546.jpg
สื่อผู้ดีตีข่าวชาวอังกฤษนิยมส่งญาติความจำเสื่อมมาดูแลที่ไทย ชี้‘ถูกและดี’กว่าบ้านเกิด

สื่อผู้ดีตีข่าวชาวอังกฤษนิยมส่งญาติความจำเสื่อมมาดูแลที่ไทย ชี้‘ถูกและดี’กว่าบ้านเกิด

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563, 09.02 น.

13 ม.ค. 2563 เว็บไซต์ นสพ. The Guardian ของอังกฤษ เสนอข่าว “Families sending relatives with dementia to Thailand for care” เมื่อ 12 ม.ค. 2563 ระบุว่า การที่ชาวอังกฤษส่งญาติผู้ใหญ่ที่มีภาวะความจำเสื่อมมาดูแลในประเทศไทย แม้ปัจจุบันยังมีไม่มากนักแต่ในอนาคตคาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยได้ไปเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ และพบผู้สูงอายุชาวอังกฤษถูกส่งมาอยู่ที่นี่ เพราะการได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมที่อังกฤษนั้นเป็นไปไม่ได้

คาเล็บ จอห์นสตัน (Caleb Johnston) นักวิชาการอาวุโสด้านภูมิศาสตร์มนุษย์ มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล กล่าวว่า ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และปัจจุบันกำลังกลายเป็นที่ดูแลผู้ป่วยความจำเสื่อม สถานดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยเหล่านี้บางแห่งดำเนินการโดยชาวอังกฤษ บางแห่งดำเนินการโดยคนไทยแต่มีชาวอังกฤษเป็นผู้ลงทุน และบางแห่งก็ดำเนินการโดนชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่รัฐบาลไทยล้วนให้การสนับสนุน รวมถึงนักลงทุนเอกชนก็ให้ความสนใจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า ในสหราชอาณาจักรมีผู้ป่วยความจำเสื่อมราว 850,000 คน หน่วยงานดูแลในท้องถิ่นมีค่าใช้จ่าย 700 ปอนด์ หรือราว 28,000 บาทต่อสัปดาห์ หรือการดูแลส่วนบุคคลอีก 1,000 ปอนด์ หรือราว 40,000 บาทต่อสัปดาห์ แต่ที่ประเทศไทย การได้รับการดูแลส่วนบุคคลในบรรยากาศระดับโรงแรมสี่ดาว สามารถจ่ายได้ในราคาเพียง 750 ปอนด์ หรือราว 3 หมื่นบาทต่อสัปดาห์เท่านั้น



จอห์นสตัน ซึ่งทำงานร่วมกับ ศ.เจอรัลดีน แพรตต์ (Prof. Geraldine Pratt) หัวหน้าแผนกภูมิศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา เป็นเวลา 9 สัปดาห์ในการสัมภาษณ์ครอบครัวและเจ้าหน้าที่บ้านพักคนชราในประเทศไทย เล่าต่อไปว่า ยังไม่มีตัวเลขแน่ชัดเกี่ยวกับผู้ป่วยความจำเสื่อมที่ถูกส่งมาดูแลในไทย และแม้ว่าตัวเลขที่พบ ณ วันนี้จะดูน้อย แต่หากจำนวนผู้ป่วยความจำเสื่อมเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดูแลย่อมต้องสูงขึ้น ประเทศไทยก็อาจกลายเป็นทางเลือกที่เพิ่มขึ้นด้วย

พอล เอ็ดเวิร์ด (Paul Edwards) ผู้อำนวยการฝ่ายคลินิกแผนกผู้ป่วยความจำเสื่อมสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ตนเข้าใจที่ผู้คนเลือกวิธีนั้นเพราะกังวลเกี่ยวกับการดูแลในสหราชอาณาจักร และที่ผ่านมายังไม่มีนักการเมืองคนใดลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม หลายคนก็พูดคุยกันถึงการเลือกระหว่างความยากลำบากทั้งทางร่างกายและทุนทรัพย์หากยังให้อยู่ในสหราชอาณาจักร กับการส่งตัวข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอีกฟากหนึ่งของโลก

 ปีเตอร์ บราวน์ (Peter Brown) ชาวอังกฤษที่มาลงทุนทำโรงแรม 4 ดาวอยู่ประเทศไทยตั้งแต่เมื่อ 11 ปีก่อน และจากนั้นอีก 6 ปีต่อมาก็เปิดกิจการบ้านพักคนชรา หลังจากที่มีประสบการณ์ไม่ดีนักในการพาแม่ไปเข้ารับการดูแลที่อังกฤษ กล่าวว่า ไม่มีใครอยากส่งญาติผู้ใหญ่ไปไกลบ้าน แต่น่าเสียดายที่ประเทศบ้านเกิดไม่สามารถจัดการดูแลที่ดีได้ ลูกหลานไม่อยากให้ญาติของคนถูกขังในห้องเป็นเวลา 23 ชั่วโมงสลับกับออกมาอยู่ริมระเบียงอีก 1 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นพวกเขาจึงมองหาทางอื่น แล้วจะไปกล่าวโทษในสิ่งที่คนเหล่านี้เลือกได้อย่างไร

อนึ่ง วิถีชีวิตแบบชาวตะวันตกไม่สอดคล้องกับการดูแลผู้ป่วยความจำเสื่อม ส่วนประเทศไทยนั้นตรงกันข้าม บราวน์ ระบุว่า ชาวตะวันตกไม่เคารพผู้สูงอายุอีกแล้ว แต่สังคมไทยยังให้ความเคารพผู้สูงอายุและมีวัฒนธรรมครอบครัวที่ดี ขณะที่ อัลลัน ซิมส์ (Allan Sims) ที่พาภรรยาซึ่งเป็นโรคความจำเสื่อมมายังประเทศไทย เล่าว่า ที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ผู้ป่วยความจำเสื่อม 1 คนจะมีผู้ดูแลเฉลี่ย 3-4 คน ตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากเป็นที่อังกฤษ จะมีผู้ดูแลเพียง 15 นาทีในตอนเช้า และอีก 15 นาทีในตอนเย็นเท่านั้น 

ขอบคุณเรื่องจาก https://www.theguardian.com/society/2020/jan/12/families-sending-relatives-with-dementia-to-thailand-for-care


โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top