วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
สี จิ้นผิง ต้อนรับทรัมป์ เยือนแผ่นดินใหญ่เป็นทางการครั้งแรกในรอบ 9 ปี ถกลดสงครามการค้า-ปมไต้หวัน-อิหร่าน บรรยากาศวันแรกชื่นมื่น โดยผู้นำจีนแนะสหรัฐหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ชื่นชมทิศทางความสัมพันธ์กับสหรัฐเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ย้ำขยายความร่วมมือรักษาระดับการแข่งขัน ส่วนปธน.สหรัฐอวยเป็นความสัมพันธ์ยอดเยี่ยม มั่นใจยกระดับทวิภาคีพัฒนาไปในทิศทางที่ดี
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงผู้นำจีนต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ผู้นำสหรัฐที่เดินทางเยือนจีนเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 9ปีนับตั้งแต่ปี2560
โดยประธานาธิบดีสีกล่าวเปิดการหารือเป็นทางการว่าจีนเชื่อมั่นมาตลอดว่า ผลประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างจีนและสหรัฐฯมีความสำคัญมากกว่าความขัดแย้งหรือความแตกต่างที่เกิดขึ้น พร้อมย้ำว่า ความสำเร็จของประเทศหนึ่งควรเป็นโอกาสของอีกประเทศ ไม่ใช่ภัยคุกคาม
ผู้นำจีนกล่าวด้วยว่า ความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของสันติภาพและเสถียรภาพของโลก ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดหลายภูมิภาค
ด้านทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์กับผู้นำจีนว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม พร้อมแสดงความมั่นใจว่า ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายครั้งนี้ จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีพัฒนาไปในทิศทางที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ด้านการเมืองระหว่างประเทศคาดว่า การหารือระหว่างสองผู้นำจะครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ไต้หวันที่ยังคงเป็นจุดอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ก่อนการหารือ ประธานาธิบดีจีนสีจิ้นผิงจัดพิธีต้อนรับผู้นำสหรัฐที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ซึ่งเริ่มต้นด้วยการบรรเลงเพลง Star Spangled Banner เพลงชาติของสหรัฐ ต่อด้วยการยิงสลุต 21 นัด จากนั้นจึงตามด้วยเพลงชาติจีน ขณะที่นักเรียนชั้นประถมร่วมโบกธงชาติจีนและสหรัฐด้วย
ผู้นำจีนกล่าวว่า ตั้งใจจะพูดคุยกับฝ่ายสหรัฐในประเด็นสำคัญต่อจีนและสหรัฐ ตลอดจนต่อโลก และหวังว่าจะได้ร่วมมือกับผู้นำสหรัฐในการกำหนดทิศทางและนำพาความสัมพันธ์จีนกับสหรัฐให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมย้ำว่า จีนและสหรัฐอเมริกามีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าความขัดแย้ง ความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งถือเป็นโอกาสของอีกฝ่าย และความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มั่นคงระหว่างจีนและสหรัฐย่อมเป็นผลดีต่อโลก
“คำถามสำคัญตรงหน้าจีนและสหรัฐคือ ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันเพื่อรับมือกับความท้าทาย และนำเสถียรภาพที่มากขึ้นมาสู่โลกได้หรือไม่ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและอนาคตของมนุษยชาติ เราสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นให้กับความสัมพันธ์ทวิภาคี ก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส และสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจได้หรือไม่”ประธานาธิบดีสีกล่าว
และว่า จีนและสหรัฐควรเป็นหุ้นส่วนกัน ไม่ใช่คู่แข่ง และทั้งสองประเทศควรช่วยเหลือกันเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน รวมถึงค้นหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศมหาอำนาจในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกยุคใหม่ จึงหวังว่าจะได้ร่วมมือกับท่านในการกำหนดทิศทางและนำพาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐให้ก้าวไปข้างหน้า เพื่อทำให้ปี 2026 เป็นปีประวัติศาสตร์และเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์จีนและสหรัฐ
นอกจากนั้น สีได้แสดงความยินดีต่อวาระครบรอบ 250 ปีของการประกาศเอกราชของสหรัฐ และเอ่ยถึงการพบหารือด้านการค้าระหว่างฝ่ายสหรัฐและจีนที่กรุงโซลเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ด้วยว่า คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าของสองประเทศสามารถบรรลุผลการหารือที่สมดุลและเป็นบวก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีของประชาชนของสองประเทศและต่อโลก
พร้อมกล่าวว่า ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ เมื่อเห็นต่างและความขัดแย้งเกิดขึ้น การหารือกันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมคือทางเลือกที่ถูกต้องทางเดียว ขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรักษาแนวโน้มเชิงบวกที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก
ส่วนประเด็นไต้หวัน สีกล่าวว่า การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันคือจุดร่วมที่สำคัญที่สุดระหว่างจีนและสหรัฐ ประเด็นไต้หวันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ หากจัดการเรื่องนี้ได้เหมาะสม ความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยรวมก็จะมีเสถียรภาพ แต่หากไม่สามารถจัดการได้ดี ทั้งสองประเทศอาจเกิดการปะทะกันหรือเกิดความขัดแย้ง ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรงเอกราชไต้หวันกับสันติภาพข้ามช่องแคบเป็นสิ่งที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ เปรียบเสมือนไฟกับน้ำ
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เขามีความสัมพันธ์ที่มหัศจรรย์กับประธานาธิบดีจีน และสิ่งนี้จะดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อสหรัฐและจีนเผชิญปัญหาสามารถจัดการได้เร็ว พร้อมชื่นชมสีว่า เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม
ทรัมป์บอกว่า ทำเนียบขาวเชิญผู้นำธุรกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุด 30 อันดับแรกของโลกให้ร่วมเดินทางครั้งนี้ และทุกคนก็ตอบรับตกลง และวันนี้นักธุรกิจทุกคนก็มาที่นี่เพื่อแสดงความเคารพต่อประธานธิบดีสีและจีนพวกเขาตั้งตารอการค้าและการทำธุรกิจ และในส่วนสหรัฐ ก็จะเป็นความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทนอย่างสมบูรณ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการหารือทวิภาคีระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นเวลา 2 ชั่วโมง สีพบหารือกับภาคธุรกิจของสหรัฐ ก่อนเผยว่า ประตูของจีนจะเปิดกว้างมากขึ้นต่อบริษัทสหรัฐ และจะได้รับโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้นในจีนและปักกิ่งยินดีต้อนรับสหรัฐในการเพิ่มความร่วมมือแบบตอบแทนซึ่งกันและกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์ วันแรก ผู้นำจีนกล่าวชื่นชมทิศทางความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐ โดยแนวทางใหม่นี้มุ่งเน้นการขยายความร่วมมือระหว่างกันควบคู่ไปกับการรักษาการแข่งขันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ต่อมากระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ระบุ ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องสร้างความสัมพันธ์สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศช่วง 3 ปีข้างหน้าและอนาคตต่อจากนั้น
นายสีอธิบายแนวทางความสัมพันธ์นี้ว่า ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการแข่งขันระดับเหมาะสม เพื่อให้เกิดเสถียรภาพตามปกติที่ควบคุมความแตกต่างระหว่างกันได้ และนำไปสู่เสถียรภาพที่ยั่งยืนซึ่งคาดหวังถึงสันติภาพได้ นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศขยายความร่วมมือในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า สาธารณสุข เกษตรกรรม การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แม้นายสีจะย้ำถึงความร่วมมือ แต่ก็แสดงท่าทีเตือนสหรัฐฯให้ใช้ความระมัดระวังอย่างถึงที่สุดในการจัดการประเด็นไต้หวัน โดยเขาย้ำเตือนว่าหากจัดการประเด็นนี้ไม่เหมาะสม ทั้งสองประเทศอาจเผชิญหน้าหรือถึงขั้นขัดแย้งกัน ซึ่งจะผลักดันให้ความสัมพันธ์โดยรวมระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง
มีความเคลื่อนไหวการขออนุมัติงบประมาณกลาโหมครั้งมหาศาลของรัฐบาลทรัมป์ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในกลุ่มชาวอเมริกันขณะนี้คือ ตัวเลขความสูญเสียที่แท้จริงของอากาศยานสหรัฐฯ ในปฏิบัติการ «Epic Fury” เหนือน่านฟ้าอิหร่าน ซึ่งถูกระบุว่าอาจสูงถึง 39 ลำ พร้อมรายงานความเสียหายของเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง F-35 ซึ่งชาวอเมริกันเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากในการไต่สวนของคณะกรรมาธิการงบประมาณวุฒิสภาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม สส. Ed Case จากพรรคเดโมแครตตั้งกระทู้ถาม Jay Hurst ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของเพนตากอน โดยอ้างถึงรายงานจากสื่อความมั่นคงชั้นนำอย่าง The War Zone (TWZ) ว่ากองทัพสหรัฐฯ สูญเสียอากาศยานไปแล้วถึง 39 ลำ นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026แม้ตัวแทนจากเพนตากอนจะยังไม่ยืนยันตัวเลขดังกล่าวโดยระบุว่าอยู่ระหว่างวินิจฉัยความเสียหายและประเมินค่าซ่อมบำรุง แต่ยอมรับว่าสงครามครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากโดยเพนตากอนเผยว่าค่าใช้จ่ายในสงครามอิหร่านตอนนี้พุ่งไปถึง $29,000 ล้าน แล้ว หรือประมาณ 1.07 ล้านล้านบาท
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี