25 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมา (Prince Mohammed bin Salman) หรือ MBS มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ได้ผลักดันให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ดำเนินการทำสงครามกับอิหร่านต่อไป โดยให้เหตุผลว่าปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็น "โอกาสครั้งประวัติศาสตร์" ในการเปลี่ยนแปลงตะวันออกกลาง
โดยแหล่งข่าวออกมาเปิดเผยว่า ในการสนทนาหลายครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ด ได้ทรงสื่อสารกับ 'ทรัมป์' ว่า เขาต้องผลักดันให้เกิดการทำลายล้างรัฐบาลสายแข็งของอิหร่าน พร้อมบอกว่า อิหร่าน เป็นภัยคุกคามระยะยาวต่อภูมิภาค ซึ่งจะกำจัดได้ก็ต่อเมื่อโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านเท่านั้น
ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ก็มองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามในระยะยาวเช่นกัน แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเจ้าหน้าที่อิสราเอลอาจมองว่าการที่อิหร่านล้มเหลวและติดอยู่ในความวุ่นวายภายในจนไม่สามารถคุกคามอิสราเอลได้นั้นเป็นเรื่องดี ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียมองว่าอิหร่านที่ล้มเหลวเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ร้ายแรงและโดยตรง
แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอเมริกาต่างกังวลว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป อิหร่านอาจโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น และสหรัฐอเมริกาอาจติดอยู่ในสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
'ทรัมป์' ได้แสดงท่าทีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเป็นอย่างมาก ระหว่างการบอกเป็นนัยว่าสงครามอาจจะจบลงในเร็ววัน และการส่งสัญญาณว่าสงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นในวันจันทร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า รัฐบาลของเขากับอิหร่านได้มีการสนทนาที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับการยุติความขัดแย้งอย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด แม้ว่าอิหร่านจะโต้แย้งว่าการเจรจาไม่ได้ดำเนินอยู่ก็ตาม
ผลกระทบจากสงครามต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติซาอุดีอาระเบียนั้นมหาศาล การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเป็นการตอบโต้การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้สร้างความปั่นป่วนอย่างมากในตลาดน้ำมันแล้ว
ต่อมา ทางการของประเทศซาอุดีอาระเบีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงผลักดันให้สงครามยืดเยื้อออกไป รัฐบาลซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ทันทีว่า ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียสนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งนี้อย่างสันติมาโดยตลอด แม้กระทั่งก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้นขึ้น โดยระบุว่ารัฐบาลยังคงติดต่ออย่างใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารของทรัมป์ และความมุ่งมั่นของเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ความกังวลหลักของเราในวันนี้คือการปกป้องตนเองจากการโจมตีประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของเราในแต่ละวัน อิหร่าน เลือกที่จะใช้กลยุทธ์เสี่ยงอันตรายแทนที่จะใช้ทางออกทางการทูตที่จริงจัง ซึ่งส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีใครได้รับผลกระทบมากไปกว่าอิหร่านเอง
แหล่งข่าวที่ได้รับรู้รายละเอียดการสนทนาเปิดเผยว่า บางครั้ง 'ทรัมป์' ดูเหมือนจะเปิดกว้างต่อการยุติสงคราม แต่ เจ้าชายโมฮัมเหม็ดแย้งว่านั่นจะเป็นความผิดพลาด และทรงเรียกร้องให้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพื่อบั่นทอนอำนาจรัฐบาลในเตหะราน
ส่วน แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ฝ่ายบริหารจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสนทนาส่วนตัวของประธานาธิบดี
เรียบเรียงจาก : Saudi Leader Is Said to Push Trump to Continue Iran War in Recent Calls
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี