วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569
‘ทรัมป์’จัดหนักโจมตีอิหร่าน
ถล่มคลังนามัน
เกาะคาร์กศูนย์กลางส่งออก
บี้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สั่งตามไล่ล่า‘คาเมเนอี’
ตั้งค่าหัว10ล.ดอลลาร์
สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวโหด 10 ล้านดอลลาร์ ล่าตัว “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูง ขณะเดียวกัน ยังส่งเครื่องบินรบปูพรมถล่มเกาะคาร์ก เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน บี้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงวันศุกร์ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน พร้อมคำขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันโดยตรง หากอิหร่านยังคงเดินหน้าโจมตีจนส่งผลกระทบต่อการสัญจร ของเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ระเบิด 15 ลูก
เกาะคาร์กถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้ส่งออกน้ำมันดิบถึงร้อยละ 90 ของอิหร่าน เกาะคาร์กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 26 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากช่องแคบฮอร์มุซไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 483 กิโลเมตร โดยนายทรัมป์ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้กวาดล้างเป้าหมายทางทหารบนเกาะดังกล่าวจนหมดสิ้น แต่ยังคงละเว้นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันไว้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณเตือนว่าหากมีการแทรกแซงการเดินเรืออย่างปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นอีก เขาพร้อมจะทบทวนการตัดสินใจและอาจสั่งโจมตีแหล่งน้ำมันทันที ซึ่งคำขู่นี้ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานโลก หลังจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ ไออีเอ ระบุว่านี่คือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
นายทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า อิหร่านไม่มีขีดความสามารถในการป้องกันการโจมตีจากสหรัฐฯ พร้อมทั้งเรียกร้องให้กองทัพอิหร่านและผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองนี้วางอาวุธ เพื่อรักษาทรัพยากรส่วนที่เหลือเพียงน้อยนิดของประเทศเอาไว้ ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดของการสิ้นสุดสงครามในครั้งนี้ โดยระบุเพียงว่าจะดำเนินไปนานเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
แม้ก่อนหน้านี้ผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นในอ่าวเปอร์เซียจะสั่งระงับการขนส่งเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย แต่อิหร่านยังคงส่งออกน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องในช่วงสงคราม โดยข้อมูลจากดาวเทียมพบว่ามีการขนถ่ายน้ำมันบนเกาะคาร์กสูงถึง 1.1 ถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนที่จะเกิดการโจมตีครั้งล่าสุด
คาดเกิดวิกฤตพลังงาน
ขณะที่นักวิเคราะห์จากราพิดัน เอนเนอร์จี กรุ๊ป (Rapidan Energy Group) มองว่าถ้อยแถลงของทรัมป์จะทำให้ตลาดโลกมุ่งประสงค์ไปที่ทิศทางของวิกฤตพลังงานที่อาจขยายวงกว้างและยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าการโจมตีเพียงเป้าหมายทางทหารโดยเว้นโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันไว้นั้น อาจเป็นเพียงการข่มขวัญในขั้นต้นก่อนที่สหรัฐฯ จะยกระดับความรุนแรงขึ้นในลำดับถัดไปหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศตั้งเงินรางวัลสูงสุด 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 360 ล้านบาท สำหรับผู้ให้ข้อมูลที่นำไปสู่การระบุตัวหรือจับกุมผู้นำสำคัญของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps-IRGC) ของอิหร่าน
โดยประกาศฉบับนี้ ระบุรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบัญชาการและควบคุมกำลังของ IRGC รวม 10 คน แม้จะเปิดเผยชื่อเพียง 6 คน บุคคลที่ถูกกล่าวถึงรวมถึง โมจตาบาคาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน และอาลี ลาริจานี เลขาธิการสภา
ความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งปรากฏตัวในการชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลในกรุงเตหะราน
ด้านสื่ออิหร่านเผยแพร่ภาพและวิดีโอของเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนที่เข้าร่วมการชุมนุม วันกุดส์ (Quds Day) ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีเพื่อแสดงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ และผู้ที่ปรากฏตัวในงานรวมถึง มาซูดเปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศตามด้วยนายอาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ตลอดจนนายอาห์มัดเรซา ราดาน ผู้บัญชาการตำรวจ และนายโกลัมโฮสเซน โมห์เซนีเอเจอี ประธานฝ่ายตุลาการ
ในคลิปวิดีโอหนึ่งจะเห็นว่า นายโมห์เซนี เอเจอี กำลังให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ของรัฐ ขณะที่เกิดเสียงระเบิดขึ้นใกล้พื้นที่ชุมนุม ส่วนอีกคลิปหนึ่งเผยให้เห็นนายเปเซเคียน เดินทักทายประชาชนและถ่ายเซลฟีกับผู้ร่วมชุมนุมบนท้องถนน ขณะที่ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน โมจตาบา คาเมเนอีได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมกิจกรรมวันกุดส์เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง
สหรัฐเฝ้าระวังสูงสุด
เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ประกาศยกระดับการเฝ้าระวังทั่วประเทศในขณะที่สงครามอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 หลังจากเกิดเหตุโจมตีที่ดูเหมือนเป็นการลงมือโดยลำพัง ในรัฐมิชิแกนและรัฐเวอร์จิเนียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นห่างกันกว่า 800 กิโลเมตร
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่เมืองเวสต์บลูมฟิลด์ ชานเมืองดีทรอยต์รัฐมิชิแกน เมื่อนายอัยมาน โมฮาหมัด กาซาลี วัย 41 ปี ชาวอเมริกันเชื้อสายเลบานอน วัย 41 ปี ขับรถกระบะบรรทุกพลุและถังน้ำมันพุ่งชนเข้าไปภายในอาคาร “เทมเพิล อิสราเอล” ซึ่งเป็นหนึ่งในโบสถ์ชาวยิวในสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามภายในโถงทางเดิน ขณะที่มีเด็กเล็กและเจ้าหน้าที่รวมกว่า 170 คนอยู่ภายในอาคาร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ยิงสกัดจนผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยเบื้องต้นพบว่าแรงจูงใจอาจเกี่ยวข้องกับการที่ครอบครัวของเขาในเลบานอนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อสัปดาห์ก่อน
ในเวลาใกล้เคียงกัน ที่มหาวิทยาลัยโอลด์โดมินียน (Old Dominion University) ในเมืองนอร์ฟอล์ก รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพสหรัฐฯเกิดเหตุคนร้ายบุกยิงภายในห้องเรียนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ พันโทแบรนดอน ชาห์ ครูฝึกนักศึกษาวิชาทหาร และมีเจ้าหน้าที่กองทัพได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย ผู้ก่อเหตุเป็น อดีตสมาชิกกองกำลังรักษาดินแดนวัย 36 ปี ที่มีประวัติเคยถูกจำคุกในปี 2016 ข้อหาสนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส ที่เป็นมุสลิมติดอาวุธที่มีแนวคิดสุดโต่ง และเพิ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อปลายปี 2024 โดยผู้ก่อเหตุถูกกลุ่มนักศึกษาในห้องเรียนช่วยกันจัดการและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
แม้เหตุการณ์ในเวอร์จิเนียและมิชิแกนจะเกิดขึ้นในวันเดียวกัน แต่สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอแถลงในวันศุกร์ว่า ยังไม่พบหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเหตุโจมตีทั้งสองมีความเชื่อมโยงกันโดยตรง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยภายในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังขยายตัว
โจมตีโรงเรียนชาวยิว
เกิดเหตุระเบิดสร้างความเสียหายแก่โรงเรียนชาวยิวแห่งหนึ่งในกรุงอัมสเตอร์ดัม ของเนเธอร์แลนด์เมื่อเช้ามืดวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งนายกเทศมนตรีกรุงอัมสเตอร์ดัมระบุว่าเป็นความตั้งใจโจมตีต่อชุมชนชาวยิว
นางเฟมเก ฮัลเซมา นายกเทศมนตรีกรุงอัมสเตอร์ดัม ระบุผ่านแถลงการณ์ว่า เหตุระเบิดซึ่งเกิดขึ้นที่โรงเรียนในย่านที่พักอาศัยระดับหรูทางทิศใต้ของเมือง สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานดับเพลิงสามารถเดินทางถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้
มาตรการรักษาความปลอดภัยตามโบสถ์ชาวยิวและสถาบันต่างๆ ของชาวอิสราเอลในเมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ถูกยกระดับให้เข้มงวดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากเกิดเหตุลอบวางเพลิงโบสถ์ยิวใจกลางเมืองรอตเทอร์ดัมเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
ประณามเหตุชั่วร้าย
ขณะที่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเบลเยียม ก็เกิดเหตุระเบิดจนส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ที่โบสถ์ยิวแห่งหนึ่งในเมืองลีแยช เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเช่นกัน
นายกเทศมนตรีกรุงอัมสเตอร์ดัมกล่าวประณามเหตุการณ์นี้ว่า เป็นการกระทำที่ขี้ขลาดและเป็นการก้าวร้าวต่อชุมชนชาวยิว และว่าชาวอิสราเอลในกรุงอัมสเตอร์ดัมเผชิญกับการต่อต้านชาวยิวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้
ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีต่อชุมชนชาวยิวทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนนำไปสู่การตอบโต้จากรัฐบาลเตหะรานในเวลาต่อมา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี