533.jpg
'จีน'เปิดตัว‘DeepSeek’เขย่าวงการ‘เอไอ’ สะเทือน‘สหรัฐฯ’ขับเคี่ยวชิงผู้นำโลก

'จีน'เปิดตัว‘DeepSeek’เขย่าวงการ‘เอไอ’ สะเทือน‘สหรัฐฯ’ขับเคี่ยวชิงผู้นำโลก

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.37 น.

28 ม.ค. 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ เสนอรายงานพิเศษ What is DeepSeek and why is it disrupting the AI sector? ว่าด้วย 'DeepSeek' แชทบอทเอไอสัญชาติจีน ซึ่งกลายเป็นแอปพลิเคชั่นที่มียอดโหลดแอปฯ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ แซงหน้า ChatGPT ของบริษัท OpenAI จนเกิดกระแสฮือฮาไปทั่ววงการไอทีทั่วโลก

รายงานของรอยเตอร์ ระบุว่า DeepSeek บริษัทสตาร์ทอัพจากจีน เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ-AI) รุ่นล่าสุด ซึ่งบริษัทระบุว่าเทียบเท่าหรือดีกว่าโมเดลชั้นนำของอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวเดียว กำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อระเบียบโลกด้านเทคโนโลยี โดยเอกสารที่เผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. 2567 เปิดเผยว่า การฝึก DeepSeek-V3 ใช้พลังประมวลผลจากชิป Nvidia H800 ที่มีมูลค่าไม่ถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 210 ล้านบาท) ทำให้ได้รับความสนใจอย่างมาก


ปัญญาประดิษฐ์ผู้ช่วย (AI Assistant) ผลงานของ DeepSeek ซึ่งขับเคลื่อนโดย DeepSeek-V3 ได้แซงหน้าคู่แข่งสำคัญอย่าง ChatGPT และกลายมาเป็นแอปพลิเคชั่นฟรีที่มีคะแนนสูงสุดบน App Store ของ Apple ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ บางแห่งที่ให้คำมั่นว่าจะลงทุนด้าน AI เป็นมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ และหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่ง รวมถึง Nvidia ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

- เหตุใด DEEPSEEK จึงทำให้เกิดความปั่นป่วน? : การเปิดตัว ChatGPT ของ OpenAI ในช่วงปลายปี 2565 ทำให้บริษัทเทคโนโลยีของจีนต้องเร่งสร้างแชทบอทของตนเองที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว AI ประเภทเดียวกับ ChatGPT ตัวแรกของจีน ซึ่งผลิตโดยยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องมือค้นหาของจีนอย่าง Baidu ก็เกิดความผิดหวังอย่างกว้างขวางในประเทศจีนเกี่ยวกับช่องว่างด้านความสามารถของ AI ระหว่างบริษัทในสหรัฐฯ และจีน

แต่กับ DeepSeek นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สตาร์ทอัพรายนี้เผยว่า โมเดลสองโมเดลอย่าง DeepSeek-V3 และ DeepSeek-R1ได้รับคำชมมากมายจากผู้บริหารในซิลิคอนวัลเลย์และวิศวกรของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ว่าเทียบเคียงได้กับโมเดลขั้นสูงที่สุดของบริษัทไอทีชั้นนำในสหรัฐฯ อย่าง OpenAI และ Meta อีกทั้งยังใช้งานได้ด้วยราคาที่ถูกกว่า โดยตามคำกล่าวอ้างของ DeepSeek ที่โพสต์ไว้บนบัญชี WeChat ของบริษัท ระบุว่า DeepSeek-R1 ซึ่งเปิดตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ใช้งานได้ถูกกว่าโมเดล OpenAI o1 ราว 20 - 50 เท่า

อย่างไรก็ตาม มีบางคนแสดงความไม่เชื่อมั่นต่อเรื่องราวความสำเร็จของ DeepSeek ต่อสาธารณะ อาทิ อเล็กซานเดอร์ หวัง (Alexandr Wang) ซีอีโอของ Scale AI บริษัทเอไอสัญชาติสหรัฐฯ พูดถึงเรื่องนี้ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568 โดยไม่ได้แสดงหลักฐานว่า DeepSeek มีชิป Nvidia H100 จำนวน 50,000 ตัว ซึ่งหวังอ้างว่าจะไม่เปิดเผยเพราะจะถือเป็นการละเมิดการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ที่ห้ามขายชิป AI ขั้นสูงดังกล่าวให้กับบริษัทจีน ขณะที่ DeepSeek ไม่ได้ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าวในทันที

ในวันที่ 27 ม.ค. 2568 นักวิเคราะห์ของ Bernstein ได้เน้นย้ำในบันทึกการวิจัยว่า ต้นทุนการฝึกอบรมทั้งหมดของ DeepSeek สำหรับโมเดล V3 นั้นไม่ทราบแน่ชัด แต่สูงกว่า 5.58 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 195.3 ล้านบาท) ที่สตาร์ทอัพดังกล่าวระบุว่าใช้สำหรับพลังการประมวลผลมาก ส่วนต้นทุนการฝึกอบรมสำหรับโมเดล R1 ซึ่งได้รับการยกย่องไม่แพ้กันนั้นไม่ได้รับการเปิดเผย

- ใครอยู่เบื้องหลัง DEEPSEEK? : DeepSeek คือสตาร์ทอัพที่ตั้งอยู่ในเมืองหางโจว ซึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ เหลียงเหวินเฟิง (Liang Wenfeng) ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนป้องกันความเสี่ยงเชิงปริมาณ High-Flyer โดยอ้างอิงจากบันทึกของบริษัทในจีน โดยในเดือน มี.ค. 2566 บัญชี WeChat ของกองทุนดังกล่าว ได้เผยเพร่ข้อความ ระบุว่ากำลังเริ่มต้นใหม่ โดยจะไปไกลกว่าการซื้อ-ขาย เพื่อทุ่มเททรัพยากรไปที่การสร้างกลุ่มวิจัยอิสระใหม่ สำหรับการสำรวจแก่นแท้ของ “ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence – AGI)” และในปลายปีเดียวกัน DeepSeek ก็ถูกก่อตั้งขึ้น

ตามนิยามของผู้สร้าง ChatGPT อย่าง  OpenAI ระบุว่า AGI เป็นระบบอัตโนมัติที่เหนือกว่ามนุษย์ในงานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด ทั้งนี้ ไม่ชัดเจนว่า High-Flyer ลงทุนใน DeepSeek เท่าไร ซึ่งกองทุน High-Flyer มีสำนักงานตั้งอยู่ในอาคารเดียวกับ DeepSeek และยังเป็นเจ้าของสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับคลัสเตอร์ชิปที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI ตามบันทึกของบริษัทในจีน ขณะที่เมื่อย้อนไปในเดือน ก.ค. 2565 แผนก AI ของ High-Flyer โพสต์ข้อความบน WeChat อ้างว่า บริษัทเป็นเจ้าของและดำเนินการคลัสเตอร์ชิป A100 จำนวน 10,000 ตัว

- จีนมอง DeepSeek อย่างไร? : ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหัวของจีน ความสำเร็จของ DeepSeek ได้รับการจับตามองในแวดวงการเมืองระดับสูงของจีนแล้ว โดยเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันเปิดตัว DeepSeek-R1 ต่อสาธารณชน เหลียง ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมที่จัดโดย หลี่เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีของจีน ซึ่งเป็นการประชุมวงปิดสำหรับนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญ

การประชุมแบบเดียวกันนี้เมื่อปี 2567 มี โรบิน หลี่ (Robin Li) ซีอีโอของ Baidu เข้าร่วม ซึ่งการปรากฏตัวของ Liang ในการประชุมของปีนี้ อาจเป็นสัญญาณว่าความสำเร็จของ DeepSeek มีความสำคัญต่อเป้าหมายนโยบายของรัฐบาลจีนในการเอาชนะการควบคุมการส่งออกของรัฐบาลสหรัฐฯ และบรรลุความเพียงพอในอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ เช่น AI

อีกด้านหนึ่ง นายสันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เขียนบทความ “DeepSeek เอไอจากจีนที่อาจเปลี่ยนโลก’ เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก “สันติธาร เสถียรไทย - Dr Santitarn Sathirathai” เนื้อหาดังนี้

5 คำถามสำคัญที่ตามมา จากการผงาดขึ้นมาของ DeepSeek เอไอของจีนที่เป็นกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในตอนนี้

ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนทั่วโลก แต่ยังมาจังหวะที่สหรัฐฯเปลี่ยนรัฐบาลพอดี เสมือนเป็นการ‘สะบัดหาง’ครั้งสำคัญของปีงูเล็กเลยกว่าว่าได้และอาจมีผลกระทบในวงกว้างอีกด้วย

(ใครไม่ได้ตามข่าวนี้ผมแปะลิ้งค์ข้อมูลเกี่ยวกับเอไอตัวนี้ไว้ในคอมเมนท์ครับ)

ผมมองว่าปรากฏการณ์นี้น่าจะเปิดอย่างน้อย 5 ประเด็นสำคัญที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ จึงอยากลองแชร์ไว้เผื่อไปช่วยคิดและติดตามกันต่อครับ

1.จีน vs อเมริกา. การมาของ DeepSeek ตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีเอไอของอเมริกายังนำโลกอยู่จริงไหม หรือจีนสามารถวิ่งไล่กวดได้แล้วแม้จะไม่ได้เข้าถึงชิปคุณภาพสูงสุดที่โดนกีดกันจากสหรัฐฯและพันธมิตร และหากไล่กวดได้จริงตามตัวเลขการทดสอบความสามารถเอไอต่างๆที่ออกมา ต่อไปสหรัฐฯจะตอบโต้อย่างไร:

-จะเพิ่มความเข้มข้นของสงครามการค้า-เทคโนโลยีเพื่อให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้ได้ยากขึ้นไปอีกไหม หรือ/และ

-จะทุ่มทุนยิ่งกว่าเดิมสร้างกับโครงการเอไอขนาดยักษ์อย่าง Stargate ที่มูลค่าที่ประกาศเกือบเท่าเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ

แต่ในทางกลับกันก็มีคนบอกว่าเพราะไปจำกัดการเข้าถึงชิปของจีนนี่แหละเลยทำให้เขาต้องคิดค้นวิธีใหม่ที่สร้างเอไอได้ประหยัดกว่าเดิม ทำ‘กันดารกลายเป็นสินทรัพย์‘

2.ความสิ้นเปลืองทรัพยากร. การที่ Deepseek ใช้เงินในการพัฒนาเอไอน้อยกว่า พวกบริษัทเทคโนโลยีดังๆของอเมริกาประมาณ 20-30x และ ใช้ชิปที่ไม่ได้ ’ทรงพลัง‘ เท่า (มีคนบอกว่าชิปที่พวกเขาใช้ แค่นักเรียนปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยในอเมริกายังมีใช้เลย) ทำให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่นักลงทุนและบริษัทเทคฯว่า “เอ้ะ ที่เราลงทุนไปหลายพันล้านเพื่อให้ได้ชิปที่ทรงพลังที่สุดนี่จริงๆแล้วมันจำเป็นหรือเปล่า” สรุปเราจ่ายไปเพื่อซื้อ ’เนื้อ’ หรือ ’ไขมัน’ กันแน่? หรือว่า:

เงินอาจจะไม่ใช้มากขนาดนั้น

ชิพอาจจะไม่ต้องทรงพลังขนาดนั้น

พลังงานก็อาจจะไม่ต้องใช้หนักขนาดนั้น

นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หุ้นวงการเทคฯและอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องตื่นตระหนกตกใจพานิคร่วงกันเป็นแถวเมื่อวานนี้

3.โมเดลแบบเปิด vs ปิด. คนส่วนใหญ่อาจมองสงครามเอไอเป็นระหว่างสหรัฐฯ vs จีน แต่สำหรับคนในวงการเทคโนโลยีอีกศึกที่คุกรุ่นมานานคือระหว่าง โมเดลแบบเปิด (Open source) ที่เสมือนเปิด ‘สูตรลับ‘ หรือ โค๊ดให้คนอื่นสามารถเอาไปศึกษา ใช้พัฒนาต่อยอดได้ กับ โมเดลแบบปิดที่ไม่ได้เปิดข้อมูลเหล่านี้ เช่น ChatGPT

Deepseek คือเป็นแบบเปิด จึงทำให้เกิดคำถามว่าโมเดลแบบเปิดนี้มันเจ๋งจนไล่กวดโมเดลแบบปิดที่ซ่อนสูตรลับของตัวเองแล้วหรือ? นึกภาพหากร้านอาหารอร่อยมากๆเปิดสูตรให้คนเอาไปทำที่บ้านแล้วทำออกมามันอร่อยไม่แพ้ร้านแพงๆที่เก็บสูตรเป็นความลับ ต่อไปใครจะอยากไปจ่ายแพงเพื่อกินที่ร้าน แต่ก็มีคำถามต่อไปอีกว่าแล้วต่อไป Deepseek จะยังเปิดสูตรตัวเองไปเรื่อยๆแบบนี้ไหม หรือวันดีคืนดีก็จะปิดมันและเก็บตังค์ค่าใช้แพงๆ และ/หรือ จะมีการเอาข้อมูลของ User ไปใช้อย่างไรเพราะบางคนก็ห่วงเรื่อง data governance

4.ผู้นำ-ผู้ตาม. Deepseek ใช้เวลาแค่ 2 เดือนกว่าๆเท่านั้นในการพัฒนาเอไอที่มี ความสามารถใกล้เคียงกับโมเดลรุ่นใหม่ ของ OpenAI โดยใช้โมเดลของ OpenAI ช่วยเทรนสอนโมเดลของตนเองด้วย เสมือนOpenAI เป็นจอมยุทธ์ที่ฝึกแทบตายกว่าจะบรรลุเคล็ดวิชาใหม่ แต่พอนักเรียนมาเลียน/เรียนต่อแป๊บเดียวสามารถได้วิชาระดับเดียวกันมาได้ (ภาษานักลงทุนคือ Moat หรือคูเมืองป้องกันปราสาทเรา มันไม่ได้ข้ามยากเท่าที่คิด) จึงทำให้เกิดคำถามว่าวงการเอไอนี่ผู้นำได้เปรียบมากจริงไหม หากผู้ตามสามารถตามได้เร็วขนาดนี้และยังทำได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก แบบนี้มันยังคุ้มที่จะลงทุนพัฒนาเพื่อเป็นผู้นำ ‘บรรลุเคล็ดวิชาใหม่ๆ‘ ไหม เพราะผู้นำด้านเอไออาจถูกดิสรัปง่ายกว่าที่คิด

5.อนาคตของเอไอ. ในมุมผู้พัฒนาและลงทุนกับเอไอ คำถามเหล่านี้อาจทำให้ขนหัวลุก แต่ในมุมของผู้ใช้ พัฒนาการนี้ก็อาจมองในมุมบวกได้เช่นกัน

- ต้นทุนพัฒนาเอไอถูกลงทำให้ค่าบริการถูกลง คนเข้าถึงได้มากขึ้น

-เอไออาจสามารถใช้ทรัพยากรและพลังงานน้อยลง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น

-โมเดลแบบเปิดอาจทำให้คนเก่งๆทั่วโลก สามารถศึกษาและเอาไปพัฒนาต่อยอดได้ สร้างเอไอที่ตอบโจทย์และเหมาะกับบริบทของสังคมตนเอง

- การพัฒนาเอไออาจมีการแข่งขันมากขึ้น Generative AI กลายเป็น‘เทคโนโลยีโหลๆ’ขึ้น ผลักดันให้หลายเจ้าอาจต้องหามุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์แนวอื่นมากขึ้น คิดเรื่องแอพพลิเคชันมากขึ้น ไม่ใช่ทุ่มเงินสร้างมันสมองที่ฉลาดอย่างเดียว จึงอาจทำให้เกิดนวัตกรรมที่หลากหลายขึ้น

ในทางกลับกัน การที่แต่ละประเทศต่างแข่งกันสร้างสุดยอดเอไออาจทำให้ต่างลดความสำคัญด้านการกำกับดูแลความเสี่ยง ทำให้ยิ่งมีโอกาสเกิดเอไอแบบอันตรายต่อสังคมขึ้นหรือไม่

แน่นอนว่าเรายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับ Deepseek อีกมากและก็เป็นไปได้ว่าต่อไปอาจมีการหักมุมจากผู้เล่นอื่นอีกที่ไม่ใช่ DeepSeek เลยก็เป็นได้ แต่อย่างน้อยก็คิดว่า 5 ประเด็นนี้คือคำถามที่เราควรตั้งและช่วยกันติดตามอย่างใกล้ชิดกับเทคโนโลยีที่มีโอกาสเปลี่ยนโลกและกระทบเราทุกคนในอนาคตครับ

-/-/-/-//-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ขอบคุณภาพจากรอยเตอร์

ขอบคุณเรื่องจาก

https://www.reuters.com/technology/artificial-intelligence/what-is-deepseek-why-is-it-disrupting-ai-sector-2025-01-27/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1111151597690532&set=a.447295157409516&locale=th_TH

043...

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top