542.jpg
เปิดใจ เครก กิลเลสพี ผู้กำกับฯ และผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ SUPERGIRL ซูเปอร์เกิร์ล

เปิดใจ เครก กิลเลสพี ผู้กำกับฯ และผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ SUPERGIRL ซูเปอร์เกิร์ล

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.
Tag :

“Supergirl”  ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุดของ DC Studios เตรียมเข้าฉายบนจอภาพยนตร์ทั่วโลกช่วงฤดูร้อนนี้ โดย วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส นำแสดงโดย มิลลี อัลค็อก ในบทบาทคู่ ซูเปอร์เกิร์ล / คารา ซอร์-เอล กำกับโดย เครก กิลเลสพี จากบทภาพยนตร์ของ อานา โนเกราเมื่อศัตรูปริศนาผู้โหดเหี้ยมและคาดไม่ถึงเข้ามาคุกคามใกล้ตัวเกินไป คารา ซอร์-เอล หรือซูเปอร์เกิร์ล จึงจำใจต้องร่วมมือกับคู่หูที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ ออกเดินทางผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ข้ามจักรวาล เพื่อการล้างแค้นและความยุติธรรมมิลลี อัลค็อก ร่วมแสดงกับ มัทเธียส โชนาร์ตส์, อีฟ ริดลีย์, เดวิด ครัมโฮลตซ์, เอมิลี บีแชม พร้อมด้วย เดวิด โคเรนสเวต และ เจสัน โมโมอา ภาพยนตร์อำนวยการสร้างโดยหัวเรือใหญ่ของดีซี สตูดิโอส์ ได้แก่ ปีเตอร์ ซาฟราน และ เจมส์ กันน์ ดัดแปลงจากตัวละครของดีซี โดยซูเปอร์เกิร์ลอ้างอิงจากตัวละครที่สร้างสรรค์โดย เจอร์รี ซีเกล และ โจ ชูสเตอร์ ผู้อำนวยการสร้างบริหารประกอบด้วย ไนเจล กอสเทโลว์, ชองตาล นง โว และ ลาร์ส พี. วินเธอร์

เบื้องหลังงานสร้าง เครก กิลเลสพี ร่วมงานกับผู้กำกับภาพ ร็อบ ฮาร์ดี, ผู้ออกแบบฉาก นีล ลามอนต์, ผู้ตัดต่อ ทาทิอานา เอส. รีเกล และ เฟร็ด ราสกิน, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แอนนา บี. เชพพาร์ด และ ไมเคิล มูนีย์, หัวหน้าวิชวลเอฟเฟ็กต์ เจฟฟรีย์ บอมันน์, ผู้ควบคุมดนตรี ซูซาน เจคอบส์ และผู้ประพันธ์ดนตรี คลอเดีย ซาร์เน


DC Studios นำเสนอภาพยนตร์จาก a Troll Court Entertainment / The Safran Company Production  ภาพยนตร์ของเครก กิลเลสพี เรื่อง Supergirl  มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์และระบบไอแมกซ์ทั่วอเมริกาเหนือวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และเริ่มฉายต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2569 จัดจำหน่ายโดย วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส

โดย ผู้กำกับ เครก กิลเลสพี  ได้เปิดใจสัมภาษณ์ถึงการทำงาน และการร่วมงานกับนักแสดงในSUPERGIRL -ซูเปอร์เกิร์ล ว่า

การเข้ามาทำภาพยนตร์ในจักรวาล DC

แนวคิดของการได้เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มของ DC ร่วมกับเจมส์ กันน์และปีเตอร์ ซาฟราน ทำให้ผมตื่นเต้นสุด ๆ บอกตรง ๆ ว่าผมรักผลงานของเจมส์มาก เป็นแฟนเขามานานแล้ว โทนงานที่เขาใช้ในภาพยนตร์เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกเชื่อมโยงด้วยมาก และเขาเป็นผู้กำกับที่กล้าเสี่ยง กล้าทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่ลังเล ครั้งแรกที่ผมได้คุยกับเจมส์ เขาบอกว่าพวกเขาอยากทำให้ภาพยนตร์แต่ละเรื่องเหมือนนิยายภาพคนละเล่ม มีนักวาดและนักเขียนของตัวเอง และแต่ละเรื่องจะมีเอกลักษณ์ชัดเจนในโลกคอมิก และเมื่อพวกเขาส่งบทเรื่องนี้มาให้ผม ผมอ่านแค่สองฉากแรกก็ “เอาเลย” ทันที คือมันมีความสุดขั้วเกิดขึ้นตั้งแต่เปิดเรื่อง โทนตั้งต้นของหนังทำให้ผมแทบรอไม่ไหวที่จะอ่านต่อ และบทก็ส่งพลังได้ตลอดจนถึงฉากสุดท้าย หนังเลือกจะเผชิญหน้ากับบาดแผลทางใจ อารมณ์ และการตัดสินใจของตัวละคร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ผู้ชมเคยเห็นมาก่อน และผมก็รู้ตั้งแต่ต้นว่าภายใต้การนำของเจมส์และปีเตอร์ พวกเขาจะไม่หลีกเลี่ยงประเด็นเหล่านี้แน่นอน

การได้เห็น มิลลี่ อัลค็อก ทำให้ซูเปอร์เกิร์ลมีชีวิตขึ้นมา

ผมตื่นเต้นกับหนังเรื่องนี้มาก มันเป็นการเดินทางในการค้นหาตัวตนของซูเปอร์เกิร์ล และมิลลี่ก็ยิ่งทำให้ตัวละครนี้ “โคตรเท่” ขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดกระบวนการ เธอมีความแข็งแกร่งในตัว และก็ไม่กลัวที่จะแสดงความเปราะบาง
การตีความซูเปอร์เกิร์ลของเธอ รวมถึงสิ่งที่เราสร้างร่วมกัน มันดิบ แข็งกระด้าง และไม่ขอโทษใคร มันตลกแน่นอน แต่ไม่ใช่คอเมดี้แบบที่เราคุ้นเคยในหนังซูเปอร์ฮีโร่ การได้สำรวจมุมนี้และยึดเธอไว้ในความรู้สึกที่สมจริงมาก ๆ ทำให้เราสามารถดำดิ่งไปกับอารมณ์ของตัวละครได้โดยไม่หลุดออกนอกเส้นทาง มันไม่ประนีประนอม และผมมีความสุขมากกับผลลัพธ์สุดท้าย รวมถึงวิธีที่มิลลี่ทำให้ซูเปอร์เกิร์ลมีชีวิตขึ้นมา เพราะมัน “ไม่ขอโทษใคร” ในความหมายที่ดีที่สุด

ตัวตนของคาร่า ซอร์-เอล และเส้นทางของเธอตลอดเรื่อง

นี่คือเรื่องราวของการค้นหาตัวเองและการยอมรับความรับผิดชอบ คาราถูกโยนเข้าสู่สถานการณ์ที่เธอไม่ได้ขอ และเธอแทบอยากจะหนีจากมัน จนกระทั่งเธอเผชิญหน้ากับบาดแผลในใจของตัวเองอย่างแท้จริง รวมถึงการได้เห็นสิ่งที่รูธเยกำลังเผชิญ เธอจึงเริ่มตระหนักว่า บางทีเธออาจต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง ทำในสิ่งที่เธอสอนคนอื่น และมีส่วนร่วมกับชีวิตจริงๆ เธอกำลังหนีจากหลายอย่างที่ไม่อยากเผชิญ และใช้การสนุกสนานเพื่อหลีกหนีความจริง เธอไม่แน่ใจว่าบทบาทของตัวเองในจักรวาลนี้คืออะไร เธอมีพลัง มีโอกาส แต่ซูเปอร์แมนได้ทิ้งรอยเท้าอันยิ่งใหญ่ไว้บนโลกแล้ว คาราอยากเป็นตัวของตัวเอง และกำหนดกฎของตัวเอง ซึ่งไม่ได้จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของซูเปอร์แมนเสมอไป

การแสดงของมิลลี่ อัลค็อกในภาพยนตร์

การถ่ายทำกินเวลาสี่เดือนครึ่ง และมิลลี่แทบจะอยู่ในทุกฉาก อีกทั้งยังเป็นบทที่ใช้ร่างกายอย่างหนัก ทุกเช้าเธอต้องตื่นก่อนเวลาถ่ายทำราวชั่วโมงครึ่งเพื่อฝึกซ้อมด้านร่างกาย เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมตลอดการถ่ายทำ ซึ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด แต่สิ่งที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือความสง่างามและสมาธิที่เธอมีในทุกวัน แม้จะมีฉากแอ็กชันมากมาย แต่ฉากระหว่างเธอกับ Ruthye โดยเฉพาะตอนที่คาราเล่าอดีตของตัวเอง เธอถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียดอ่อนงดงาม เพราะตัวละครนี้เป็นคนที่ปิดกั้นตัวเองมาก ฉากเหล่านี้อาจเกิดขึ้นท่ามกลางการถ่ายทำที่หนักหน่วง เป็นฉากยาวสามหรือสี่หน้า แต่เธอก็ยังอยู่กับอารมณ์ได้อย่างเต็มที่ ละเมียดละไม และซื่อตรงกับประวัติของซูเปอร์เกิร์ลเสมอ ช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุดคือฉากร่วมกับ Eve ฉากกับพ่อของเธอที่แสดงโดยเดวิด ครัมโฮลต์ซ และกับแม่ที่แสดงโดยเอมิลี่ บีแชม มันเป็นฉากอารมณ์ที่ทรงพลังมาก แต่ก็ต้องรักษาความนิ่งและการยับยั้งไว้ ซึ่งทำได้ยากมาก และเธอก็ทำออกมาได้งดงามจริง ๆ

สิ่งที่ทำให้คาราแตกต่างจากลูกพี่ลูกน้องของเธอ คลาร์ก

ซูเปอร์เกิร์ลมีทุกอย่างที่ซูเปอร์แมนมี เลเซอร์จากดวงตา การได้ยินเหนือเสียง ความเร็วในการบินที่เหลือเชื่อ เธอยังเก่งการต่อสู้ระยะประชิด และสามารถฝ่าฟันอวกาศได้ และผมชอบพูดว่าเธอ “ไม่แคร์ใครทั้งนั้น” เธอยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ ไม่หวั่นไหวและไม่ประนีประนอม แม้กระทั่งตอนที่คลาร์กพยายามยัดเยียดระบบความเชื่อของเขาให้เธอ เธอก็ยังยืนหยัดในจุดยืนของตัวเอง คลาร์กมีครอบครัวบุญธรรมและเติบโตมาอย่างมั่นคง ชีวิตเต็มไปด้วยความอบอุ่นและการหล่อเลี้ยงที่งดงาม ขณะที่คาราเห็นความยากลำบากมามาก แม้จะมาจากครอบครัวที่เปี่ยมด้วยความรัก แต่โลกแวดล้อมของเธอเต็มไปด้วยความโกลาหล ทำให้เธอมีมุมมองต่อโลกและการรับมือกับมันแตกต่างออกไป และเมื่อเธอไม่ได้อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์สีเหลือง พลังของเธอก็แทบไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา ซึ่งอาจเป็นสถานการณ์ที่อันตรายมาก แต่ทัศนคติของเธอไม่เคยเปลี่ยน นั่นแหละคือสิ่งที่ผมรักเกี่ยวกับเธอ ต่อให้เห็นเธอบนดาวที่มีดวงอาทิตย์สีแดง คุณก็ยังคิดว่าเธอมีพลังอยู่ดี จากท่าที การวางตัว และการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เธอไร้ความกลัว ไม่ว่าจะมีพลังหรือไม่ก็ตาม และผมรักคุณสมบัตินั้นของเธอมาก

คาราและเพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้คาดคิดในภาพยนตร์อย่างรูธเย

ทั้งสองเป็นดูโอแบบคลาสสิก คือถูกจับให้ต้องมาทำภารกิจเดียวกันโดยไม่เต็มใจนัก คารา ซึ่งเป็นตัวเอกของเรา โฟกัสอย่างแรงกล้าในสิ่งที่เธอต้องการทำ ส่วนรูธเยเป็นเหมือนสิ่งรบกวนใจ ที่ค่อย ๆ ทำให้คาราอ่อนแรงลง และสุดท้ายก็เปิดใจให้เธอ ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ระหว่างทั้งคู่มีแรงเสียดทานกันไม่น้อย จนกระทั่งเริ่มเห็นรอยร้าว และความอบอุ่นที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น โดยเฉพาะฝั่งของคารา ที่ตั้งกำแพงสูงเอาไว้ คิดว่า “สามวันจบ แล้วฉันก็ไป”
แต่รูธเยกลับค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปใต้ผิวหนังของเธอ ในแบบที่ดีที่สุดและด้วยความอดทนมาก ๆ การได้เห็นมิลลี่ อัลค็อก และอีฟ ริดลีย์ เล่นรับ–ส่งกันด้วยความยับยั้งชั่งใจ รับมือกับคำกระแทกกระทั้นต่าง ๆ อย่างไม่ถือสา มันเหมือนการเต้นรำรอบ ๆ เรื่องราวเบื้องหลังของกันและกัน

เจสัน โมโมอา ในบทโลโบ

ในความหมายที่ดีที่สุด เจสันคือพลังที่ถาโถม เขาเติมเต็มทุกเฟรมของจอ และคุณก็เข้าใจทันทีว่าทำไมเขาถึงเป็นซูเปอร์สตาร์ภาพยนตร์ ผมรู้ว่าเจสันอยากเล่นบทนี้มาหลายปีแล้ว และเราก็ได้ร่วมกันสร้างตัวละครนี้อย่างแท้จริง ทั้งลุคทั้งหมด และการคารวะเวอร์ชันคอมิกของโลโบ เขามีประวัติยาวนานหลายทศวรรษ แต่เรามุ่งเน้นไปที่ยุคทศวรรษ 1990 เป็นหลัก เจสันเข้ามาพร้อมความกระตือรือร้น ไอเดียมากมาย และตั้งใจจะรักษาอารมณ์ขันและความประหลาดพิลึกของโลโบแบบในการ์ตูนเอาไว้ ผมตื่นเต้นมากที่เราได้ทำแบบนั้น และเขาก็สวมบทตัวละครนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

มัทธีอัส ชูนาเอิร์ตส์ ในบทวายร้ายเครม

มัทธีอัสเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก ซึ่งผมเริ่มจับตามองเขาตั้งแต่เรื่อง Bullhead เขามีผลงานน่าทึ่งมาตลอดหลายปี และระหว่างที่เรามองหาคนมารับบทนี้ ผมได้ยินว่าเขาจะมาออดิชันจริง ๆ ซึ่งมันบ้ามากนะผมตื่นเต้นสุด ๆ ที่จะได้ “เล่นในสนามเดียวกัน” กับเขา และเขาก็ออดิชันยาวเกือบหนึ่งชั่วโมง เขาเข้ามาพร้อมจะเล่น พร้อมจะลอง ไม่มีอะไรต้องห้าม ช่วงอารมณ์และการแสดงที่เขามอบให้ผมมันทำให้ผมอึ้งไปเลยจากนั้นเราก็เดินหน้ากันต่อในกองถ่าย ผมดีใจมากที่ได้เขามารับบทนี้ และเขาก็ใจกว้างมากในการมอบการแสดงหลากหลายแบบ ตั้งแต่ความแปลกประหลาดไปจนถึงความมืดหม่นสุดขั้ว ทำให้เรามีตัวเลือกมากมายในการตัดต่อ ผลลัพธ์สุดท้ายออกมาน่าพอใจมาก และเขาคือวายร้ายที่น่าเกรงขามจริง ๆ

คริปโต หัวใจของภาพยนตร์

คริปโตคือชีพจรของทั้งเรื่องอย่างแท้จริง และมีเส้นเวลาเร่งด่วนว่าคริปโตจะมีชีวิตรอดหรือไม่ ดังนั้นสิ่งแรกที่สำคัญมากคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคารา เธอค้นพบเขาบนดาวคริปตันในฉากที่ทรงพลังมาก และสุดท้ายเขาก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่เธอพกติดตัวออกมาจากคริปตัน ทำให้คริปโตเป็นจุดยึดโยงทางกายภาพกับชีวิตก่อนหน้าของเธอ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ต้นเรื่อง เราจำเป็นต้องทำให้ผู้ชมเข้าใจสายสัมพันธ์ของทั้งคู่ และการที่พวกเขาพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง และแน่นอน เมื่อพรมถูกดึงออกจากใต้เท้า (เมื่อสถานการณ์พลิกผัน) คุณจะเห็นว่าการช่วยชีวิตคริปโตสำคัญกับคารามากแค่ไหน เธอพร้อมจะทำทุกวิถีทาง สิ่งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้เธอแสดงความหงุดหงิดหรือความโกรธได้อย่างสมเหตุสมผล เพราะเดิมพันมันสูงจริง ๆ เธออยู่ในโหมดภารกิจเต็มตัว และใครก็ตามควรหลีกทางให้เธอ

การทำให้ชีวิตของชาวคริปโตเนียนมีชีวิตขึ้นมา

โลกใบนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากในการจินตนาการ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมคิดว่าเรามีถึงห้าภาษา และภาษาคริปโตเนียนก็เป็นหนึ่งในนั้น นักแสดงจึงต้องเรียนรู้ภาษาเหล่านี้ ผมทึ่งมากกับฉากยาว ๆ ในเมืองอาร์โกระหว่างคารากับพ่อและแม่ของเธอ ซึ่งยาวประมาณสามถึงสี่นาที และทั้งหมดเป็นภาษาคริปโตเนียนซึ่งเป็นภาษาที่สร้างขึ้นมาใหม่ นักแสดงต้องเรียนรู้ภาษา แสดงอารมณ์ และถ่ายทอดการแสดงไปพร้อมกัน มันทรงพลังมากเมื่อได้เห็นสิ่งนั้นนอกเหนือจากนั้น เรายังต้องสร้างทั้งโลกขึ้นมาใหม่ทั้งหมด—สถาปัตยกรรมเป็นอย่างไร โครงสร้างสังคมเป็นแบบไหน ลำดับชั้นคืออะไร ฟิสิกส์ในโลกของพวกเขาทำงานอย่างไร ทุกอย่างน่าทึ่งมาก คุณไม่สามารถหันหลังแล้วหยิบแก้วกาแฟให้เธอได้เฉย ๆ ต้องคิดด้วยว่า “แก้วกาแฟของที่นั่นหน้าตาเป็นยังไง?” แต่ทีมออกแบบของเรายอดเยี่ยมมาก และมันเป็นหนึ่งในงานที่สนุกที่สุดจริง ๆ

การกำหนดโทนของภาพยนตร์จากบทของอานา โนเกรา

สำหรับผม “โทน” คือสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นที่สุด มันคือการเต้นรำระหว่างความนุ่มนวลหรือความหลุดโลก กับสถานการณ์ที่มีเดิมพันสูงและดราม่าหนักหน่วง ซึ่งเกิดขึ้นแทบจะภายในห้าวินาทีต่อกัน คำถามของผมเสมอคือ เราจะทำสิ่งนั้นได้อย่างไร จะดึงมันออกมาให้สำเร็จได้อย่างไร จะทำให้ผู้ชมยังคงอินกับเดิมพันของเรื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็หัวเราะกับสถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นได้ ทั้งหมดนี้มีอยู่แล้วในงานเขียนของอานา มันเห็นชัดตั้งแต่บนหน้ากระดาษ แล้วเราก็แค่ขยายมันต่อไป นี่คือสิ่งที่ผมรักมาก เพราะมันทำให้ผู้ชมต้องตั้งตัวตลอดเวลา คอยตามให้ทัน มันเป็นการเต้นรำที่ยาก และคุณต้องการนักแสดงที่ทำได้ คนที่แบกรับน้ำหนักทางอารมณ์ได้ แต่ยังสามารถพูดประโยคที่เบรกอารมณ์เล็กน้อยโดยไม่หลุดจากตัวละครได้ ถ้าขาดสิ่งนั้น มันทำไม่ได้เลย และมิลลี่ อัลค็อกทำได้ยอดเยี่ยมมาก

การทำงานร่วมกับผู้กำกับภาพ ร็อบ ฮาร์ดี เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของหนัง

ร็อบเป็นผู้กำกับภาพที่มีช่วงการทำงานกว้างมาก และเราก็ตื่นเต้นที่จะ “ไม่ต้องถ่อม” เรื่องงานภาพในหนังเรื่องนี้ ในแง่ของการคารวะงานยุคก่อน ๆ อย่างที่ร็อบพูดไว้ ว่ามันเป็นการหวนกลับไปหาอารมณ์ของหนังยุค 1990 อย่าง Thelma & Louise ที่มีนีออนสีจัดจ้าน พาเลตต์สีเข้ม และการผสมผสานของสีสันอย่างเต็มที่ เราพยายามโอบรับสิ่งนั้น โดยเฉพาะฉากบาร์ที่คาราและรูธเยเข้าไป จะมีแสงนีออนสีแดงตกกระทบบนใบหน้า การเลือกแสงที่แรง และเลนส์อนามอร์ฟิกที่ให้แฟลร์ขนาดใหญ่ ผมชอบให้งานภาพออกมาในเชิงภาพยนตร์เต็มตัว และร็อบก็ทุ่มสุดทางกับสิ่งนั้น เรายังใช้กล้องตัวหนึ่งที่เรียกว่า “ชิกเก้น” ซึ่งเป็นกล้องขนาดเล็กมากติดบนกิมบอล ช่างไฟหรือสตันต์สามารถถือได้ และมันมีล้อ ทำให้โอเปอเรเตอร์นั่งควบคุมจากระยะไกล สั่งให้มันเคลื่อนที่เร็วมากและเข้าไปในพื้นที่แคบได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือกล้องที่ใช้ในช็อตวันเทค และผมมีความสุขมากกับภาพที่ออกมา รวมถึงกระบวนการถ่ายคัฟเวอเรจและการจัดเฟรมต่าง ๆ ร็อบมีสายตาที่งดงามมากจริง ๆ การได้มาสร้างสรรค์งานร่วมกันใน “สนามเด็กเล่น” แห่งนี้กับเขา เป็นประสบการณ์ที่สนุกมาก

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top