยพระพุทธบาทที่ปรากฏขึ้นในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ด้วย
รอยพระพุทธบาทจำลองที่นำมาถวายเป็นพุทธบูชา จึงไม่เพียงแค่เป็นปูชนียวัตถุสำคัญของวัด แต่รอยพระพุทธบาทดังกล่าว เสมือนเป็นตัวแทนของเรื่องราวการกำเนิดพระธาตุเชิงชุม ว่าเป็นสถานที่ชุมนุมรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ตามเรื่องเล่าและความเชื่อของผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมหนองหารนี้ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top