542.jpg
เปิดแรงบันดาลใจ เบื้องหลังคดีเด่นประเด็นดังในซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’

เปิดแรงบันดาลใจ เบื้องหลังคดีเด่นประเด็นดังในซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.37 น.

หลังเปิดตัวเพียงไม่นาน ซีรีส์จาก Netflix เรื่อง ทนายปีศาจ ก็สร้างปรากฏการณ์ครองอินเตอร์เน็ต กลายเป็นประเด็นพูดคุยอย่างกว้างขวาง ทั้งยังได้รับการบอกปากต่อปากว่านี่คือซีรีส์แห่งปีที่สัมผัสได้ถึงความละเมียดของบท ซึ่งทีมเขียนบททุ่มเทรีเสิร์ชและพัฒนารวม 6-7 ปี ทุกองค์ประกอบและคดีต่างๆ ที่ผู้ชมได้เห็นในซีรีส์จึงล้วนผ่านการค้นคว้าข้อมูล คัดสรร และหารือกันอย่างเข้มข้น กลั่นกรองมาเป็นประเด็นในแต่ละคดีที่ล้วนเป็นเรื่องราวใกล้ตัว มีองค์ประกอบที่เป็นไทยอย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องราวสากลที่ผู้คนทั่วโลกยังคุ้นเคยและสามารถเชื่อมโยงได้

คดีลูกกรอก (ตอนที่ 1)


ซีรีส์ ทนายปีศาจ เปิดเรื่องอย่างทรงพลังด้วยประเด็นของ “สภาพบุคคล” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยทีมเขียนบทตั้งใจหยิบบทเรียนแรกๆ ที่นักศึกษานิติศาสตร์ได้เรียนมาใช้เปิดตัว “ทนายจิตตรี” ให้ผู้ชมรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือทนายที่เก่ง รู้จักพลิกแพลงเกม เห็นตัวตนและมุมมองทางศีลธรรมของเธออย่างชัดเจน  ก่อนจะพาผู้ชมไปสู่แก่นของคดี คือการขายศพ หรือซากทารก

การขโมยศพเด็กมาทำลูกกรอกหรือกุมาร นับเป็นประเด็นที่ผู้ชมชาวไทยคุ้นเคยอยู่บ้าง เพราะพบเห็นได้จากข่าวในอดีต อย่างกรณีส่งออกกุมารให้กับนายทุนต่างชาติที่เชื่อในโชคลาง เพื่อนำไปทำเป็นเครื่องรางเสริมดวงทางธุรกิจ โดยนอกจากประเด็นเรื่องสภาพบุคคลของมนุษย์แล้ว คดีนี้ยังถ่ายทอดให้เห็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ของผู้มีอิทธิพล ซึ่งทีมเขียนบทมองว่าประเด็นนี้ สะท้อนภาพรวมว่าคนที่อยู่ในอำนาจมักเชื่อมโยงกับความไม่ไว้ใจใคร ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวละครสีเทาอื่นๆ ในซีรีส์ยึดถือ อย่างบิ๊กอนันต์ที่กราบไหว้บูชาพระจำนวนมากในบ้าน หรือการเลือกแสดงจุดยืนที่สะท้อนความเชื่อของตัวละครว่า “ผมเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครอง” ในยามเข้าตาจน

ทีมเขียนบทกล่าวว่า “เราอยากพูดถึงการเชื่อในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ผู้มีอำนาจก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเชื่อ ในอีกแง่หนึ่งกฎหมายและความยุติธรรมก็จับต้องไม่ได้เช่นกัน อย่างเมฆกับอังเป็นตัวละครที่เชื่อในความยุติธรรม เชื่อในมนุษยนิยม แต่ทั้งสองก็เผชิญบททดสอบใหญ่หลวงที่อาจทำให้เลิกเชื่อได้ จึงอยากให้ผู้ชมดูแล้วเกิดการตั้งคำถามว่า แล้วคุณเชื่อในอะไร เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหม เชื่อในมนุษย์ไหม หรือเชื่อในกฎหมาย ความยุติธรรม เชื่อในตัวเอง หรือเชื่อใครได้บ้าง” 

คดีไฟไหม้โรงงานขยะรีไซเคิล (ตอนที่ 1)

คดีแรกที่ “ทนายเมฆ” เผชิญบททดสอบจากการขัดขาผู้มีอิทธิพล เมื่อเห็นชัดว่าจำเลยในคดีเป็น “แพะ” คุณลุง รปภ. ต้องรับโทษแทนเจ้าของโรงงาน เมฆ ทนายขอแรงผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์จึงต้องการจะทำทุกวิถีทางให้จำเลยพ้นผิด

ทีมเขียนบทได้ไอเดียคดีนี้มาในช่วงรีเสิร์ช หลังได้พบกับอดีตผู้พิพากษาที่ลาออกมานานเพราะรู้สึกขัดแย้งในจิตใจเมื่อต้องตัดสินคดีที่ตนเองก็มีความเคลือบแคลง โดยนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจนำความเดือดร้อนมาสู่ชุมชนใกล้เคียง รวมถึงการไหลเข้าของทุนเทาต่างชาติ ที่พบเห็นได้ตามหน้าข่าวในช่วงหลายปีมานี้

ทางทีมเขียนบทเผยถึงความตั้งใจว่า “ทุกคดีที่เลือกมาจะต้องมั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาที่ซีรีส์ออกสู่สายตาผู้ชมแล้ว ข้อกฎหมายนั้นๆ จะมีแนวโน้มสูงว่ายังไม่ถูกแก้ และยังเป็นประเด็นที่สามารถถกเถียงกันได้ต่อไป  คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพแทนของการต่อสู้กับอำนาจ ซึ่งเราอยากขยายประเด็นว่า เมื่อเผชิญเหตุการณ์อย่างในซีรีส์ ผู้พิพากษาควรจะทำอย่างไร หรือพอจะทำอย่างไรได้บ้าง อยากให้เห็นคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เห็นความเดือดร้อนของพวกเขา รวมถึงตั้งคำถามกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ควรเป็นไปเพื่อประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค”

คดียิงนาคในงานบวชยามวิกาล (ตอนที่ 3)

เมื่อเกิดเหตุยิงกันท่ามกลางสายตาคนจำนวนมาก แต่ปราศจากหลักฐานบันทึกใดๆ น้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานผู้เห็นเหตุการณ์จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทีมเขียนบทหยิบยกมาพูดถึงในคดีนี้ ทำให้ผู้ชมได้เห็นทั้งพระ เจ้าหน้าที่รัฐ และข้าราชการผู้ใหญ่ ขึ้นให้การในฐานะพยาน โดยทีมเขียนบทได้แรงบันดาลใจตั้งต้นมาจากคดีจริงที่พบช่วงรีเสิร์ช โดยมีทั้งคดีที่ยิงกลางงานศพและยิงกลางตลาดจนเหยื่อถึงแก่ชีวิต แม้มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก แต่สุดท้ายไม่สามารถเอาผิดกับจำเลยได้ ซึ่งหนึ่งในคดีดังกล่าวมีกรณีที่ศาลต้องชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือระหว่างพยานที่เป็นข้าราชการกับแม่ค้าในตลาด

ระหว่างการรีเสิร์ช ทีมเขียนบทยังได้ไปสังเกตการณ์ในศาล และพบคดีอาญาที่จำเลยนำพระขึ้นเบิกความเป็นพยาน จึงได้เห็นว่าพระไม่ต้องสาบานตน แม้ว่าพระรูปนั้นจะเพิ่งผ่านการทำพิธีอุปสมบทหลังเกิดเหตุไม่นาน องค์ประกอบเหล่านี้ถูกหยิบมาผสมกับอีกคดีที่เพิ่งพิพากษาจบไปในชั้นฎีกา เป็นคดียิงในงานศพที่ใช้วิธีซักพยานให้ดูไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองเห็นเป็นความจริง และนำมาร้อยเรียงกับเหตุการณ์อื่นๆ เช่น เหตุทะเลาะวิวาทในงานเทศกาล หรือการจัดงานบวชในเวลากลางคืน เพื่อถ่ายทอดให้เห็นว่าการขึ้นให้การในศาลอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

“อยากให้เรื่องราวในคดีนี้ทำให้ผู้ชมได้รู้สึกด้วยว่าหากตนอยู่ในคอกพยานแล้วโดนซัก จะตอบได้หรือไม่ และแม้จะเป็นคนเหมือนกัน แต่ตำแหน่งหรือยศฐาของแต่ละคนส่งผลต่อน้ำหนักคำพูดไม่เหมือนกัน” ทีมเขียนบทกล่าวเสริมว่า “คดีนี้ยังเป็นจุดที่ผู้ชมได้เห็นพัฒนาการของตัวละครเมฆ ที่เริ่มก้าวเข้ามาสู่สีดำและใช้วิธีแบบทนายจิตตรีเป็นครั้งแรก ยิ่งเมื่อเมฆได้รู้เบื้องหลังของตัวละครไม้ว่าทำไมจึงก่อเหตุในคดีนี้ เรื่องราวเหล่านั้นก็จะทำให้ผู้ชมเชื่อได้ว่า คนแบบเมฆก็สามารถก้าวเข้าไปสู้เพื่อไม้ได้เช่นกัน”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top