วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
23 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯรายหนึ่งได้ออกมาเปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯได้สนทนาทางโทรศัพท์ที่ตึงเครียดกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยทั้งคู่นั้นมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินสงครามกับอิหร่าน
ซึ่งนี่ไม่ใช่การสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งแรกทั้งคู่ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ กล่าวว่า เขามีแนวโน้มที่จะโจมตีอิหร่านแบบเจาะจงเป้าหมายอีกครั้งในช่วงต้นสัปดาห์ โดยคาดว่าจะดำเนินภายใต้ "ปฏิบัติการค้อนยักษ์" (Operation Sledgehammer) แต่ 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น ทรัมป์ ได้ประกาศระงับการโจมตีที่วางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 19 พ.ค. ตามคำขอของพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียอย่าง กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
หลายวันที่ผ่านมากลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียได้ติดต่ออย่างใกล้ชิดกับทำเนียบขาวและปากีสถานเพื่อทำงานร่วมกันในกรอบที่จะนำไปสู่การเจรจาทางการทูตต่อไป
โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับความพยายามในการบรรลุข้อตกลงว่า เราอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจากับอิหร่านแล้ว เราจะรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราอาจจะบรรลุข้อตกลง หรือเราอาจจะต้องทำอะไรบางอย่างที่ค่อนข้างรุนแรง แต่หวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้น
แต่คำกล่าวของเจ้าหน้าที่ ทรัมป์ และ แหล่งข่าวจากอิสราเอล การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่นี้ทำให้ผู้นำอิสราเอลรู้สึกผิดหวัง เพราะเขาเคยสนับสนุนแนวทางที่แข็งกร้าวมากขึ้นในการจัดการกับเตหะรานมานานแล้ว เนทันยาฮูแย้งว่าการล่าช้ามีแต่จะเอื้อประโยชน์ให้กับอิหร่านเท่านั้น
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯรายนี้ได้อ้างว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู ได้แสดงความผิดหวังในวันที่ 19 พ.ค. โดยบอกกับ ทรัมป์ ว่า เขาเชื่อว่าการเลื่อนการโจมตีเป็นความผิดพลาด และทรัมป์ ควรดำเนินการตามแผนที่วางไว้ต่อไป
.jpg)
แหล่งข่าวจากอิสราเอล กล่าวว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู ไม่แน่ใจว่าการเจรจาจะนำไปสู่ข้อตกลงได้ เพราะจนถึงปัจจุบัน อิหร่านยังคงปฏิเสธที่จะส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับสหรัฐ ระหว่างการสนทนาที่กินเวลานาน 1 ชั่วโมง เนทันยาฮู ได้พยายามผลักดันให้มีการกลับมาดำเนินการทางทหารอีกครั้ง
ความแตกต่างจึงชัดเจนว่า ทรัมป์ ต้องการดูว่าสามารถบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่ แต่ทาง เนทันยาฮู คาดหวังอย่างอื่น
แหล่งข่าวอิสราเอลอีกรายบอกกับซีเอ็นเอ็นว่า ความกังวลของอิสราเอลหลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ในวันที่ 19 พ.ค. นั้น ขยายไปถึงเจ้าหน้าที่รอบตัว เนทันยาฮู ด้วย มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในหมู่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิสราเอลที่จะกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง และมีความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นที่ ทรัมป์ ยังคงปล่อยให้อิหร่านถ่วงเวลาทางการทูต
ความไม่พอใจของ เนทันยาฮู ต่อแนวทางของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ ทรัมป์ ขู่แล้วก็หยุดในที่สุดนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการสนทนาของพวกเขา เจ้าหน้าที่สหรัฐ เคยยอมรับในอดีตว่า มีเป้าหมายที่แตกต่างกันระหว่างสหรัฐและอิสราเอลเมื่อเอ่ยถึงสงคราม
อีกทั้งเมื่อล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ถาม ทรัมป์ ว่า เขาบอกอะไรกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ทรัมป์กล่าวว่าเขาเป็นผู้กุมอำนาจอยู่ "เขาจะทำทุกอย่างที่ผมต้องการให้เขาทำ"
ถึงแม้ว่า เนทันยาฮู จะกดดันให้กลับไปสู่การสู้รบอย่างเต็มรูปแบบ แต่ ทรัมป์ ก็ยังคงผลักดันให้เกิดข้อตกลงทางการทูตต่อไป
โดยอ้างเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ว่าสถานการณ์กับอิหร่านนั้น “อยู่บนเส้นแบ่ง” และคุ้มค่าที่จะให้เวลาการเจรจาทางการทูตอีกสัก 2-3 วันหากจะช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมาก
ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าช่องว่างระหว่างสหรัฐ และ อิหร่าน ได้แคบลงแล้วหรือไม่ อิหร่าน ยังคงยืนกรานในข้อเรียกร้องหลัก และประเด็นเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และทรัพย์สินที่ถูกอายัดยังคงไม่ได้รับการแก้ไขในอาทิตย์นี้แน่นอน
ทรัมป์ ได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การใช้ปฏิบัติการทางทหารยังคงเป็นทางเลือกหนึ่ง “ถ้าเราไม่ได้รับคำตอบที่ถูกต้อง ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เราพร้อมที่จะดำเนินการ”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี