ศึกชิงตัวพ่อ 102 ปี ลูกบุกอุ้มหนีเมียใหม่ แฉพิรุธฮุบมรดก 800 ล้าน

ศึกชิงตัวพ่อ 102 ปี ลูกบุกอุ้มหนีเมียใหม่ แฉพิรุธฮุบมรดก 800 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.04 น.

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในไต้หวัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ ชิงตัวชายชรา กลางโรงพยาบาล ซึ่งเบื้องหลังคือมหากาพย์ความขัดแย้งเรื่องมรดกมหาศาลกว่า 800 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 900 ล้านบาท) ระหว่างลูก ๆ กับผู้ดูแลหญิงวัย 68 ปี ที่ผันตัวมาเป็นภรรยาตามกฎหมายในวัยที่ฝ่ายชายอายุสูงถึง 102 ปี

เหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นระหว่างที่ชายชราวัย 102 ปี เดินทางไปตรวจร่างกายตามนัด ลูก ๆ ของเขาซึ่งอ้างว่าถูกกีดกันไม่ให้พบพ่อมานานหลายปี ได้วางแผนแบ่งกำลังออกเป็นสองชุด ชุดแรกเข้าขัดขวางและนัวเนียกับผู้ดูแลหญิง ส่วนอีกชุดรีบเข็นรถเข็นของพ่อขึ้นรถที่จอดรออยู่และขับออกไปทันที แม้ผู้ดูแลจะพยายามขัดขวางจนได้รับบาดเจ็บแต่ก็สู้แรงของกลุ่มลูก ๆ ไม่ได้


มรดก

ภาพสร้างจาก AI ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทนายความหวัง จื้อเต๋อ หรือที่รู้จักในฉายา ทนายความฟาโรห์ ได้ออกมาวิเคราะห์คดีนี้อย่างเผ็ดร้อนผ่านโซเชียลมีเดีย โดยตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติหลายประการ

- การจดทะเบียนสมรสลับหลัง ชายชราจดทะเบียนกับผู้ดูแลวัย 68 ปี โดยที่ลูกๆ ไม่ทราบเรื่อง ทั้งที่อายุห่างกันถึง 34 ปี

- ทรัพย์สินที่หายไป พบว่ามีการโอนบ้านและสินทรัพย์มูลค่ากว่า 200 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 220 ล้านบาท) ให้กับผู้ดูแลและลูกของเธอไปก่อนหน้านี้แล้ว

- การกีดกันครอบครัว ลูก ๆ อ้างว่าผู้ดูแลไม่ยอมให้พวกเขาไปเยี่ยม หรือแม้แต่จะคุยโทรศัพท์กับพ่อมาเป็นเวลานาน

มรดก

ในแง่กฎหมาย ทนายความหวังชี้ว่าคดีนี้อาจกลายเป็น ราโชมอน (ต่างคนต่างพูดคนละมุม) เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนราษฎรยืนยันว่า ในขณะจดทะเบียน ชายชราวัยร้อยปียังสามารถตอบคำถามได้ตามปกติและมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ หากศาลรับฟังคำให้การของเจ้าหน้าที่ การสมรสจะถือเป็นโมฆะได้ยากมาก และผลที่ตามมาคือสิทธิในมรดก โดยผู้ดูแลในฐานะคู่สมรสจะมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่ากับลูกทุกคน แม้จะไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนที่ได้มาโรก่อนแต่งงานก็ตาม

ทนายความชื่อดังทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำที่สำคัญสำหรับทุกครอบครัวว่า หากพบผู้สูงอายุเริ่มมีอาการสมองเสื่อมหรือหลงลืม ควรยื่นขอ คำสั่งแสดงเจตนาตั้งผู้ปกครอง (Guardianship Declaration) ต่อศาลทันที เพื่อป้องกันการโอนทรัพย์สินโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากผู้ปกครองตามกฎหมาย เป็นหลักฐานสู้คดีหากมีการจดทะเบียนสมรสในภายหลัง จะสามารถใช้เป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้สูงอายุขาดสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ

มรดก

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

คดีชิงตัวพ่อวัยร้อยปีครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่ศึกชิงมรดก แต่เป็นบทสะท้อนให้เห็นว่าในวันที่กฎหมายอาจให้คำตอบที่ต่างจากความรู้สึก การหมั่นสังเกตและดูแลสิทธิของผู้สูงอายุตั้งแต่เนิ่นๆ คือสิ่งเดียวที่จะปกป้องทั้งทรัพย์สินและความสัมพันธ์ในครอบครัวให้รอดพ้นจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก 法老王 - 王至德律師, mirrormedia.mg

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก 法老王 - 王至德律師

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top