วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ปากเปราะใส่ร้ายไทยยึดพื้นที่-กั้นรั้ว
‘เขมร’โกหกข้ามโลก
ขวางคนกัมพูชากลับบ้าน
กต.โต้ต้องคุยอีกหลายยก
ปัญหาไม่ได้จบแบบง่ายๆ
ตามคาด! “ฮุน มาเนต” จ้อสื่อนอกสุมไฟไทย ใส่ความยึดครองดินแดนเขมร ทำให้คนเขมรไม่ได้กลับบ้าน ด้านบัวแก้วโต้ทันควัน 6 ประเด็นย้ำไทยยึดเจตนารมณ์ข้อตกลงร่วม 2 ปท.ที่ลงนาม 27 ธค.68 เคร่งครัด ต้องการให้หยุดยิงถาวร แต่เขมรต้องร่วมมือจริงจัง หยุดยั่วยุ หยุดปล่อยข่าวปลอม เตือนนายกฯ เขมรกล่าวหาไทยรุกดินแดน เป็นเรื่องเซนซิทีฟต้องใช้เวลาหารือ
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์สขณะเดินทางเยือนสหรัฐ เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ หรือ Board of Peace นัดแรก ซึ่งทรัมป์ตั้งขึ้นมากำกับดูแลแผนสันติภาพในฉนวนกาซ่า โดยฮุน มาเนต คาดหวังว่าองค์กรใหม่นี้จะมีบทบาทช่วยคลี่คลายปัญหาขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเวทีนี้ฮุน มาเนต จะได้พบประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำระดับโลกที่เป็นสมาชิกด้วย
นายฮุน มาเนต กล่าวว่า ทหารไทยกำลังยึดครองดินแดนของกัมพูชา หลังเกิดการสู้รบเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2026 แม้จะมีข้อตกลงสันติภาพที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยก็ตาม โดยยึดครองหลายพื้นลึกเข้าไปเกินกว่าเขตแดนที่ไทยอ้างกรรมสิทธิเพียงฝ่ายเดียว และวางตู้คอนเทนเนอร์และรั้วลวดหนามไว้ในดินแดนที่ไทยเคยยอมรับว่า เป็นของกัมพูชามาอย่างยาวนาน ทำให้ชาวกัมพูชาไม่สามารถกลับบ้านได้ ซึ่งกัมพูชาไม่สามารถยอมรับการละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพดินแดนของตนได้
“หนทางเดียวที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ได้คือ การใช้กลไกที่มีอยู่โดยอ้างอิงจากสนธิสัญญาและข้อตกลงทั้งหมดที่มีอยู่ โดยคาดหวังว่าไทยจะเห็นด้วยและอนุญาตให้คณะกรรมการเขตแดนร่วมหรือ JBC ได้เริ่มทำงานเร็วที่สุด ขณะนี้การเลือกตั้งในไทยเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงควรเริ่มปักปันเขตแดนโดยเร็วเพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ”นายฮุน มาเนตกล่าว
สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า คำกล่าวของนายฮุน มาเนต เน้นย้ำความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจปะทุขึ้นมาอีก แม้ว่าทรัมป์จะยกเรื่องนี้เป็นความสำเร็จของข้อตกลงที่เขาผลักดันก็ตาม การที่นายฮุน มาเนต ซึ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสพอยต์ของสหรัฐฯ กับการที่ทรัมป์เข้ามามีส่วนร่วมในข้อพิพาทชายแดนส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชามีความใกล้ชิดกันมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้กัมพูชามีท่าทีใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้านนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังการลงนาม Joint Statement ร่วมสองฝ่ายเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 สรุปสาระสำคัญได้ 6 ประเด็นดังนี้ 1.เกือบ 2 เดือนสถานการณ์ชายแดนภาพรวมสงบเรียบร้อย ประชาชนในพื้นที่กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไทยเคารพและปฎิบัติตาม Joint Statement เคร่งครัด 2.กลไกทวิภาคีเดินหน้าค่อยเป็นค่อย รมว.ต่างประเทศไทยสื่อสารกับนายปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศเขมรต่อเนื่อง ส่วนฝ่ายทหารมีช่องทางสื่อสารทั้งระดับสูงระหว่างรมว.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุดสองฝ่าย รวมถึงระดับพื้นที่ชายแดนด้วย เป็นไปตามเจตนารมย์ของ Joint Statement ซึ่งมีความสำคัญในการแก้ปัญหาฉุกเฉิน ป้องกันความเข้าใจผิดระหว่างกัน เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายบริหารจัดการเหตุการณ์ตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที
“แม้ที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคหรือ RBC ใน 3 พื้นที่ ของหน่วยทหารบริเวณชายแดน แม้จะไม่สามารถหาข้อสรุปการประชุมได้ แต่โดยรวมถือเป็นพัฒนาการสำคัญ และยืนยันจะร่วมเจรจาหาข้อสรุปต่อไป ซึ่งการเจรจาเรื่องละเอียดอ่อนต้องใช้เวลา ไม่สามารถหาข้อยุติในการประชุมเพียงครั้งเดียว ส่วนเรื่องเขตแดนทางบกระหว่างไทยและกัมพูชา คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือ JBC จะเดินหน้าอีกครั้ง หลังตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทย”รองโฆษกกระทรวงต่างประเทศกล่าว
และว่า ประเด็นที่ 3 ที่จะเข้าข่ายเป็นการขัดกฎหมายระหว่างประเทศ เราจะเดินหน้าต่อไป เช่น กรณีกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งไทยมีพันธะกรณีที่ต้องรายงานและดำเนินการในกรอบอนุสัญญาออตตาวา เพราะถือเป็นรัฐภาคีที่รับผิดชอบต่ออนุสัญญาดังกล่าว
ประเด็นที่ 4.ไทยต้องการหยุดยิงยั่งยืน ซึ่งสองฝ่ายต้องร่วมมือจริงจัง โดยรัฐบาลชุดใหม่จะพิจารณาแนวทางฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต่อไป แต่ตอนนี้ไทยกังวลที่กัมพูชายังยั่วยุ โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลบิดเบือน กล่าวหาไทย รวมทั้งปล่อยข่าวเท็จกับประชาคมระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศต่อเนื่อง ไม่ว่าเป็นการออกข่าวสารนิเทศแถลงการณ์ จนถึงการกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระหว่างประเทศ เช่น ที่ประชุมยูเนสโก โอวายเอฟ ซึ่งฝ่ายไทยติดตามและตอบโต้ ชี้แจงข้อเท็จจริงมาตลอดทุกเวที ซึ่งการกระทำเหล่านี้ไม่สอดคล้องที่เราตกลงกันใน Joint Statement เป็นการลดทอนความพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะเดินหน้าต่อไป และไม่เป็นผลดีต่อการสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นระหว่างกัน
“ไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชา ใช้ประโยชน์เต็มที่จากช่องทางประสานงาน ศูนย์ข่าวสารของทั้งสองฝ่ายที่มีอยู่ ซึ่งเป็นจุดประสานงานหลักแก้ปัญหาข่าวปลอมตามที่ตกลงกัน Joint Statement และฝ่ายไทยเรียกร้องกัมพูชากำกับดูแลกำลังพลบริเวณชายแดนอย่างเข้มงวด ไม่ให้ยั่วยุ ซึ่งขัดเจตนารมย์การหยุดยิง โดยที่ที่ผ่านมา ไทยใช้ความอดทนอดกลั้น และยึดสันติวิธีโดยเคร่งครัด และรัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนคนไทย พร้อมปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของไทยเต็มที่”รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุ และประเด็นที่ 6. ยืนยันว่ารัฐบาลไทยเดินหน้าจับมือกับนานาชาติ เพื่อปราบปรามเครือข่ายออนไลน์สแกมที่เป็นภัยคุกคามระดับโลกทั้งระดับทวิภาคี อาเซียนและระดับโลก ซึ่งทุกประเทศชื่นชมบทบาทของไทย หวังว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือเต็มที่และเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชาให้สัมภาษณ์กล่าวหาไทยยึดครองพื้นที่กัมพูชาและอยากให้ประชุม JBC โดยเร็ว จะสื่อสารข้อเท็จจริงให้ตรงกันอย่างไร นายปาณิดลกล่าวว่า หลังลงนามวันที่ 27 ธันวาคม 2568 รมว.ต่างประเทศทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นต่างๆต่อเนื่อง แต่ทุกอย่างเป็นเรื่องเซนซิทีฟต้องใช้เวลาพูดคุย และคงไม่สามารถยุติหรือจบลง หรือเห็นผลชัดเจนในการหารือเพียงไม่กี่ครั้ง ต้องให้เวลา ส่วนที่นายกฯเขมรกล่าวหาไทยใช้ตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามมาปิดกั้น แม้ตรงนั้นเป็นพื้นที่ขัดแย้ง ไทยสื่อสารแล้ว กองทัพแถลงไปแล้ว เป็นไปตามนั้น ในส่วนไทยกับกัมพูชาได้พูดคุยและแถลง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี