533.jpg
WHOประกาศภาวะฉุกเฉิน อีโบลาระบาดหนัก คองโก-ยูกันดา ติดเชื้อเพิ่มต่อเนื่อง

WHOประกาศภาวะฉุกเฉิน อีโบลาระบาดหนัก คองโก-ยูกันดา ติดเชื้อเพิ่มต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

องค์การอนามัยโลกประกาศภาวะฉุกเฉินสูงสุด อีโบลาระบาดข้ามพรมแดน “คองโก-ยูกันดา” พบสายพันธุ์หายากไร้วัคซีนรักษา

วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในทวีปแอฟริกากำลังสร้างความกังวลไปทั่วโลก หลังองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และยูกันดา เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” (PHEIC) ซึ่งถือเป็นระดับเตือนภัยสูงสุดด้านสาธารณสุขของโลก หลังตรวจพบการแพร่ระบาดข้ามพรมแดนของเชื้อไวรัสสายพันธุ์หายากที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ


รายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา หรือ Africa CDC ระบุว่า เชื้อที่กำลังระบาดคือ “ไวรัสบันดิบูเกียว” (Bundibugyo ebolavirus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ไม่บ่อย และแตกต่างจากสายพันธุ์ซาอีร์ที่เคยระบาดในอดีตและมีวัคซีนป้องกันรองรับแล้ว

ขณะนี้ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พบผู้เสียชีวิตต้องสงสัยติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 80 ราย มีผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 8 ราย และผู้ป่วยต้องสงสัยอีก 246 ราย กระจายอยู่ใน 3 เขตสาธารณสุขของจังหวัดอิตูรี ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์กลางการระบาด

ด้านประเทศยูกันดา พบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 2 รายในกรุงกัมปาลา โดยทั้งสองรายไม่มีความเชื่อมโยงกันโดยตรง แต่ต่างเดินทางมาจากคองโก และหนึ่งในนั้นเสียชีวิตแล้ว นอกจากนี้ ยังพบผู้ติดเชื้อยืนยันอีก 1 รายในกรุงกินชาซา เมืองหลวงของคองโก ซึ่งเดินทางกลับมาจากจังหวัดอิตูรีเช่นกัน

WHO ระบุว่า แม้สถานการณ์ยังไม่เข้าข่าย “การระบาดใหญ่ทั่วโลก” หรือ Pandemic แต่การประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งการประสานงานระหว่างประเทศ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้ลุกลามหนักกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม การควบคุมโรคกำลังเผชิญอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากจังหวัดอิตูรี ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของการระบาด กำลังเผชิญเหตุความไม่สงบจากกลุ่มติดอาวุธที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ IS ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าพื้นที่เฝ้าระวังและสอบสวนโรคได้อย่างยากลำบาก

นอกจากนี้ จุดเริ่มต้นของการระบาดยังอยู่ในเขตเหมืองแร่และชุมชนเมืองที่มีการเดินทางหนาแน่น ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

WHO แนะนำให้ประเทศต่างๆ แยกกักตัวผู้ป่วยยันทันที พร้อมติดตามเฝ้าระวังผู้สัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลา 21 วัน และห้ามผู้ที่มีความเสี่ยงเดินทางระหว่างประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงขอให้ประเทศที่มีพรมแดนติดกับคองโกเปิดใช้กลไกจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ และเพิ่มมาตรการคัดกรองตามเส้นทางหลักและด่านชายแดน

อย่างไรก็ตาม WHO ยังร้องขอให้ทุกประเทศหลีกเลี่ยงการปิดพรมแดน หรือใช้มาตรการจำกัดการค้าและการเดินทางระหว่างประเทศอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ประชาชนหันไปใช้เส้นทางธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมและตรวจสอบโรคได้ ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดในวงกว้างมากขึ้น

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top