วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ผู้นำสหรัฐเผยกรอบข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐ-อิหร่านเจรจาคืบหน้ามาก รวมถึงเงื่อนไขเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เตรียมประกาศเป็นทางการเร็วๆ นี้ ด้านสื่อสหรัฐเปิดร่างข้อตกลง 3 ระยะ ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับเตหะราน ครอบคลุมขยายเวลาหยุดยิง เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่าน และเจรจาจำกัดนิวเคลียร์ แต่สหรัฐยันยังตรึงกำลังทหารล้อมอิหร่านช่วงเจรจา
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ Truth Social ของตนเองเมื่อวันเสาร์ (23 พฤษภาคม)ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯว่า สหรัฐฯและอิหร่านกำลังใกล้จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงคราม โดยระบุว่ากรอบข้อตกลงสันติภาพ หรือบันทึกความเข้าใจในกรอบกล่าวได้รับการเจรจาไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว รายละเอียดขั้นสุดท้ายกำลังอยู่ระหว่างการหารือและจะประกาศให้ทราบในไม่ช้า ข้อตกลงนี้จะรวมถึงเงื่อนไขในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากที่อิหร่านปิดกั้นเส้นทางนี้นานเกือบ 3 เดือนจนส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงานโลก
ทรัมป์เผยด้วยว่า ได้ต่อสายตรงพูดคุยร่วมกับผู้นำจากหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึง ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ จอร์แดน และบาห์เรน ซึ่งบรรดาผู้นำทุกประเทศต่างผลักดันให้สหรัฐฯ ยอมรับกรอบข้อตกลงเพื่อความสงบสุขในภูมิภาค นอกจากนี้ เขายังได้หารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และระบุว่าการพูดคุยเป็นไปด้วยดี แม้จะมีรายงานจากสื่อว่าอิสราเอลมีความกังวลเกี่ยวกับการทำข้อตกลงนี้ก็ตาม
ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯย้ำว่า ข้อตกลงถาวรต้องทำให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดใช้อย่างเสรี โดยไม่จัดเก็บค่าผ่านทาง และอิหร่านต้องส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมด
ขณะที่สำนักข่าวฟารส์ (Fars) เชื่อมโยงกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC ของอิหร่าน แถลงว่า คำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าข้อตกลงใกล้เสร็จสมบูรณ์นั้น ไม่ตรงความเป็นจริง ยืนยันว่า ต่อให้มีข้อตกลงเกิดขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซก็ยังคงอยู่ภายใต้การบริหารจัดการและการควบคุมของอิหร่านต่อไป ตามเนื้อหาในเอกสารฉบับล่าสุดที่มีการแลกเปลี่ยนกัน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านระบุกับสื่อว่า เพื่อแลกกับการหยุดยิงและยอมเปิดช่องแคบให้เรือพาณิชย์ใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม อิหร่านจะได้รับการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลจากสหรัฐฯ และจะปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดในต่างประเทศมูลค่าราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านชี้แจงว่า อิหร่านกำลังจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อ โดยเน้นย้ำว่าประเด็นนิวเคลียร์จะยังไม่ถูกนำมาพิจารณาในการเจรจาช่วงแรกนี้ แต่จุดยืนหลักของอิหร่านคือ การยุติสงครามในทุกแนวรบรวมถึงในเลบานอน ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือ และปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัด
ส่วนโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านเตือนว่า หากสหรัฐฯตัดสินใจโจมตีอิหร่านอีกครั้งหลังจากช่วงหยุดยิง อิหร่านที่ได้ฟื้นฟูกำลังรบแล้วพร้อมจะตอบโต้อย่างรุนแรงยิ่งกว่าวันแรกของสงคราม
สำนักข่าวอักซิออสของสหรัฐรายงานอ้างเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูง เกี่ยวกับเนื้อหาเชิงลึกของร่างกรอบข้อตกลงยุติสงคราม 3 ระยะระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรกคือ ขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน ซึ่งช่วงเวลานี้ จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และให้เรือแล่นผ่านได้อย่างเสรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม และอิหร่านต้องกู้ทุ่นระเบิดที่ตนเองได้วางเอาไว้ เพื่อเปิดทางให้เรือสามารถสัญจรผ่านไปมาได้อย่างปลอดภัย
ระยะที่สอง สหรัฐจะยอมยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน และปลดล็อกทรัพย์สินของรัฐบาลอิหร่านบางส่วนที่ถูกอายัดไว้ในธนาคารต่างประเทศ แลกกับการที่อิหร่านเริ่มกระบวนการจัดเตรียมและพิสูจน์ทราบคลังสำรองยูเรเนียม
ร่างแผนการระยะที่สามคือ เปิดกรอบเวลาเจรจาต่อเนื่อง 30 วัน ซึ่งสามารถขยายเวลาได้ เพื่อทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในประเด็นซับซ้อนที่สุด ทั้งเรื่องยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมัน เพื่อให้อิหร่านกลับมาขายน้ำมันได้อย่างเสรี และการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 60 วันของการหยุดยิง กองทัพสหรัฐจะยังตรึงกำลังอยู่รอบอิหร่าน โดยจะถอนตัวออกไปอย่างถาวร เมื่อมีการบรรลุข้อตกลงอย่างสมบูรณ์และเป็นทางการแล้วเท่านั้น บ่งชี้ว่า ความเสี่ยงของสหรัฐในการใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่กับอิหร่านยังคงมีอยู่
อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเกิดเหตุระทึกขวัญใกล้ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ โดยมีเสียงปืนดังขึ้นนับสิบนัด ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดี (Secret Service) ประกาศมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดทันที
สื่อท้องถิ่นหลายสำนักรายงานว่า ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาที่จุดตรวจความปลอดภัยบริเวณถนนสายที่ 17 (17th Street) และเพนน์ซิลเวเนีย เอเวอนิว (Pennsylvania Avenue) ก่อนหยิบอาวุธปืนออกจากกระเป๋าและเปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่ 15-30 นัด เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจได้ยิงโต้ตอบทันที เป็นเหตุให้คนร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ยังมีประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าวถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บ 1 คน ส่วนเจ้าหน้าที่ของ Secret Service ไม่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลาที่เกิดเสียงปืน สื่อมวลชนกำลังรอรายงานข่าวอยู่บริเวณสนามหญ้าฝั่งทิศเหนือของทำเนียบขาว แต่เมื่อเกิดเสียงปืนดังขึ้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประกาศให้รีบหลบภัยเข้าไปในห้องแถลงข่าวทันที
ข้อมูลจากตำรวจเผยว่า เหตุดังกล่าวเป็นการเข้าปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดี (Secret Service) กับชายติดอาวุธ ที่เปิดฉากยิงเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งคาดว่าเป็นผู้ก่อเหตุและผู้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวแถลงยืนยันช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ประธานาธิบดี ทรัมป์ พำนักอยู่ภายในอาคารที่พำนัก และปลอดภัยดี โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด
จากนั้น เวลา 18:45 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หน่วย Secret Service เข้าควบคุมสถานการณ์ และตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียดแล้ว พร้อมประกาศยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ทำเนียบขาว
นายคาช พาเทล (Kash Patel) ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ออกแถลงการณ์ว่า FBI กำลังประสานงานร่วมกับหน่วย Secret Service ใกล้ชิด เพื่อสืบสวนหามูลเหตุจูงใจและรายละเอียดเชิงลึกของผู้ก่อเหตุครั้งนี้อย่างเร่งด่วน
แหล่งข่าวความมั่นคงระบุว่าผู้เสียชีวิตชื่อ นาซีร์ เบสต์ (Nasire Best) วัย 21 ปี ซึ่งเคยมีประวัติพยายามบุกเข้าใกล้ทำเนียบขาวมาแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 และมีคำสั่งศาลสั่งห้ามเข้าใกล้พื้นที่ดังกล่าว
ขณะนี้ หน่วยงานรัฐบาลกลาง ทั้ง Secret Service สหรัฐฯ ร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ (FBI) รวมถึงตำรวจท้องถิ่น วอชิงตัน ดีซี กำลังร่วมกันสืบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุรอบนี้ ซึ่งถือเป็นเหตุความมั่นคงร้ายแรงครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นบริเวณรอบทำเนียบขาวและผู้บริหารระดับสูงในช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน ต่อจากเหตุพยายามโจมตีในงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 25 เมษายน และเหตุเจ้าหน้าที่ยิงสกัดผู้ต้องสงสัยใกล้กับอนุสาวรีย์วอชิงตัน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี