วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
12 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอย่างจริงจังถึงแผนการที่จะทำให้เวเนซุเอลาและน้ำมันมูลค่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร ซึ่งการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาแตะระดับมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2018 ภายใต้การบริหารจัดการของสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่ร่ำรวยน้ำมันเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงพยายามดึงดูดบริษัทน้ำมันให้เข้ามาลงทุนในประเทศแถบอเมริกาใต้แห่งนี้ หลังจากที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและโค่น 'นิโกลัส มาดูโร' ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ออกจากอำนาจ
ทรัมป์ กล่าวในการสนทนาทางโทรศัพท์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ ระบุว่า แรงจูงใจของเขามาจากมูลค่าน้ำมันในเวเนซุเอลาที่คาดว่าสูงถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และ เสริมว่าเขามีความนิยมในหมู่ "ชาวเวเนซุเอลารักเขา" ทรัมป์กล่าวถึงประชาชนของประเทศนั้น
ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ จับกุม 'นิโกลัส มาดูโร' ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้ตั้งข้อหาเขาในคดีก่อการร้าย ทรัมป์ กล่าวว่าสหรัฐฯจะ "บริหาร" ประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านและจะทำงานร่วมกับ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เดลซี โรดริเกซ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการคนใหม่
ในเดือนมกราคม ทรัมป์ ให้คำมั่นว่าจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ "กลับมาดำเนินงาน" อีกครั้งในเวเนซุเอลา บริษัทพลังงานรายใหญ่ เช่น เอ็กซอนโมบิล และ โคโนโค ถูกขับออกจากประเทศเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เมื่ออดีตประธานาธิบดีอูโก้ ชาเวซ ยึดกิจการน้ำมันเป็นของรัฐ ทำให้เชฟรอนเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่เพียงแห่งเดียวของสหรัฐฯ ที่ลงทุนในเวเนซุเอลา
เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่คณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษาด้านพลังงานของทำเนียบขาวได้จัดการประชุมกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ โดยเรียกร้องให้พวกเขาลงทุนในเวเนซุเอลา ภายใต้การบริหารของรัฐบาลทรัมป์ การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาในเดือนเมษายนพุ่งสูงกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2018
โฆษกทำเนียบขาว กล่าวกับ 'ฟ็อกซ์นิวส์' ว่า เป็นดังที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวไว้ ความสัมพันธ์ระหว่างเวเนซุเอลา และสหรัฐอเมริกานั้นยอดเยี่ยมมาก น้ำมันเริ่มไหลและเงินจำนวนมหาศาลที่ไม่เคยเห็นมานานหลายปี กำลังจะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนชาวเวเนซุเอลาในไม่ช้า" "มีเพียงประธานาธิบดีทรัมป์เท่านั้นที่สมควรได้รับเครดิตสำหรับการฟื้นฟูความร่วมมือครั้งใหม่นี้ และสิ่งที่ดีที่สุดกำลังจะมาถึง!"
ซึ่งทางโฆษกทำเนียบขาว ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการของทรัมป์ ที่จะทำให้เวเนซุเอลาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาว่าจะมีลักษณะอย่างไร
ความสนใจของทรัมป์ต่อน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นที่ทราบกันมาตั้งแต่การโค่นล้ม 'นิโกลัส มาดูโร' เขาให้เหตุผลว่าการรักษาความมั่นคงด้านน้ำมันของเวเนซุเอลาจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง การโจมตีเวเนซุเอลาของ ทรัมป์ จุดชนวนความขัดแย้งทางรัฐธรรมนูญ ขณะที่ 'นิโกลัส มาดูโร' ถูกควบคุมตัวมายังสหรัฐฯ
แต่ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความบนทรูธ โซเชียลส่วนตัวของเขา "@RealDonaldTrump" โดยเสนอแนะว่าเวเนซุเอลาอาจจะกลายเป็นรัฐอิสระแทน ระบุว่า "ช่วงนี้เวเนซุเอลามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเยอะเลย! สงสัยจังว่าเวทมนตร์นี้คืออะไรกันนะ? การเป็นรัฐชาติ สหรัฐอเมริกา #51 ใครสนใจบ้าง?"
ซึ่งหาก ทรัมป์ ต้องการผนวกเวเนซุเอลา และทำให้เป็นรัฐหนึ่งของประเทศ จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสและได้รับความยินยอมจากเวเนซุเอลา ซึ่ง 'โรดริเกซ' กล่าวว่า "จะไม่มีวันเกิดขึ้น"
"เรื่องนั้นคงไม่เคยถูกนำมาพิจารณาเลย เพราะหากจะมีสิ่งหนึ่งที่พวกเราชาวเวเนซุเอลามี นั่นก็คือเรารักกระบวนการเรียกร้องเอกราชของเรา เรารักวีรบุรุษและวีรสตรีแห่งการเรียกร้องเอกราชของเรา" 'โรดริเกซ' กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความสนใจของ ทรัมป์ ที่มีต่อเวเนซุเอลา
โดยเวเนซุเอลา เป็นเพียงประเทศล่าสุดที่ ทรัมป์ ขู่ว่าจะผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่ง โดยรายชื่อประเทศที่เคยขู่ว่าจะผนวกนั้นรวมถึงกรีนแลนด์แคนาดา คิวบา และปานามา อีกด้วย
เรียบเรียงจาก : Fox News
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี